การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 570 เรื่องเล่าลือของขนมกุ้ยฮวา
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดด้วยความโกรธเคือง ต้วนชิงหมิงพลันเงียบโดยไม่เอ่ยวาจา
อันที่จริง วันนี้ต้วนชิงหมิงนิ่งเงียบมาเป็นพิเศษ โดยนางเอาแต่ปรายตามองไปเหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังอ่อนแออย่าง
หนัก
เป็นที่รู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้เป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น ย่อมไม่ปล่อยใครคนที่ทำร้ายเขา ให้หลุดลอยนวลไปอย่าง
ง่ายดาย และต้องสืบสาวจับตัวคนที่บงการอยู่เบื้องหลังมาให้ได้
หากมองโดยผิวเผิน เรื่องนี้อาจไขปริศนาได้โดยง่าย… คนที่ลอบมาวางยาพิษให้เหยียนหลิ่งอวี๋ ย่อมได้รับผลกรรม
ที่ทำไปอย่างสาสม
ทว่าต้องครุ่นคิดให้ลุ่มลึกไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะเรื่องนี้อาจไม่ได้ง่ายเหมือนที่เห็นจากภายนอก
หากทำตามสิ่งที่คาดการณ์ไว้ คนที่แอบลอบวางยาพิษเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องซวยอย่างเลี่ยงไม่ได้ และรับผลกรรมที่
ทำไป จากนิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว เขาต้องจับตัวคนที่วางยาพิษมาเหยียบยํ่าให้จมบาทา และฉีกร่างให้ออกเป็นชิ้นๆ
… เพียงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ช่วยชีวิตของเหยียนหลิ่งอวี๋ให้อยู่ปลอดภัย ส่วนเรื่องแก้แค้นที่คิดไว้ก็ไม่มีทาง
เปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้นปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ คนร้ายยังไม่ถูกจับตัวมาลงโทษให้สาสมกับความผิด แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับต้อง
มาทนทุกข์ทรมานก่อนแล้ว
คนเรานั้นมักปลอบใจตนเองว่า “เพราะเจ้าทำผิดข้า ดังนั้นข้าต้องเอาคืนให้มากกว่า!”
ในความเป็นจริงนั้น ความผิดที่ได้ทำสำเร็จไปแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ หากต้องเผชิญหน้ากับผลกรรมก็เป็น
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ก็เหมือนกับเวลาที่เราเสียเปรียบแล้วย่อมอยากแก้แค้นเอาคืน แต่ผลของการแก้แค้นเอาคืนนั้น ย่อมส่งผลเสียกับ
ทั้งสองฝั่าย… อีกฝั่ายอาจต้องสูญเสียเงินทองและชีวิต ส่วนเราต้องสูญเสียเวลาและความรู้สึก
มีประโยคหนึ่งที่โบราณกล่าวไว้ “ทำสิ่งใดควรเหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้ตัวเราเองด้วย”
แม้ว่าประโยคนี้อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ดูจากท่าทางของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิงหมิงกลับ
นึกถึงสภาพของตัวนางเองในเวลานี้
ต้วนชิงหมิงกลับชาติมาเกิดมาได้กว่าครึ่งปี ตอนนี้ ตู้ชิงหรวนได้เข้ามาอาศัยในจวนต้วน และเริ่มมอบความรักให้
กับต้วนอวี้
หลิวหรงสูญเสียสิ่งที่มีทั้งหมดไปแล้ว รวมไปถึงความเชื่อใจจากบุตรสาวของนาง
ต้วนอวี้หรานชื่อเสียงปั่นปีและยังถูกจับตัวไปได้รับความทุกข์ทรมาน แม้ดูจากภายนอกจะไม่เห็นการ
เปลี่ยนแปลง แต่ต้วนชิงหมิงกลับรู้ดีว่า ต้วนอวี้หรานไร้ซึ่งพลังมาเล่นงานนางอีกแล้ว
เส้นทางการแก้แค้นดูเหมือนยาวไกล แต่ก็ดูเหมือนใกล้ราวกับพริบตาเดียว
ต้วนชิงหมิงเกิดสับสนภายในใจขึ้นมา นางรู้สึกว่าชีวิตของนางไร้ซึ่งเปั้าหมายและทิศทางการเดินของชีวิต
เดิมที นางคิดเพียงว่าการได้กลับชาติมาเกิดในครั้งนี้ ต้องดูแลต้วนอวี้และตัวนางเองให้ดี แต่ว่าต้วนอวี้กลับไม่ใช่ต้
วนอวี้ตัวจริง ต่อให้ต้วนชิงหมิงดีกับเขามากเพียงใด นางก็อดคิดถึงวิญญาณต้วนอวี้ตัวจริงที่ล่องลอยไร้ที่สถิตขึ้นมาไม่ได้
สำหรับต้วนอวี้นั้น ต้วนชิงหมิงยังคงมีความย้อนแย้งเกิดขึ้นภายในใจ นางไม่ได้ดูแลต้วนอวี้ดีเหมือนเมื่อก่อน ทั้ง
ยังไม่กล้าตัดสินใจไม่สนใจเขา อย่างไรเสีย นี่ก็นับว่าเป็นร่างกายน้องชายแท้ๆ ของนาง
เมื่อคิดมาได้ถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงกลับถอนหายใจออกมาอย่างเชื่องช้า
แม้วันเวลายังคงเดินหน้าไปอย่างไม่มีวันหยุด แต่นางเหมือนกับไร้ซึ่งจุดหมายในการใช้ชีวิตแล้ว
ภายในห้องยังคงเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงรบกวนจากภายนอก
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่อ่อนเพลียและอ่อนล้าเป็นทุนเดิมแล้วนั้น ได้หลับใหลอยู่บนเก้าอี้ที่ปรับให้ราบไปกับพื้น
เมื่อดูอาการของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นิ่งคงที่แล้ว ลั่วสุ่ยก็รีบปรึกษาหารือกับหมอหลวงหูถึงวิธีในการช่วยถอนพิษออก
มา
พอต้วนอวี้กวาดสายตามองไปโดยรอบก็เห็นคนต่างวุ่นวาย อีกทั้งไม่มีหน้าที่ของเขาแล้ว ต่อให้เขาอยากยื่นมือ
เข้าไปช่วย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำมัน ดังนั้นเขาดึงชายเสื้อของต้วนชิงหมิง พร้อมกับชี้นิ้วไปทางประตู สื่อความหมายให้
นางออกไปด้วยกัน
ต้วนชิงหมิงเดินตามต้วนอวี้ออกไปข้างนอก แสงตะวันได้สาดส่องลงมาที่ตัวของพวกเขา สายลมอันอ่อนโยนโชย
สัมผัสตามร่างกาย ราวกับเป็นมือที่คอยโอบกอด ปลอบโยนใจทั้งสองคนที่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ต้วนชิงหมิงสูดหายใจเข้าไปในปอดจนสุด ก่อนจะหันหลังกลับ มองเข้าไปภายในห้องที่สลัวอย่างอาลัย
ภายนอกห้องนั้นมีอากาศสดชื่นเข้ามาแทนที่ ความอึดอัด เศร้าสร้อยในใจของต้วนชิงหมิงจึงพลันมลายหายไป
แล้ว
ต้วนอวี้เงยหน้าจิ้มลิ้มขึ้น พร้อมกับบีบมือต้วนชิงหมิงแรงขึ้นมา ทันใดนั้น เขาได้ถามเสียงอ่อยขึ้น “ท่านพี่ ตอนนี้
พวกเราจะกลับกันแล้วหรือ?”
ต้วนชิงหมิงนั่งย่อขาลงมาครึ่งหนึ่งจนเสมอความสูงของต้วนอวี้ นางมองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง “อย่างนั้น อวี้เอ๋
อร์อย่างไปที่ไหนอีก?”
โดยปกติแล้ว การได้ออกมาข้างนอกครั้งหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย ฉะนั้นสิ่งแรกที่เจ้าเด็กน้อยต้วนอวี้จอมกินคิดถึง
มากที่สุดก็คือ “กินๆๆ แล้วก็กิน!”
ต้วนชิงหมิงอ่านความคิดและสีหน้าของต้วนอวี้จนทะลุปรุโปร่ง เขาไม่อายที่จะหัวเราะคิกๆ ออกมา พลางยื่นมือ
ไปเกาหัวด้วยความขวยเขิน “อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมาก… อวี้เอ๋อร์แค่ไม่ได้กินขนมกุ้ยฮวามาตั้งนานแล้วเท่านั้นเอง”
ในสมัยโบราณนั้น ของทานเล่นของพวกเด็กๆ นั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก ทำให้ขนมกุ้ยฮวาเป็นของว่างที่ต้วนอวี้
โปรดปรานที่สุด บ่อยครั้งที่เขามักให้คนไปซื้อกลับมาที่จวน ส่วนเขาหากได้มีโอกาสมาข้างนอก ก็เอาแต่คิดถึงร้านนํ้าชา
ที่ขายขนมกุ้ยฮวา
ต้วนชิงหมิงรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี ในเมื่อต้วนอวี้คิดถึงขนมกุ้ยฮวาขึ้นมา หากนางไม่พาเขาไปกินสิ่งที่ปรารถนา
เกรงว่าวันนี้ทั้งวันอย่าได้คิดหาความสงบสุขเลย
ต้วนชิงหมิงยิ้มมุมปากพร้อมกับส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่นะ เป็นเด็กที่เห็นแก่กินเสียจริง……”
“มีของกินดีกว่าไม่มีของกินเป็นไหนๆ อวี้เอ๋อร์กลัวไม่มีกินมากกว่า” เขาตอบยิ้มๆ
หลังจากที่ทูจื่อและซานไล่จื่อเคยจับตัวเขาไปในครั้งนั้น ต้วนอวี้ก็หวาดกลัวกับความหิวโหยเป็นอย่างยิ่ง ในเวลานี้
ไม่ว่าไปที่ไหนก็ตาม มักมีของอร่อยติดตัวไปกินด้วยเสมอ ดังนั้น คนที่สนิทสนมคุ้นเคยกับต้วนอวี้ มักให้เขากินให้อิ่มหนำ
สำราญก่อน จากนั้นค่อยพูดคุยเรื่องอื่น
บัดนี้ เมื่อพูดถึงขนมกุ้ยฮวาที่ร้านนํ้าชา ต้วนอวี้เริ่มนํ้าลายสอออกมา พลางใช้ชายแขนเสื้อซับนํ้าลายที่ยืดไหล
ออกมา เหตุใดขนมกุ้ยฮวาที่ร้านนํ้าชาถึงได้เอร็ดอร่อยถูกปากเขาถึงเพียงนี้ หรือว่าเขาควรคิดหาวิธีหลอกล่อคนทำขนม
กลับมาที่จวน เพื่อทำขนมกุ้ยฮวาให้เขาทานเพียงผู้เดียว?
ต้วนอวี้นึกคิดถึงขนมอยู้สักประเดี๋ยว จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น “ท่านพี่คิดว่า ขนมกุ้ยฮวาร้านนํ้าชานั้นทำไมถึงได้
อร่อยแบบนี้ด้วย?”
“เพราะว่าเจ้าของร้านนํ้าชาเคยเป็นคนท่องยุทธภพมาก่อน ตอนหลังอายุมากเข้า จึงหันมาเปิดร้านนํ้าชาเล็กๆ
ห้องหนึ่ง และลงมือทำขนมกุ้ยฮวาด้วยตัวเอง… ได้ยินมาว่า ฝีมือของเขาได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ และไม่มีทาง
ถ่ายทอดให้คนนอกโดยเด็ดขาด” ต้วนชิงหมิงหันหน้าไปตอบ
นึกไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะสามารถอ่านความคิดของต้วนอวี้จนหมดสิ้น นางส่ายหน้าเล็กน้อย เอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์คิด
จะเอาตัวคนทำขนมกุ้ยฮวากลับไปที่จวนต้วนใช่ไหม?”
ต้วนอวี้ยู่ปากไปมาหลายที “อวี้เอ๋อร์ยังไม่ได้บอกท่านพี่เลย ไฉนเลยจึงรู้ได้เล่า?”
“ความคิดความอ่านของเจ้าออกมาทางสีหน้าหมดแล้ว… ดูอย่างไรก็รู้” ต้วนชิงหมิงอธิบาย
ต้วนอวี้ได้แต่หยักไหล่ด้วยความจนัญญา “เอาล่ะ บอกให้ท่านพี่ฟังก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร… อวี้เอ๋อร์อยากพา
ตัวคนทำขนมกลับไปที่จวนต้วน เพื่อทำขนมกุ้ยฮวาให้เราสองพี่น้องได้กินเท่านั้น……”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! อวี้เอ๋อร์ไปเชิญเอาเองแล้วกัน ดูสิว่าเขาจะยอมกับไปจวนต้วนทำขนมให้เราสองพี่น้องไหม?” ต้วนชิง
หมิงหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
ต้วนอวี้ถอนหายใจพร้อมกับส่ายหัวไปมา “เดิมทีอวี้เอ๋อร์คิดว่าเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แต่นึกไม่
ถึงว่าจะยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก……”
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันอยู่นั้น รถม้าได้มาหยุดลงตรงที่จอด ต้วนชิงหมิงยิ้มมุมปาก รีบกระโดดลงมา โดยไม่
อยากต่อล้อต่อเถียงกับต้วนอวี้อีก