การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 555 เหยียนหลิ่งอวี๋เปลี่ยนไป?
เดิมทีลั่วสุ่ยคิดว่าองค์ชายสามจะแอบเข้าไปในห้องของคุณหนูใหญ่ต้วนเหมือนที่เคยเป็นมา แต่นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้
องค์ชายสามเอาแต่มองต้วนชิงหมิงอยู่นอกห้องโดยที่ไม่ได้เข้าไปหา
ในเวลานี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนอยู่ห่างจากหน้าต่างเพียงไม่ถึงสิบก้าว ซึ่งสามารถเห็นความเคลื่อนไหวของต้วนชิงห
มิงได้อย่างชัดเจน เขายังคงยืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานโดยที่ไม่เอ่ยทักทาย แต่เลือกที่จะมองอยู่เงียบๆด้วยใบหน้าอัน
เศร้าสร้อย
ลั่วสุ่ยเป็นคนหัวไว เขารู้ว่าในใจของเจ้านายยังคงปล่อยวางต้วนชิงหมิงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การประสบอันตรายใน
ครั้งนี้เป็นเพราะเลือดของคุณหนูใหญ่ต้วน จึงทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋มีชีวิตรอดปลอดภัยมาจนถึงเวลานี้ ฉะนั้นไม่น่าแปลก
ใจที่เจ้านายจะซาบซึ้งใจในสิ่งที่นางทำ
เรื่องซาบซึ้งใจเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องตอบแทนบุญคุณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง… ไม่ว่าอย่างไรองค์ชายสามก็ไม่ควรที่
จะยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนี้ โดยมิให้อีกฝั่ายรับรู้ถึงการมา
ลั่วสุ่ยยกมือขึ้นเกาหัวยิกๆ ด้วยความร้อนใจ กลัวการยืนตากลมหนาวเป็นเวลานานอาจปั่วยหนักขึ้นได้ เขาอยาก
โน้มน้าวให้เหยียนหลิ่งอวี๋กลับไปพักผ่อนเสียก่อน แต่ถ้าเจ้านายฟังคำโน้มน้าวของเขาคงเป็นเรื่องน่าแปลกพิลึก
ลั่วสุ่ยทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาเงยหน้ามองเจ้านายที่กำลังมองต้วนชิงหมิงอยู่ไกลๆ
ทันใดนั้นเหมือนลั่วสุ่ยจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ในเมื่อเขาไม่สามารถโน้มน้าวให้เจ้านายกลับไปได้ ไม่แน่ว่าต้วนชิงหมิ
งอาจช่วยโน้มน้าวได้สำเร็จก็เป็นได้
ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เดิมทีเจ้านายของเขาค่อนข้างเชื่อฟังคำพูดของคุณหนูใหญ่ต้วน ไม่แน่ว่าหากนางออกหน้าพูดขึ้น
เจ้านายของเขาคนปากไปพักผ่อนร่างกาย!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ลั่วสุ่ยก็อดพูดอย่างดีใจขึ้นมามิได้ “องค์ชายมายืนอยู่ที่นี่นานแล้ว ตอนนี้จะเข้าไปพูดคุยกับคุณ
หนูใหญ่ต้วนไหมขอรับ?”
ลั่วสุ่ยจะได้ถือโอกาสนี้ให้คุณหนูใหญ่ต้วน ช่วยพูดโน้มน้าวให้องค์ชายสามกลับไปพักฟืนร่างกายให้เต็มที่เสียก่อน
ทางด้านเหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่สายหน้าปฏิเสธเลยไม่ตอบอะไร
ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่รีบร้อน ลั่วสุ่ยกลับร้อนรนชึ้นมา เพราะเขาเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ยืนโซซัดโซเซ จึงพูดอย่าง
ร้อนใจขึ้นว่า “เจ้านาย ท่านจะยืนอยู่ตรงนี้นานมากไม่ได้นะขอรับ……”
ด้วยความร้อนใจเสียงพูดของลั่วสุ่ยจึงค่อนข้างดัง ทันใดนั้นกลับถูกเหยียนหลิ่งอวี๋มองค้อนเข้าให้
ถึงแม้สายตานั้นไม่ค่อยดุดันมากเท่าไหร่ แต่ในใจของลั่วสุ่ยเต้นรัวขึ้นมาไม่เป็นจังหวะ จนทำให้เสียงพูดอ่อยลงมา
อย่างเห็นได้ชัด “เจ้านาย ท่านคิดถึงพิษในร่างกายด้วยขอรับ……”
หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาจากถํ้าก็เริ่มมึนงงไม่ค่อยมีสติครบถ้วน เดิมที ลั่วสุ่ยนึกว่าเป็นอาการที่หลงเหลือ
มาจากตอนประสบภัยในถํ้า ทำให้สลบไสลไปสามวันสามคืน จนกระทั่งลั่วสุ่ยต้องไปตามหมอหลวงมารักษา ทำให้ทราบ
ว่า นอกจากร่างกายที่อ่อนแออย่างมากแล้ว ยังเป็นเพราะโดนยาพิษเข้าอีกด้วย
การที่เหยียนหลิ่งอวี๋โดนยาพิษนั้นทำเอาบรรดาองครักษ์ต่างตระหนกกันถ้วนหน้า พวกเขาจึงใช้เวลาระหว่างที่เห
ยียนหลิ่งอวี๋สลบไสลอยู่นั้น รีบตามสืบเสาะต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
ในที่สุด เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยอมปริปากพูดออกมา “ถ้าเจ้าพูดกว่านี้ให้น้อยๆ หน่อย ข้าคงหายเร็วขึ้นมาก!”
เสียงที่แหบแห้งและไร้ชีวิตชีวาของเหยียนหลิ่งอวี๋ เป็นผลมาจากยาพิษที่ชื่อหุ่ยเทียนเมี่ยตี้ ที่ไม่เพียงทำลายระบบ
ในร่างกาย ยังทำให้เส้นเสียงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ตอนนี้แม้ภายนอกของเหยียนหลิ่งอวี๋จะไม่มีรอยบาดแผลหลงเหลืออยู่ เพราะว่าร่างกายภายในของเขากลับถูก
ทำลายไปมากกว่าครึ่งแล้ว
ลั่วสุ่ยก้มหน้าลงด้วยความเสียใจแอบร้องไห้นํ้าตาซึมออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่เคยวางมาดโอหังกลับต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แล้วเส้นทางในอนาคตที่ยังยาวไกล อาจถูก
ทำลายจนกลายเป็นคนไร้ค่าคนหนึ่งขึ้นมา
พอได้เห็นลั่วสุ่ยนํ้าตาซึมออกมา เหยียนหลิ่งอวี๋จึงขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ “เอาล่ะ พวกเรากลับกัน
เถอะ”
ลั่วสุ่ยรีบเงยหน้าขึ้นมาตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ” ทันท่วงที
เนื่องจากอาการปั่วยของเจ้านายจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และทดลองตำรับยาแก้พิษในหลาย
แขนง… แต่เหตุใดหนอ พอเจ้านายบอกว่าจะกลับไปแล้ว ในใจของลั่วสุ่ยกลับไม่ได้ดีอกดีใจขึ้นมาแม้แต่น้อยเลย?
ความรู้สึกนี้เหมือนมีคนมาควักหัวใจของลั่วสุ่ยออกไป จนต้องทรมานใจด้วยความทุรนทุราย
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋กลับตัวเดินจากไป ลั่วสุ่ยรีบเดินตามหลังไปติดๆ
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินหลังตรงผ่านสวนพุ่มไม้และดอกบุปผาไป แสงตะวันได้สาดส่องมาสะท้อนใบหน้าที่ซีดขาวให้
เห็นจนเด่นชัด
ภาพเบื้องหน้าในขณะนั้นให้ความรู้สึกกับลั่วสุ่ยว่า เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เหมือนชายหนุ่มอายุสิบกว่าปี แต่กลับดู
เหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินก้มหน้าก้มตาออกไปเงียบๆ ด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย
ลั่วสุ่ยเดินตามหลังเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่มิห่าง โดยลั่วสุ่ยพยายามหันกลับไปมองต้วนชิงหมิงอยู่หลายครั้ง… เจ้านาย
มาที่นี่แล้วต้องกลับไปโดยยังไม่ได้พบหน้า คงจะต้องเจ็บปวดรวดร้าวในใจอยู่พอตัว
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่เดินนำหน้าจู่ๆ ได้หัวเราะขึ้นมา เขายื่นมือออกไปข้างหน้าบังแสงตะวันที่สาดส่อง พร้อมกับเผย
ยิ้มน้อยๆ ออกมา
หากพูดว่าบางเรื่องเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว เช่นนั้น ถึงแม้จะย้อนกลับไปได้ ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
หลังทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้วนอวี้ได้เดินมาหาต้วนชิงหมิงถึงเรือน
ขณะนั้นต้วนชิงหมิงก็เพิ่งทานอาหารเรียบร้อย และกำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างสบายใจ พอเห็นต้วนอวี้มาหาถึงเรือน
จึงรีบเชิญให้นั่ง แล้วกำชับให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปเตรียมนํ้าชามา
สีหน้าของต้วนอวี้นั้นเต็มไปด้วยเรื่องที่คับข้องใจมาก เขารับนํ้าชาจากมือเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ด้วยอาการที่เหม่อลอย
ต้วนอวี้ปรายตามองต้วนชิงหมิง ราวกับมีเรื่องในใจอยากพูดกลับไม่ได้พูดออกมา
ต้วนชิงหมิงใช้สายตาที่เปลี่ยนแปลงไปมองที่ต้วนอวี้
เรื่องความฝันที่ถํ้าตรงหน้าผาในครั้งนั้น ทำให้นางเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น จนมิอยากเผชิญหน้ากับความจริง
ความจริงที่ว่า ต้วนอวี้ที่อยู่เบื้องหน้านี้ ไม่ใช่วิญญาณของต้วนอวี้จริงๆ
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของต้วนอวี้ ต้วนชิงหมิงจึงเอ่ยถามขึ้น “อวี้เอ๋อร์เป็นอะไรไป? มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ
เปล่า?”
“พี่สาว ช่วงนี้ได้พบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋บ้างหรือไม่?” ต้วนอวี้ถามขึ้น
หลังจากที่กลับมาจากถํ้าหน้าผาในครั้งหน้า ดูเหมือนว่าต้วนชิงหมิงจะไม่ได้สนิทสนมกับเขาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
แต่ว่าพี่สาวก็คือพี่สาว มีสายเลือดเดียวกัน ต้วนอวี้ต้องยังเคารพนางเป็นอย่างมาก
ในเวลานี้ ต้วนอวี้ปรายตามองต้วนชิงหมิงด้วยแววตาที่ใสแจ๋ว จนต้วนชิงหมิงพูดสิ่งใดไม่ออกเลย
ใช่แล้ว! วิญญาณที่แท้จริงของต้วนอวี้ ในครั้งก่อนพูดได้ถูกต้อง… ไม่ว่าวิญญาณใดที่เข้ามาในร่างของน้องชายก็ให้
ถือว่าเป็นน้องชายของนาง นับจากนี้ต่อไป นางควรจะเปลี่ยนท่าทีต่อวิญญาณที่เข้ามาสิงร่างน้องชาย ด้วยความรู้สึกเป็น
เหมือนน้องชายแท้ๆ ของนาง?
เพียงแต่ว่าต้วนชิงหมิงยังไม่รู้ว่าจะทำได้เหมือนที่ใจคิดไว้หรือไม่ นางจึงค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ
ต้วนอวี้เดินเข้าไปพูดข้างหูของต้วนชิงหมิงด้วยแฝงความรู้สึกบางอย่างอยู่ “พี่สาว… เหยียนหลิ่งอวี๋ปั่วยค่อนข้าง
หนักหนา ถ้าเขามาหาพี่ละก็ รีบนมหนาวให้เขากลับไปพักผ่อนรักษาตัว มิอย่างนั้นอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ได้……”
ต้วนชิงหมิงพูดด้วยความตระหนกออกมาหลังจากที่ฟังว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋ปั่วยเป็นอะไรกัน?”
ครั้งก่อนที่เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนอวี้รู้สึกว่าร่างกายเขาค่อนข้างอ่อนแอเป็นอย่างมาก ส่วนเป็นโรคอะไรนั้น ต้วน
ชิงหมิง กลับนึกไม่ออก
ต้วนอวี้ก้มหน้าลงพูดเสียงตํ่าออกมา “เห็นว่าถูกยาพิษเข้า ยากต่อการรักษา ตอนนี้เขาต้องนอนอยู่บนเตียงพัก
ฟืนร่างกาย ห้ามออกไปเดินเผ่นผ่านข้างนอกเป็นอันขาด!”
“ความหมายของอวี้เอ๋อร์คือ เหยียนหลิ่งอวี๋แอบออกไปเผ่นผ่านข้างนอก?” ต้วนชิงหมิงถามด้วยความร้อนใจ
ต้วนอวี้พยักหน้างกๆ พร้อมกับถอนหายใจ “ก็ใช่นะสิ วันนี้ตั้งแต่เช้า องครักษ์ต่างไม่พบตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ จึงร้อน
ใจกันถ้วนหน้า กลัวจะเกิดอันตรายขึ้นกับเขา”