การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 571 ลาก่อนเจิ้งจี๋ (1)
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงลงจากรถม้าไป ต้วนอวี้ก็ตามลงมาติดๆ ด้วยกลัวว่าหากต้วนชิงหมิงลงมาเพียงคนเดียว เขา
จะไม่มีทางได้กินขนมกุ้ยฮวา
โชคดีตรงที่ร้านนํ้าชากับตำหนักนอกวังหลวงที่เหยียนหลิ่งอวี๋อยู่นั้นห่างกันไม่มาก แค่แวบเดียว รถม้าของต้วนชิง
หมิงก็เดินทางมาถึงร้านนํ้าชาแล้ว
เมื่อคนขับรถม้าหยุดลง ต้วนชิงหมิงรีบลงเดินลงไปก่อนต้วนอวี้
ตั้งแต่ที่ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ได้เดินเข้ามาในร้านนํ้าชา แขกเหรื่อที่อยู่จนเต็มไปหมด บ้างก็ปรายตามองด้วย
ความฉงน บ้างก็ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย
เสี่ยวเอ้อที่อยู่ในร้านนํ้าชาต่างจ้องมองต้วนชิงหมิงตาเป็นมัน ด้วยรู้ว่าฐานะของทั้งสองคนต้องไม่ธรรมดา เสี่ยว
เอ้อจึงรีบพาทั้งสองคนเดินขึ้นไปยังชั้นที่สอง
พอต้วนชิงหมิงนั่งลงได้ไม่ทันไร สายตาของต้วนอวี้เริ่มกลับกลอกสังเกตไปทั่วห้อง ราวกับกำลังมองเสาะหาใคร
บางคน
เวลาในตอนนี้ประจวบเหมาะเป็นช่วงกลางวัน ลูกค้าที่เข้าออกร้านนํ้าชาจึงมีจำนวนมาก ส่วนลูกค้าที่นั่งอยู่บนชั้น
สองต่างเป็นพูดคุยด้วยเสียงเบา
ไม่นานนัก เสี่ยวเอ้อได้ยกนํ้าชามาให้ ต้วนชิงหมิงหยิบถ้วยนํ้าชาขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย พลางเห็นต้วนอวี้กำลัง
เสาะหาบางสิ่ง นางจึงเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์กำลังมองอะไรอยู่เหรอ?”
“ท่านพี่ไม่มีอะไรหรอก อวี้เอ๋อร์กำลังมองดูว่าที่นี่มีคนที่รู้จักบ้างไหม” ต้วนอวี้พูดเสียงแผ่วเบา
ต้วนชิงหมิงหัวเราะขึ้นมา “พี่ไม่ยักรู้นะว่า อวี้เอ๋อร์มีเพื่อนเยอะเหมือนกับคนอื่นด้วย……”
ในความเป็นจริงนั้น ต้วนอวี้รู้จักคนไม่มาก นอกจากพี่น้องตระกูลเชวียแล้ว ก็มีแค่เนี่ยไฉ่เยวี่ย ฉะนั้น เขากำลัง
มองหาใครที่รู้จักอีก
ต้วนอวี้ไม่ได้สนใจสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมา เขายังคงพูดเสียงแผ่วเบาต่อไป “ท่านพี่รู้หรือไม่ว่า ครั้งที่แล้วอวี้เอ๋
อร์ได้พบใครเข้าที่นี่?”
“พบใครหรือ?” ต้วนชิงหมิงถามขึ้น
“องค์หญิงจิ่นซิ่วกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ย” ต้วนอวี้ตอบกลับ
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยขึ้น “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าอวี้เอ๋อร์จะได้พบสองคนนั้นด้วย……”
จากนั้นต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่ว่าพวกเขากับอวี้เอ๋อร์ มีความเกี่ยวโยง
อะไรกันด้วยเล่า?”
ต้วนอวี้มองซ้ายมองขวาอยู่หลายที จากนั้นจึงกระซิบกระซาบ “อันที่จริงก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย เพียงแต่ว่า
พวกเขาได้พูดถึงท่านพี่……”
ต้วนชิงหมิงผงะด้วยความตกใจ “พูดถึงพี่ทำไมกัน?”
ที่วังหลวงในครั้งก่อน องค์หญิงจิ่นซิ่วอยากกำราบสั่งสอนต้วนชิงหมิง แต่ว่าองค์หญิงอวี้หลัวกลับเข้ามาช่วย
ปกปั้องไว้จึงเอาตัวรอดมาได้ ส่วนต้วนอวี้หรานที่ถูกองค์หญิงจิ่นซิ่วจับตัวไปขังในห้องมืด หลังจากกลับมานางก็เปลี่ยน
เป็นคนที่ชอบออกนอกจวนต้วน อีกทั้งยังเข้าวังหลวงไปพบองค์หญิงจิ่นซิ่วอยู่บ่อยครั้ง
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงไม่รู้ที่ไปที่มาถึงสาเหตุที่ต้วนอวี้หรานเข้าไปสนิทสนมกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว ทว่านางเข้าใจอยู่อย่าง
หนึ่ง องค์หญิงจิ่นซิ่วจะต้องคิดทำการบางอย่างอยู่ หากมิใช่เช่นนี้ ฐานะที่สูงศักดิ์อย่างองค์หญิง มีหรือจะลดตัวลงมาข้อง
เกี่ยวกับบุตรสาวลูกอนุได้
เพียงแต่เรื่องพวกนี้ ต้วนชิงหมิงไม่อยากเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องการเล่นงานกันไป เล่นงานกันมาอีกแล้ว
นางเบื่อเต็มประดากับสิ่งเหล่านี้ ขอเพียงต้วนอวี้หรานไม่เข้ามาหาเรื่องก่อน ต้วนชิงหมิงย่อมไม่ทำอะไรก่อนก็เช่นกัน
ต้วนอวี้ยักไหล่ผายมือทั้งสองช้างออก พูดขึ้นว่า “พวกเขาสองคนพูดถึงท่านพี่ ต้องไม่ใช่เรื่องดีอะไรเป็นแน่… สรุป
แล้ว พวกเขาต้องการเล่นงานท่านพี่!”
ต้วนชิงหมิงจิบชาอยู่หลายอึก ก่อนจะวางถ้วยลง ตอบเสียงเรียบว่า “พี่ไร้ซึ่งอำนาจ ไร้ซึ่งเงินทอง จะมีอะไรให้
พวดเขามาเล่นงานได้เล่า?”
“เรื่องนี้ง่ายจะตาย องค์หญิงจิ่นซิ่วอยากเล่นงานท่านพี่ให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เหยียนหลิ่งเจวี๋ยให้ความสนใจท่านพี่
ตั้งแต่งานวันเกิด ที่ดอกบัวบานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรยปราย และต้องการให้ท่านพี่ไปเป็นสนมของเขา!”
นํ้าชาที่อยู่ในปากของต้วนชิงหมิงเกือบพุ่งออกมา… เรื่องในงานวันเกิดได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานานมากแล้ว หลัง
จากเกิดเรื่องขึ้น ต้วนชิงหมิงได้เตรียมแผนรับมือไว้อย่างเรียบร้อย รวมกับความช่วยเหลือจากเหยียนหลิ่งอวี๋ เรื่องในงาน
วันเกิดจึงมีผู้คนรู้ไม่มาก แต่นึกไม่ถึงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไปเข้าหูของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้อย่างไร ถึงได้สนใจและอยากได้นาง
ไปเป็นสนม
ต้วนอวี้เข้าไปกระซิบข้างหูต้วนชิงหมิง “เพราะฉะนั้น อวี้เอ๋อร์ได้ช่วยท่านพี่สั่งสอนสองคนนั้นไปแล้วทีหนึ่ง!”
“ต้วนอวี้ นึกไม่ถึงว่าเจ้าได้สร้างเรื่องขึ้นอีกแล้ว?” ต้วนชิงหมิงไม่มีกระจิตกระใจจิบชาต่อไปอีกแล้ว`
ต้วนอวี้ช่างหัวดื้อและซุกซนอะไรแบบนี้! ถึงได้กล้าเข้าหาเรื่ององค์หญิงจิ่นซิ่วกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยผู้ไม่เคยยอมใคร
โดยง่าย!
พอเห็นต้วนชิงหมิงมีสีหน้าบูดเบี้ยว ต้วนอวี้จึงรีบพูดขึ้นทันควัน “ท่านพี่วางใจได้ สองคนนั้นไม่รู้ว่าเป็นอวี้เอ๋
อร์……”
“สรุปแล้ว เจ้าทำอะไรลงไปบ้าง?” ต้วนชิงหมิงวางถ้วยนํ้าชาลงและถามอย่างโกรธๆ
ดูท่าทางต้วนอวี้แล้วคงมิทราบว่า ไม่เพียงได้สร้างเรื่องขึ้นมา ยังเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการอีกด้วย
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงโกรธขึงขังขึ้นมา ต้วนอวี้รีบอธิบายทันที “ท่านพี่วางใจได้… อวี้เอ๋อร์แค่จุดไฟเผาร้านนํ้าชา
เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเอง”
ต้วนชิงหมิงโกรธหน้าดำหน้าแดงจนไม่รู้จะสรรหาคำใดออกมาต่อว่า
โดยปกติแล้ว ต้วนชิงหมิงออกมาเที่ยวนอกจวนน้อยมาก มิน่าเล่า ครั้งก่อนที่มาเที่ยวกับเชวียหนิงหราน นาง
สังเกตเห็นร้านนํ้าชาได้มีการตกแต่งบางส่วน ที่แท้เป็นฝีมือของต้วนอวี้นี่เอง
ต้วนชิงหมิงรีบหันซ้ายหันขวามองไปทั่วๆ ดีที่นางกับต้วนอวี้พูดเสียงแผ่วเบา ฉะนั้นจึงไม่มีหันหน้ามามอง
ในเวลานี้จู่ๆ ได้มีเสียงบุรุษดังขึ้นมาจากด้านหลัง “พวกเจ้าทราบกันหรือยัง? ท่านอาจารย์สำนักฮั่นซานจะเตรียม
เปิดรับศิษย์… ได้ยินมาว่าครั้งนี้ จะเฟั้นหาศิษย์ที่อายุน้อยและมีแวว จากนั้นจะได้รับฝึกฝนอบรม อีกทั้งยังสามารถเข้า
ร่วมทดสอบคัดเลือกขุนนาง ในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ได้อีกด้วย”
มีบุรุษอีกคนหนึ่งได้หัวเราะเยาะขึ้นมา “หึ หึ!การรํ่าเรียนต้องใช้เวลาในการสั่งสมนับสิบปี… สำนักฮั่นซานกล้าดี
ยังไง ถึงกล้าพูดว่าสามารถฝึกฝนอบรมให้คนเก่งกาจได้เพียงครึ่งปี?”
คนที่อยู่โต๊ะด้านข้างได้พูดแทรกขึ้นมา “หากเจ้าพูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่เข้าใจสำนักฮั่นซานอย่างแท้จริง… เป็นที่รู้
กันทั่วเมืองหลวง สำนักฮั่นซานของท่านอาจารย์มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ศิษย์ของที่นั่นสามารถสอบคัดเลือกขุนนางได้หนึ่ง
ถึงสามมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ฉะนั้นทุกคนต่างพูดกันว่า ที่นั่นเป็นทางลัดของคนที่อยากสอบคัดเลือกขุนนาง!”
“แต่ได้ยินมาว่า ทางสำนักฮั่นซานปรับกฏเกณฑ์ในการรับศิษย์ใหม่ ผู้ที่สมัครสอบคัดเลือกต้องจ่ายเงินห้าตำลึงถึง
จะเข้าไปเรียนได้ ในช่วงนี้ เรื่องนี้ได้เล่าปากต่อปากไปจนทั่ว ได้ยินว่ามีบัณฑิตที่เรียนยอดเยี่ยมจำนวนมิน้อย ถูกปฏิเสธ
ไม่รับเข้าสำนัก”
เมื่อบุรุษคนนี้เล่าจบลง ได้มีเสียงของคนอื่นหัวเราะเยาะขึ้นมา “ค่าสมัครเข้าสำนักฮั่นซานถึงห้าตำลึงเป็นเรื่องที่
ไม่สมควร! ในต้าเซี่ยแห่งนี้ ค่าสมัครโดยปกติย่อมไม่เกินสองตำลึง ตอนนี้สำนักฮั่นซานกลับเก็บถึงห้าตำลึง ได้ยินมาว่า มี
บัณฑิตที่มีชื่อเสียงนามว่า ‘เจิ้งจี๋’ ไม่สามารถสมัคร เพราะไม่มีเงินมากถึงเพียงนั้น”
เจิ้งจี๋???
พอต้วนชิงหมิงได้ยินชื่อนี้ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมา เจิ้งจี๋มาถึงเมืองหลวงแล้ว มิหนำซํ้ายังตั้งใจไปสำนักฮั่นซาน เพื่อ
เตรียมศึกษาหาความรู้ไปสอบคัดเลือกขุนนาง
แต่เพราะเงินค่าสมัครห้าตำลึง……
ต้วนชิงหมิงพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นย้อนคิดถึงเรื่องในอดีต ในชาติที่แล้ว ที่มีโอกาสได้พบหน้าเจิ้งจี๋ บุรุษผู้นั้นได้
ดูถูกดูแคลนท่านแม่ของนาง ไม่รู้ว่าในครานี้ นิสัยที่ไม่เห็นหัวใครอยู่ในสายตาของเขา จะถูกผู้คนกลั่นแกล้งอย่างไรบ้าง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์ ประเดี๋ยวไปที่แห่งหนึ่งเป็นเพื่อนพี่หน่อยแล้วกัน”
ต้วนอวี้ที่กำลังทานขนมกุ้ยฮวาอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ จึงถามขึ้นโดยไม่เงยหน้าว่า “ไปสำนักฮั่นซานใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว” ต้วนชิงหมิงพยักหน้าตอบ
“ไปเพื่อคนที่ชื่อเจิ้งจี๋?” ต้วนอวี้เอ่ยถามขึ้น
“ใช่แล้ว” ต้วนชิงหมิงพยักหน้าตอบอีกครั้ง
ถึงตอนนี้ต้วนอวี้ได้เงยหน้าขึ้นอย่างไว้มาด พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปาก เอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์ไม่เข้าใจจริงๆ เจิ้งจี๋ที่
นิสัยแปลกพิลึกเช่นนั้น เหตุใดถึงได้ดึงดูดความสนใจของท่านพี่ และยอมที่จะยื่นมือเข้าช่วยครั้งแล้วครั้งเล่าด้วย”
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นและเอ่ยถาม “ทำไมกัน อวี้เอ๋อร์รู้จักเจิ้งจี๋ด้วยหรือ?”
ต้วนอวี้ตอบกลับไป “อวี้เอ๋อร์จะรู้จักคนแบบนั้นได้อย่างไร… เพียงแต่ เขาบังเอิญไปทำงานที่ร้านของอวี้เอ๋อร์ก็
เท่านั้นเอง……”
ต้วนชิงหมิงถลึงตาโตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “อวี้เอ๋อร์รู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”