การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 567 จิ้งสุ่ยถูกจับตัว
เป็นที่ทราบกันว่าการให้ยาถูกกับโรคนั้น ไม่ว่าจะเปั้นการรักษาหรือการวางยาล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยกตัวอ
ยางเช่น การเป็นปมอต้องรู้อาการของโรค จึงให้ยารักษาได้ถูกกับโรค หรือไม่ คนทีอยากถอนพิษก็ต้องรู้ส่วนผสมของยา
พิษ จึงสามารถหาทางช่วยได้ถูกต้อง
หากไม่ทราบส่วนผสมของยาพิษ ก็เหมือนกับขวดนํ้าที่ยังไม่ได้เปิดออก จึงไม่ทราบคุณภาพนํ้าในนั้น ว่าได้
เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือยัง
เพียงแต่ว่ายาพิษหุ่ยเมี่ยเทียนตี้นี้เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากสูตรยาพิษไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกไป มิหนำซํ้าหลังจากที่
ภรรยาของหลู่หนิงกับศิษย์น้องของเขาเสียชีวิตลง หลู่หนิงได้ทำลายสูตรยาพิษนี้จนสิ้น โดยไม่ได้บอกกล่าวให้ใครได้รู้ จึง
ไม่มีทางที่ยาพิษจะปรากฏขึ้นได้อีก แต่ไม่รู้ว่าเป็นใครใช้วิธีร้ายกาจเช่นนี้เล่นงานเหยียนหลิ่งอวี๋ เรื่องทั้งหมดนี้ยังไม่มีผู้ใด
ทราบ
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหลู่หนิงและยาพิษล้วนแล้วแต่มาจากหมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้ง การคิดค้นสูตรยาและการทำลายสูตร
ยาล้วนเกิดที่นั่นทั้งสิ้น คนนอกจึงไม่สามารถล่วงรู้สูตรยาได้ หากเกิดสูตรรั่วไหลออกมาก็ต้องอยู่แต่ในหมู่บ้านภูเขาฟั่าน
จิ้ง ฉะนั้นมีเพียงคนที่นั่นถึงรู้สูตรยาและการแพร่ไปที่ต่างๆ
ในเมื่อไม่มีผู้ใดรู้ส่วนผสมของยาพิษ แสดงว่าไม่มีผู้ใดรู้ถึงสูตรยาที่ใช้ถอนพิษ
อาการของคนที่ถูกยาพิษชนิดนี้จะหิวโหยและกระหายนํ้าเป็นอย่างมาก หากทานข้าวดื่มนํ้าเข้าไป สิ่งเหล่านั้นจะ
กลายเป็นยาพิษทันที จนถึงตอนนี้ ยาพิษสามารถออกฤทธิ์ยาวนานเพียงใด ทั้งยังไม่รู้ว่าอาการของคนถูกวางยาพิษจะ
แบกรับความทนมานได้เหมือนเหยียนหลิ่งอวี๋หรือไม่
ด้วยความไม่รู้ ทุกคนต่างหวาดกลัว… ด้วยความไม่รู้ ทุกคนต่างอยู่อย่างไม่เป็นสุข
ทว่าในเวลานี้ ต้วนอวี้จู่ๆ พูดถึงส่วนผสมของยาพิษนี้ขึ้นมา เห็นได้ชัดเลยว่าเขาอ่อนต่อโลกมากมายเพียงใด
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ต้วนอวี้ด้วยไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้ และบอกกล่าวถึงส่วนผสมของยาอย่างไรดี ทางด้านลั่วสุ่ยก
ลับหัวเราะเยาะขึ้นมาก่อน “รู้ส่วนผสมของยาพิษชนิดนี้แล้วจะทำอะไรได้? คุณชายต้วนยังต้องรู้ว่ายาตัวไหนใส่ก่อนใส่
หลังในปริมาณเท่าไหร่ และหัวใจสำคัญอยู่ที่ใช้เวลาห่างไกลมากน้อยเพียงใด ในการใส่ส่วนผสมและทำให้ทุกอย่างเข้า
กัน……”
ต้วนอวี้แลบลิ้นออกมาด้วยความตกลึง “โอ้โห ต้องมีวิธียุ่งยาก พิถีพิถันขนาดนั้นเลยหรือ?”
ดูท่าแล้ว การพัฒนาทางการแพทย์ในยุคโบราณช่างล้าสมัยเสียจริง สมองของผู้คนยังคงติดอะไรอยู่ในกรอบเดิมๆ
ว่าต้องยึดอะไรก่อนหลัง ขอเพียงล่วงรู้ส่วนปสมของยาพิษ ก็ถือว่าจบเรื่องแล้วมิใช่หรือ
เพราะว่าในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เขาจากมาไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากมายขนาดนี้เลย
ลั่วสุ่ยได้แต่ปรายตามองต้วนอวี้โดยไม่ถามขึ้นอีกแล้ว
ทางด้านต้วนชิงหมิงจับมือต้วนอวี้เดินเข้าพูดใกล้ตัว “อวี้เอ๋อร์… พี่ยังอยากรู้ว่าวิธีให้นํ้าเกลือของเจ้าสามารถยืด
เวลาได้นานเพียงใด?”
“พูดตามตรงเลยนะ สามารถยืดเวลาได้นานเพียงใดก็ยังไม่รู้ได้ แต่อย่างน้อยวิธีนี้ก็สามารถช่วยให้เหยียนหลิ่งอวี๋
ไม่ขาดนํ้า ไม่ขาดสารอาหารจนสิ้นใจได้” ต้วนอวี้พายมือออกและตอบกลับ
ต้วนชิงหมิงได้ฟังถึงตกใจเล็กน้อย “ความหมายของอวี้เอ๋อร์คือ ต่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋จะใช้นํ้าเกลือ ชีวิตของเขาก็
ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย?”
“เรื่องนี้อวี้เอ๋อร์ไม่รู้จริงๆ วิธีนี้จะสามารถใช้ได้นานถึงหนึ่งเดือนหรือเปล่า……” ต้วนอวี้ตอบ
เขาไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะใช้เวลาหนึ่งเดือนหรือยาวนานเพียงใด เนื่องจากการแพทย์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดดีกว่าใน
ยุคโบราณนี้เป็นร้อยเท่าพันทวี ฉะนั้น แม้ในยุคปัจจุบันจะมีบางคนที่นอนเป็นผักปลา แต่อย่างน้อยก็สามารถยืดลม
หายใจออกไปได้นาน ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ได้รับอย่างมากแค่นํ้าเกลือ นํ้าเปล่า ไม่รู้ว่าจะสามารถมีชีวิตยืดยาวได้ถึงเมื่อ
ไหร่
เมื่อเห็นท่าทางเสียใจของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้จึงพูดอย่างตรงไปตรงมา “ท่านพี่..อวี้เอ๋อร์ขอพูดตามตรงเลยนะ…
ต่อให้วิธีนี้สามารถช่วยต่อลมหายใจให้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ ทว่าไม่ได้มีประโยชน์กับเขามากมายนัก… ท่านพี่ต้องรู้ไว้ ว่า
ร่างกายของคนเรานั้น ถูกสร้างให้ขยับเขยื้อนเป็นพื้นฐาน แต่ถ้าไม่ได้ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน ร่างกายจะลีบหดลงไป
เรื่อยๆ เช่นเดียวกับอวัยวะภายใน หากไม่ได้ทำงานของมันก็ย่อมเสื่อมประสิทธิภาพลงไป!”
คำพูดของต้วนอวี้ ดูเหมือนต้วนชิงหมิงฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่อย่างน้อยนางจับใจความคำว่า “ลีบหด” ได้แม่นยำ
แล้ว
เช่นเดียวกับอาวุธ หากไม่นำมาใช้ขัดถูดูแล ย่อมเกิดสนิมขึ้นได้ทุกเมื่อ อย่างนั้น หนึ่งเดือนหลังจากนี้ เหยียนหลิ่ง
อวี๋จะมีสภาพเป็นอย่างไร
ต้วนอวี้ที่ยืนมองเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ด้านข้าง พูดเสียงเบาว่า “ท่านพี่ หากปล่อยให้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นแบบนี้ต่อไป
คงไม่ได้การ” `
ต้วนชิงหมิงรู้อยู่แก่ใจ หากปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ได้แน่นอน แต่นางคิดหาวิธีไม่ออกว่าจะเอาอย่างไรต่อดี
เป็นที่รู้ว่า ยาพิษที่รุนแรงเช่นนี้ ได้พรากเอาชีวิตคนไปไม่น้อย… นานหลายต่อหลายปีแล้ว ไม่ได้ยินว่าคนที่ถูกยา
พิษชนิดนี้จะรอดได้สักคนเดียว ไม่รู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเป็นรายถัดไป หรือจะรอดเป็นคนแรก?
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอดใจอย่างละห้อย “อวี้เอ๋อร์ไม่มีทางอื่นอีกแล้วใช่ไหม?”
ยังไม่ทันที่ต้วนอวี้จะได้ตอบ พลันมีนกพิราบสีขาวบินเข้ามาทางหน้าต่าง จากนั้นมาเกาะที่ไหล่ของลั่วสุ่ย ลั่วสุ่ย
ยื่นมือไปหยิบกระดาษที่พันผูกติดที่ขานกพิราบกางออกอ่าน
ลั่วสุ่ยเปิดอ่านต่อหน้าต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปฉับพลัน
เดิมที เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของบรรดาองครักษ์ใต้บัญชาเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงไม่สะดวกที่
จะเข้าไปแทรกแซงก้าวก่าย แต่เมื่อเห็นสายตาของลั่วสุ่ยทอดลงไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนอวี้จึงเข้าใจได้ว่า เนื้อความใน
กระดาษต้องเกี่ยวพันถึงชีวิตเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างแน่นอน
ต้วนอวี้เดินเข้าไปเบื้องหน้าลั่วสุ่ย ถามขึ้นโต้งๆ “เกิดเรื่องอะไร?”
สายตาของลั่วสุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นความหดหู่ เขาคลี่กระดาษออก จากนั้นอ่านเสียงสั่นเครือและแผ่วเบา “จิ้งสุ่ย
ถูกจับตัวไว้ที่หมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้ง……”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินถึงกับตกใจเป็นอย่างยิ่ง “ทำไมถูกจับตัวได้ละ?”
ต้วนอวี้ไม่ได้หยิบเศษกระดาษจากมือลั่วสุ่ยมาอ่าน เขาจ้องมองไปที่ลั่วสุ่ย เอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว ทำไมถูกจับตัวได้
ละ?”
จิ้งสุ่ยไปเพียงเพื่อหายาถอนพิษให้เหยียนหลิ่งอวี๋ ทว่าเขากลับไปทำให้ผู้คนในหมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้งโกรธเคือง จึง
ถูกจับตัวไป หรือว่าผู้คนในหมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้งตั้งใจกลั่นแกล้งเขา เพื่อจะได้ปกปิดความจริง เรื่องยาพิษหุ่ยเทียนเมี่ยตี้
ที่มาจากที่นั่น?
ลั่วสุ่ยกัดริมฝีปากแน่นขึ้นมา ด้วยฝืนพูดออกมา “พวกนั้นบอกว่า บรรพบุรุษได้สั่งห้ามไม่ให้ติดต่อกับ
ราชวงศ์……”
“บ้าบอสิ้นดี!” ต้วนอวี้พรวดออกมาเสียงดังลั่น เขายืนท้าวสะเอว พูดขึงขัง “อย่างนั้น เรื่องที่บรรพบุรุษสั่งห้ามไม่
ให้ติดต่อกับราชวงศ์นั้น หมายถึงอย่าได้ไปทำให้ราชวงศ์โกรธเคืองต่างหาก… หึ! ไม่แน่ว่ายาพิษนี้ พวกนั้นเป็นคนลงมือ
จึงรีบปิดประตูไม่รับแขก ปฏิเสธทันควัน”
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดอย่างเดือดดาล ลั่วสุ่ยพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว “ใช่ขอรับ… คุณชายต้วนพูดได้มีเหตุผล แต่
ปัญหาในเวลานี้คือ จิ้งสุ่ยถูกจับตัวไป และหวังว่าทางเราจะสามารถส่งกำลังเสริมไปที่หมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้ง จากนั้นจะได้
ซักไซ้ความจริงออกมา”
“หึ หึ! เศษกระดาษจากนกพิราบนี้ จิ้งสุ่ยไม่ได้ส่งมาเองหรอก… หากเป็นจิ้งสุ่ยเขียนขึ้นด้วยตัวเขาเองจริง จะ
ไม่ใช่คำว่า ‘ซักไซ้ความจริง’ … ข้าสงสัยเหลือเกิน เศษกระดาษที่ผูกติดกับขานกพิราบอาจถูกเปลี่ยนมาแล้ว หรือไม่จิ้ง
สุ่ยไม่ใช่คนที่เขียนขึ้นมาเอง” ต้วนอวี้ยิ้มอย่างมีเลศนัย
ลั่วสุ่ยคลี่เศษกระดาษในมือออกดูไปมาอีกหลายครั้ง ในที่สุด เขาก็ส่ายหน้า “ไม่ถูกต้อง นกพิราบส่งสารตัวนี้ข้า
เป็นเลี้ยงกับมือ หากถูกสับเปลี่ยนต้องมีจุดผิดสังเกต… ที่สำคัญนี่เป็นลายมือของจิ้งสุ่ย!”
“ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อ ก็รีบไปหมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้งดูให้เห็นกับตาแล้วกัน!” ต้วนอวี้มองตาขวาง
เรื่องจริงนั้นจะเแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องเท็จไม่ได้ บัดนี้ ลั่วสุ่ยไม่เชื่อคำพูดต้วนอวี้อีกแล้ว มีเพียงการไปหมู่บ้านภูเขา
ฟั่านจิ้ง ถึงจะล่วงรู้ความจริงทั้งหมดได้!
ลั่วสุ่ยพูดอย่างลังเลใจขึ้นมา “เรื่องนี้รอให้องค์ชายได้สติขึ้นมาก่อนค่อยว่ากัน”
“กลัวว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะไม่ยอมตื่นขึ้นมาโดยง่ายน่ะสิ” ต้วนอวี้เบะปากใส่