การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 559 เหตุผลในการปฏิเสธ
ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังต้วนชิงหมิง แอบมองดูต้วนชิงหมิงอย่างเงียบเชียบ ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มจางๆ ไว้
แต่ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้มองต้วนอวี้หรานที่ยืนอยู่ข้างหลังเลย
ต้วนชิงหมิงเดินจากไป และต้วนอวี้ก็เดินตามไปด้วย
แม้แต่เยวี่ยเจียที่ยืนอยู่ข้างหลังต้วนอวี้ ก็ยิ้มมุมปากและหันหลังเดินตามไป
ห้องที่เดิมเต็มไปด้วยผู้คนก็ว่างเปล่าทันที ส่วนต้วนอวี้หรานกลับยืนอยู่ตรงนั้น โดยไม่มีใครสนใจปรายตามอง
และพูดคุยแม้แต่คำเดียว ราวกับนางเป็นอากาศธาตุ ถึงแม้จะมีใครเห็น กลับไม่มีผู้ใดสนใจ
ต้วนอวี้หรานยืนอยู่ตรงนั้น กัดริมฝีปากของนางแน่นไปหมด
คนที่ไม่ควรมาก็มาแล้ว คนที่ไม่ควรไปก็ไปแล้ว เงานอกเรือนขยับคล้อยเข้ามาใกล้ราวกับเป็นสัตว์ร้ายตัวใหญ่ อ้า
ปากกว้างที่น่ากลัวมาทางต้วนอวี้หราน
ความเข้าใกล้นั้น ทำให้ต้วนอวี้หรานตกใจเล็กน้อย นางถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ต้วนอวี้หรานที่ยืนตัวตรง
มองเงามืดดำ กำลังหัวเราะต้วนชิงหมิงอย่างเย็นชาขึ้นมา……ต้วนชิงหมิง ในเมื่อข้าแสดงความเมตตาต่อเจ้า เจ้ากลับ
ปฏิเสธ ดังนั้นเมื่อข้าต้องการจัดการกับเจ้า หวังว่าเจ้าจะรักษาความสงบที่เหมือนตอนนี้ไว้ได้
ในที่สุด พวกเราสองคนอยู่ร่วมใต้หล้าเดียวกันไม่ได้ สิ่งนี้เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังพักฟืนรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักนอกวังหลวง
ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวอาการบาดเจ็บของเหยียนหลิงอวี๋ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง บางคนได้ยินเสียงลือ
เสียงเล่าอ้าง บางคนแอบมีแผนการซ่อนเร้นในใจ โดยมีข้ออ้างต่างๆ นานา เพื่อพยายามเข้าใกล้ตำหนักของเหยียนหลิ่งอ
วี๋
องค์ชายสามผู้หยิ่งยโสเป็นปกติวิสัยนั้น คราวนี้เขากลับนอนพักฟืนร่างกายอย่างสงบอยู่บนเตียง ไม่ว่าจะเป็น
ขุนนางสำคัญ หรือแม้องค์ชายองค์หญิงบรรดาราชนิกูลที่มาเยี่ยม เขาก็ไม่ให้เข้าพบแม้แต่ผู้เดียว
ประตูใหญ่ของตำหนักดูเหมือนยังไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้าไปได้ เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ที่นี่จึงไม่มีใคร
สามารถกล้าหาญผ่านเข้าไป
เมื่อต้วนอวี้มาถึงหน้าประตูใหญ่แล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเดินตรงเข้าไปด้านใน
องครักษ์เหล่านั้นต่างก็รู้จักต้วนอวี้ เมื่อเห็นเขามาไม่เพียงแต่ไม่ได้หยุดเขาไว้ อีกทั้งยังพูดอย่างสุภาพว่า “คุณชาย
ต้วน ท่านมาแล้วหรือ?”
ต้วนอวี้โดยปกติจะพยักหน้ารับ จากนั้นก็จะเดินตรงเข้าไปด้านใน
แต่ว่า วันนี้มีความแตกต่างไปจากเดิมคือ เมื่อเท้าหน้าของต้วนอวี้ก้าวเข้าไปในตำหนักของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิง
หมิงซึ่งตามหลังเขาตลอด กลับถูกองครักษ์ห้ามไว้นอกประตู
ต้วนอวี้หันกลับถลึงตาใส่ “ทำไมเจ้าถึงห้ามท่านพี่ของข้า?”
องครักษ์ผู้นั้นดูเหมือนจะมาใหม่ จึงยังไม่รู้จักต้วนอวี้มากพอ เมื่อเห็นต้วนอวี้ถลึงตาใส่ เขาจึงรีบก้มหน้าก้มตา
พูดเสียงเบาว่า “ขอโทษคุณชายต้วน ท่านหญิงผู้นี้ไม่สามารถเข้าไปได้ขอรับ”
ต้วนอวี้ฟังแล้ว ขมวดคิ้วขึ้นทันที “นางคือท่านพี่ของข้า ทำไมถึงเข้าไปไม่ได้?”
องครักษ์ดูเหมือนจะมั่นใจขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนอวี้ จึงพูดว่า “เรียนคุณชายต้วน องค์ชายสั่งไว้เข้า
ได้เฉพาะคนที่อนุญาตเท่านั้น ส่วนคนอื่น แม้แต่แมลงตัวเดียวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้บินเข้าไป”
เมื่อต้วนอวี้ได้ยินคำพูดนี้ เขาหัวเราะอย่างขัดเคือง “ความหมายของเจ้าคือ เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยากพบท่านพี่ของ
ข้าอย่างนั้นรึ?”
องครักษ์ที่คอยห้ามต้วนชิงหมิงอยู่ด้านนอก ได้พูดเสียงเบาว่า “ถ้าองค์ชายอยากพบใคร องครักษ์อย่างพวกเรา
จะปล่อยไปอย่างโดยดี แต่เนื่องจากเบื้องบนสั่งลงมา พวกเราก็แค่ทำตามนั้น หวังว่าคุณชายต้วนจะไม่ทำให้พวกเราต้อง
ทำงานลำบากเลยขอรับ”
ต้วนอวี้ฟังแล้วขมวดคิ้วขึ้นไป เขาชี้ไปที่อกขององครักษ์คนนั้นพูดว่า “เจ้าฟังข้าให้ดี เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ต้องการพบ
ใครก็ได้ แต่ไม่ใช่ท่านพี่ของข้า เขาไม่อาจเอ่ยแม้แต่คำว่า ‘ไม่’ ออกมาเด็ดขาด”
องครักษ์คนนั้นฟังแล้ว ดูเหมือนจะมีใบหน้าที่ลำบากใจ ดวงตาของเขาเหลือบมองออกไปด้านนอกเป็นครั้งคราว
ผู้คนที่ถูกห้ามไว้ข้างนอกตำหนักต่างมีสถานะพิเศษกันทั้งนั้น ในเวลานี้ พวกเขาต่างมองเข้าไปข้างในด้วยความขุ่นเคือง
ในความไม่เท่าเทียม
ต้วนอวี้เหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ต้วนชิงหมิงที่อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นว่า “องค์ชายสามไม่อยากพบแขก ข้า
เข้าใจดี แต่ปัญหาคือ ข้าไม่ใช่แขก แต่ข้ามาทวงหนี้ต่างหาก”
องครักษ์ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่ได้ตั้งนานแล้ว ไม่เคยได้ยินว่าองค์ชายสามเป็นหนี้ใคร
มาก่อน แต่ว่าผู้หญิงท่านนี้บอกว่า นางมาเพื่อทวงหนี้?
ต้วนอวี้ฟังแล้ว ทันใดนั้นก็ปิดปากหัวเราะทันที เขาพูดว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ท่านพี่ข้ามาเพื่อทวงหนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋
ติดหนี้ท่านพี่ข้าเยอะมาก หากเจ้ายังไม่ปล่อยให้ท่านพี่ข้าเข้าไปอีก ประเดี๋ยวนางจะเพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอีก จนทำให้องค์ชาย
สามของเจ้าไม่สามารถคืนไหว และองครักษ์อย่างเจ้าก็ต้องจบชีวิตอย่างไม่ต้อสงสัย”
เมื่อองครักษ์คนนั้นได้ยินเช่นนี้ เขาก็พูดอย่างไม่แยแสทันที “ไร้สาระ……องค์ชายของพวกเราจะเป็นหนี้ได้อย่างไร
พวกเจ้าต้องพูดเรื่องไร้สาระแน่ๆ”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่องครักษ์นั้น ยิ้มอย่างเย็นชา “เจ้าสามารถไปรายงานเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ แค่บอกว่าพี่สาวของต้
วนอวี้มาทวงหนี้ วันนี้มาแค่เก็บดอกเบี้ยเท่านั้น หากเขาไม่ออกมาชำระหนี้อีก ข้าจะเพิ่มดอกเบี้ยแล้ว”
องครักษ์ผู้นั้นดูเหมือนจะไม่เชื่อคำพูดของต้วนชิงหมิง ดวงตาของเขามองไปที่ต้วนอวี้เป็นการร้องขอให้เขาช่วย
ยืนยัน ถึงสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมานั้นเป็นเรื่องหรือเรื่องเท็จกันแน่
ต้วนอวี้มองไปที่องครักษ์ผู้นั้น แล้วส่ายหัวไปมา “เจ้าควรรีบไปบอกเหยียนหลิ่งอวี๋เถอะ ไม่อย่างนั้น ดอกเบี้ยของ
ท่านพี่ข้าจะขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนธรรมดาก็จ่ายได้ไม่ไหว”
องครักษ์ผู้นั้นเกิดลังเลใจไปชั่วขณะ จากนั้นมองเห็นการเอาแน่เอานอนจากใบหน้าที่ขึงขังของต้วนอวี้ เขาจึงอด
ไม่ได้ที่จะมองไปข้างหน้า หลังจากนั้น เขากระซิบกระซาบเพื่อนองครักษ์ของเขาไม่กี่คำ ก่อนที่คนนั้นจะวิ่งจากไปอย่าง
ว่องไว
องครักษ์ล้วนแต่เป็นคนใกล้ชิดของเหยียนหลิ่งอวี๋ ดังนั้นสามารถเดินตรงเข้าไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ทันที
ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เหยียนหลิ่งอวี๋ตกอยู่ในอันตราย องครักษ์รอบตัวเขาได้มีการปรับเปลี่ยนชุดใหญ่ ดังนั้นคราวนี้
องครักษ์ที่เฝั้าตำหนักนอกจากหัวหน้าองครักษ์เก่าไม่กี่คน ส่วนคนอื่นๆ นั้น เขาไม่รู้จักใครแม้แต่คนเดียว
เมื่อเห็นว่าองครักษ์ผู้นี้ได้จากไป ต้วนอวี้ก็กระพริบตา หันไปพูดเสียงเบากับต้วนชิงหมิงว่า “ท่านพี่ เหยียนหลิ่งอ
วี๋ตกลงติดหนี้อะไรหรือ ท่านพี่จึงตามมาทวงเขาถึงที่นี่?”
ต้วนชิงหมิงก้มหัวมองลงไปที่ต้วนอวี้ แล้วอมยิ้มเบา พูดว่า “ติดหนี้ค่าเลือดนะสิ!”
เหอะ เหอะ! เหยียนหลิ่งอวี๋ห้ามทุกคนไม่ให้เข้าพบ แม้แต่นางก็ยังห้าม ฉะนั้นนางต้องคิดบัญชีทบต้นทบดอกกับ
เหยียนหลิ่งอวี๋ให้หมด กับค่าเลือดของนางในครั้งที่แล้วว่าจะใช้คืนอย่างไร
ต้วนอวี้ฟังคำพูดของต้วนชิงหมิง อดไม่ได้ที่จะตกใจจนเสียอาการ เขารีบปิดปากแล้วพูดว่า “ห๊ะ……ท่านพี่ ท่าน
ต้องการเลือดของเหยียนหลิ่งอวี๋ จะเอาชีวิตเขาหรือ?”
หนี้เลือดนี้ มักจะเอามาพูดถึงกับการฆ่าคนแล้วติดค้างหนี้ชีวิตมิใช่หรือ?
เหยียนหลิ่งอวี๋ไปเป็นหนี้ท่านพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถึงทำให้ท่านพี่อยากเอาชีวิตเหยียนหลิ่งอวี๋?
ต้วนชิงหมิงปรายตามองต้วนอวี้ ส่ายหัวไปมา “ใครบอกว่าพี่จะเอาเลือดของเขา หรือต้องการชีวิตเขาด้วยเล่า”
ในขณะนั้นเอง ปากของต้วนอวี้เผลอยิ้มมุมปากออกมา เขาพูดว่า “ท่านบอกว่าต้องการชำระหนี้ค่าเลือด?”
นอกเหนือจากการนองเลือดเอาชีวิตอีกฝั่ายแล้ว ต้วนอวี้ก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะมีคำอธิบายคำว่าติดค้างชำระหนี้
ค่าเลือดยังไงอีก
ต้วนชิงหมิงลูบข้อมือของเขาและพูดว่า “สิ่งที่พี่ต้องการให้เหยียนหลิ่งอวี๋จ่ายหนี้ค่าเลือดคืน ก็คือครั้งที่แล้วเขา
ดื่มเลือดของพี่เข้าไป ครั้งนี้พี่ต้องการดื่มเลือดของเขาคืน!”
ทันใดนั้น ต้วนอวี้แหงนหน้าผินฟั้าโดยไม่มีคำพูดใดจะเอื้อนเอ่ย ต้วนอวี้กำลังครุ่นคิดว่าการใช้คำของนางดูเกิน
จริงมากเกินไป
อันที่จริง องครักษ์พวกนี้ใช้แค่การขู่ให้กลัวเสียหน่อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว
จะว่าไป ความว่องไวขององครักษ์ใหม่ชุดนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงพูดกับต้วนอวี้เพียงไม่กี่
ประโยค ก็เห็นองครักษ์คนนั้นวิ่งกลับมาแล้ว
มันพอดีกับสภาพอากาศในเดือนสามเสียด้วย บนหน้าขององครักษ์คนนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อไหลไคลย้อยออกมา
เต็มไปหมด เพราะเมื่อเขารายงานเหยียนหลิงอวี๋ ว่าต้วนอวี้พาพี่สาวมาหา และถูกห้ามไว้หน้าที่ประตู เหยียนหลิ่งอวี๋
กลับพูดเพียงคำเดียวว่า “เชิญ” โดยง่ายอย่างคาดไม่ถึง
เชิญ ขอรับ
ไม่ว่าจะมีแขกมากี่คน เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เคยใช้คำว่า “เชิญ” คำนี้กับใครทั้งนั้น แม้แต่ฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์
เองก็ตาม เขาเพียงพูดเรียบเฉย ว่า “บอกให้อีกฝั่ายเข้ามา”
“บอกให้อีกฝั่ายเข้ามา” ไม่เหมือนกับ “เชิญให้อีกฝั่ายเข้ามา” นั่นเป็นเพราะต้องดูว่าอีกฝั่ายเป็นใครนั่นเอง
ในที่สุด องครักษ์ก็รู้ว่าสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมานั้นเป็นความจริง เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่พบใครทั้งนั้น เว้นเสียแต่พี่สาว
ของเขา ต้องเชิญพบอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แขกรับเชิญคนนี้ที่ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ใช้คำว่า “เชิญ” นั้นถูกองครักษ์อย่างเขาห้ามไว้ออกประตู
ยิ่งกว่านั้น องครักษ์คนนี้ชักไม่แน่ใจว่าเขาจะต้อง “ขอโทษ” หรือว่า “เชิญ” ต้วนชิงหมิงเข้าไปก่อนดี?