การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 568 ไม่เคยมีมาก่อน
ใช่แล้ว เป็นที่รู้กันว่า ฐานะของเหยียนหลิ่งอวี๋แตกต่างจากคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ยาพิษที่เขาโดนวางจึงต้องพิเศษ
ตามไปด้วย ดังนั้น การที่จะให้ลั่วสุ่ยออกจากเมืองหลวงไปนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ว่าจะไปหรือไม่ไป แต่เป็นเพราะเขา “ไปไม่
ได้” “ไม่สามารถไปได้” ต่างหาก
เหยียนหลิ่งอวี๋ฐานะสูงส่ง อำนาจไม่น้อย ความสามารถมากมี ฉะนั้น ทุกการกระทำของเขาล้วนเป็นที่จับตามอง
ของผู้คนจำนวนมาก และส่งผลเป็นระลอกต่อคนรอบข้าง
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงระมัดระวังตัวและมักเตรียมแผนสำรองทุกอย่างไว้ในทุกสถานการณ์
เรื่องนี้ลั่วสุ่ยรู้เป็นอย่างดี แต่ช่วงที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกวางยาพิษ เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งจนเสียอาการ ดังนั้นหาก
มีความหวังแม้เพียงเล็กน้อย ลั่วสุ่ยยินดีไปทำอย่างสุดความสามารถโดยไม่เสียดายชีวิต แใ้กระทั่งต้องพาร่างของเหยียน
หลิ่งอวี๋รอนแรมไปรักษา
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ต่างหันหน้ามามองกันและกัน ด้วยเข้าใจความคิดของลั่วสุ่ย ทว่าในใต้หล้าแห่งนี้ ไม่ใช่ทุก
ความคิดจะทำให้เป็นจริงได้เสมอไป ฉะนั้น ความคิดของลั่วสุ่ย ช่างยากที่จะทำให้สำเร็จ
ต่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋มีความคิดไปหมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้งเพียงลำพัง ก็ถือว่าเป็นความจริงที่เป็นไปได้ยาก
ลั่วสุ่ยพูดเสียงเรียบนิ่งขึ้น “ขอพูดโดยตรงเลยนะขอรับ ขอเพียสิ่งที่ทำเป็นผลดีกับองค์ชาย ไม่ว่าต้องทำเรื่องใด
ข้าน้อยก็ยินดีพร้อมใจในทุกเรื่อง!”
ขอเพียงเป็นสิ่งที่ดีต่อองค์ชาย องครักษ์อย่างพวกเราล้วนเต็มใจทำทั้งสิ้น
เมื่อได้ยินเสียงที่ลั่วสุ่ยกล่าวออกมา ต้วนอวี้ก็เบะปาก เอ่ยเสียงทุ้มตํ่าออกไป “ลั่วสุ่ย เรื่องนี้เจ้าอย่าได้คิด
เลย……”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ชาญฉลาดย่อมเข้าใจความคิดความอ่านของลูกน้อง ฉะนั้น ลั่วสุ่ยย่อมไม่สามารถโน้มน้าวเหยียน
หลิ่งอวี๋ได้
อยู่ๆ สีหน้าของลั่วสุ่ยก็พลันนิ่งสงบไป และไม่พูดไม่จาออกมา
หากมีเรื่องที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เต็มใจไปทำ ลั่วสุ่ยยินดีรับหน้าที่นั้นแทนอย่างไม่ลังเล ทว่าเรื่องผลที่ตามมาย่อมไม่มี
ใครรู้ล่วงหน้าได้
เมื่อเห็นลั่วสุ่ยนิ่งเงียบไป ต้วนอวี้เลยเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “เอาอย่างนี้แล้วกัน รอให้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้สติขึ้นมา
แล้ว เจ้าคอยปรึกษาหารือกับเขา เพื่อหาวิธีรับมือก็แล้วกัน”
หมู่บ้านภูเขาฟั่านจิ้งเป็นเหมือนฝั่ายที่คอยตั้งตัวเป็นศัตรูกับราชสำนัก ที่นั่นอาจมีวิธีช่วยรักษาเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่
หากไม่มีละก็ เหยียนหลิ่งอวี๋จะสามารถอดทนเส้นทางที่ยาวไกล รอนแรมกลับมาที่เมืองหลวงไหวอีกไหม?
ระหว่างที่ถกเถียงหาข้อสรุปอยู่ หมอหลวงหูได้ผลักประตูเปิดออก
เขาไม่วางใจที่จะปล่อยให้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นนํ้านมอย่างต้วนอวี้ พาเหยียนหลิ่งอวี๋ไปถึงได้ก้าวผ่านธรณีประตูเข้า
มาด้านใน
“เป็นยังไงบ้าง? ผลเป็นยังไงบ้าง?องค์ชายสามไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
หมอหลวงหูเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับเดินเข้าไปยืนด้านข้างเหยียนหลิ่งอวี๋
ทั้งสามคนที่ยืนล้อมเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่นั้น พร้อมใจหันหน้ามองหมอหลวงหูเป็นสายตาเดียวกัน เป็นนัยว่าให้หมอ
หลวงหูหยุดส่งเสียงดัง
หมอหลวงหูเปลี่ยนเป็นก้าวเท้าเนิบนาบ จากนั้นปรายตามองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนสลบไสล และสายตาของลั่วสุ่ย
และไม่แม้แต่มองไปที่ต้วนอวี้
ลั่วสุ่ยบอกเสียงเบา “องค์ชายไม่เป็นอะไรแล้ว… ตอนนี้กำลังหลับพักผ่อนอยู่”
หมอหลวงหูตกใจ เมื่อเห็นกานํ้าถูกแขวนอยู่เหนือศีรษะของเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นตะลึงกับสายที่โยงจากกำนํ้า
ไปสู่เข็มยาวที่เจาะอยู่กับแขน
หมอหลวงหูกลินนํ้าลายหลายเฮือกอย่างฝืดคอ จากนั้นชี้ไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ เอ่ยขึ้นว่า “วิธีนี้… เจ้าช่างใจกล้า
บังอาจใช้กับองค์ชายหรือนี่!” `
“ไม่ว่าจะใช้วิธีอะไร ขอแค่รักษาอาการปั่วยให้หายก็ถือว่าดีทั้งนั้น… แน่นอนว่า สิ่งที่วิธีที่กระผมใช้นํ้าช่วยให้เหยี
ยนหลิ่งอวี๋ไม่หิวโหย และกระหายนํ้าจนขาดใจ ส่วนเรื่องถอนพิษนั้น ยกให้เป็นหน้าที่ของท่านหมอหลวงก็แล้วกัน” ต้วน
อวี้ตอบทันควัน
สิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมานั้นล้วนเป็นความจริง แม้วิธีของเขาจะได้ผล แต่ก็ให้ผลเร่งด่วนเพียงชั่วคราว ตอนนี้ สิ่งที่
สำคัญที่สุดคือ การขับพิษที่อยู่ในร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ออก
เนื่องจากข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง ต้วนอวี้จึงไม่มีวิธีผลิตยานํ้าที่มีสารอาหารให้ครบครันได้ หากเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่
สามารถทานอาหารได้ พิษที่วนเวียนอยู่ในร่างกายจะขับออกมิได้ ย่อมส่งผลถึงความเป็นความตายของเขา
หมอหลวงหูนึกไม่ถึงว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นนํ้านมคนนี้ กล้าแสดงความอ่อนแอ ไร้ความรู้ออกมาโดยง่าย จึงมอง
เขาด้วยสายตาที่ประหลาดใจ จากนั้นยกมือขึ้นมาลูบหนวดที่ยาวไปมา “อืม… เจ้าวางใจได้ พิษในร่างกายขององค์ชาย
สามหากไม่รับการขับออก หมอหลวงอย่างข้าย่อมคิดหาวิธีทำให้สำเร็จให้จงได้”
การที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นเรื่องที่ดี แต่หากคิดหาวิธีขับพิษไม่ออก ยอมที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาเสีย
หน่อยย่อมไม่เสียหาย มิใช่หรือ?
เดิมที ต้วนอวี้อยากจะเถียงหมอหลวงหูกลับไปทันควัน แต่เมื่อเห็นสายตาที่หมอหลวงหูมองเขา พพร้อมกับ
ยกมือขึ้นลูบหนวดขาวไปมา ต้วนอวี้จึงยอมพูดเสียงอ่อยว่า “หมอหลวงหู ยังไงท่านก็ต้องค้นคว้ากับวิธีการถอนพิษให้ได้
นะ”
หมอหลวงหูปรายตามองต้วนอวี้อย่างดูแคลน ทว่าลั่วสุ่ยกับต้วนชิงหมิงที่อยู่ด้านข้างต่างใช้สายตา “เจ้าทำได้
หรือไม่ได้” จ้องมองมา หมอหลวงหูรีบยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ “หมอหลวงอย่างข้าจะต้องทุ่มเทคิดหาวิธีขับพิษใน
ร่างกายขององค์ชายสามให้สำเร็จให้จงได้”
หมอหลวงหูเริ่มพินิจพิเคราะห์เข็มที่เจาะอยู่บนแขนเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างตั้งใจ เมื่อมองไปที่สีหน้าและผิวกายเป็น
เวลานาน เขาถึงได้พยักหน้า เอ่ยขึ้น “อืม… ใช้ได้! นํ้าเกลือที่เจ้าให้ทางหลอดเลือดกับองค์ชายสามไม่ได้กลายเป็นพิษเมื่อ
เข้าสู่ร่างกาย”
จากนั้น หมอหลวงหูได้ครุ่นคิดอยู่อีกสักพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นต่อว่า “ดูท่าแล้ว วิธีให้นํ้าเกลือเข้าสู่หลอดเลือด เป็น
วิธีที่ ให้ผลดีไม่น้อย ไม่เพียงไม่ส่งผลต่อพิษในร่างกาย แต่ยังสามารถให้ผลที่รวดเร็วทันใจ”
ต้วนอวี้เงี่ยหูรอฟัง เหมือนไม่ได้ยินที่หมอหลวงหูพูดเมื่อครู่นี้
ในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การให้นํ้าเกลือถือเป็นวิธีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในการรักษาอาการปั่วย ไม่ว่าจะช่วยลด
ไข้ ยังสามารถใช้ถ่ายเทเลือดได้อีกด้วย โดยให้ผลลัพธ์ที่พอใจและรวดเร็ว เพียงแต่ว่าต้วนอวี้ไม่ใช่คนคิดค้นวิธีการรักษานี้
เขาแค่หยิบยืมมาใช้ในยุคโบราณที่ยังไม่มีการรักษาด้วยวิธีนี้ก็เท่านั้นเอง
ความรู้ที่คนทั่วไปเข้าใจเป็นอย่างดีนั้น มักเกิดจากประสบการณ์ที่ต้องพบเจอด้วยตนเอง
ต้วนอวี้ที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นปมอที่ไม่เอาไหน รู้แค่ผิวเผินเพียงอาการไม่สบาย เป็นไข้ จ่ายยาพื้นฐาน
ให้นํ้าเกลือ เจาะเลือดจำพวกนี้ ส่วนเรื่องการขับพิษและให้สารอาหารต่อร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนอวี้ย่อมไม่มี
ความรู้ความสามารถมากเพียงพอ
หมอหลวงหูจับชีพจรของเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างละเอียด แลหันไปมองสายนํ้าเกลือที่ไหลเข้าสู่ร่างกายอยู่ครั้งแล้ว
ครั้งเล่า ก่อนพยักหน้าเอ่ยขึ้นมาว่า “อืม… ใช้ได้! ดูท่าแล้ว หมอหลวงอย่างข้ากลับไปต้องศึกษาวิธีการให้นํ้าเกลือบ้าง
แล้ว”
ต้วนอวี้ตบหน้าผากของเขาไปหลายครั้ง คิดในใจว่าการให้นํ้าเกลือเป็นการเสริมกำลังอย่างรวดเร็วในกรณีจำเป็น
หมอหลวงหูอย่าได้คิดจะใช้พรํ่าเพรื่อเลย
ทว่าต้วนอวี้รู้ดีว่าหมอหลวงหูเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง ต่อให้ใครจะพูดโน้มน้าว เขาคงไม่ฟัง… ต้วนอวี้ไม่
อยากเห็นหมอหลวงหูนำวิธีให้นํ้าเกลือนี้ ไปประยุกต์ใช้กับยาที่ต้มเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่เพียงไม่สามารถรักษาอาการ
ปั่วยจากโรคที่เป็นได้ ยังอาจทำให้ผู้ปั่วยถึงแก่ชีวิตได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ ต้วนอวี้จึงเอ่ยเสียงตํ่าห้ามปรามออกมา “หมอหลวงหู จะใช้วิธีให้นํ้าเกลือโดยเปลี่ยนเป็นยาโดยที่
ต้มแล้วมาใส่โดยตรงอาจทำไม่ได้ จะต้องผ่านกรรมวิธีสกัดเป็นยา ที่สามารถฉีดเข้าเส้นเลือดถึงจะปลอดภัย!”
หมอหลวงหูกะพริบตาถี่ๆ งงงวยกับสิ่งที่ต้วนอวี้อธิบายมา
ด้วยความจนปัญญา ต้วนอวี้ทำได้เพียงพายมือทั้งสองข้างออก เอ่ยขึ้น “ชายชราที่จวนต้วนของกระผมบอกแล้ว
หากต้องการให้สามารถใช้ฉีดเส้นเลือดได้ จำเป็นต้องผ่านวิธีการสกัดดึงส่วนที่ดีที่สุดออกมาก่อน… หากนำยาที่ต้มเสร็จ
แล้ว ให้ผ่านทางเส้นเลือด ไม่เพียงผู้ปั่วยจะไม่ดีขึ้น มิหนำซํ้าอาจเสียชีวิตได้……”
“อย่างนั้น ต้องทำยังถึงจะสกัดยาอย่างที่เจ้าพูดมาได้?” หมอหลวงหูถามด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง
สิ่งที่ต้วนอวี้คันปากอยากพูดออกมาเหลือเกินก็คือ ขั้นตอนการทำยาปฏิชีวนะค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก จะ
ใช้เวลาเพียงครู่เดียว ย่อมอธิบายได้ไม่หมด ทว่าหากบอกไปตามนี้ หมอหลวงหูคงคิดว่า้ขาห่วงวิชา มิอยากบอกกล่าว
ต้วนอวี้ครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ขั้นตอนการทำยาค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก… หากหมอ
หลวงหูอยากรู้วิธี ไม่สู้คิดหาวิธีถอนพิษในร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ออกมาก่อน จากนั้นกระผมจะหาโอกาสไปสอบถาม
จากชายชราผู้นั้น ค่อยมาศึกษาและทำไปด้วยกันจะดีหรือไม่?”