การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 572 ลาก่อนเจิ้งจี๋ (2)
ต้วนอวี้รู้จักเจิ้งจี๋?
เจิ้งจี๋ไปทำงานที่ร้านของต้วนอวี้?
ต้วนอวี้ไปมีร้านของตัวเขาเอง ตั้งแต่เมื่อไหร่
อีกอย่าง เขารู้จักเจิ้งจี๋ได้ยังไง?
มิหนำซํ้าเจิ้งจี๋ประจวบเหมาะไปทำงานที่ร้านของต้วนอวี้อีก?
ต้วนชิงหมิงไม่มีทางเชื่อว่า เรื่องบังเอิญจะเกิดเหมาะเจาะอะไรขนาดนั้น
นางจึงหรี่ตาลง นํ้าด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่งลากยาวว่า “อวี้เอ๋อร์……”
ต้วนอวี้อายุเพียงเท่านี้กลับมีเรื่องที่ทำลับหลังต้วนชิงหมิงอยู่ไม่น้อย เห็นทีนางต้องสั่งสอนต้วนอวี้เสียหน่อย จะ
ได้ไม่กล้ามีเรื่องปิดบังและทำอะไรตามอำเภอใจ
จากความรู้สึกลึกๆ ของต้วนชิงหมิง เจิ้งจี๋ผู้นี้ต้องถูกต้วนอวี้กุมความลับเอาไว้ จึงยอมตกอยู่ในนํ้ามือของเขา อีก
ทั้งต้วนอวี้ยังบอกเป็น “เรื่องบังเอิญ” ที่เจิ้งจี๋เข้าไปทำงานที่ร้าน
หึ หึ! ต้วนอวี้คงต้องใช้วิธีบางอย่าง ในการหลอกล่อเจิ้งจี๋ไปอย่างนั้นหรือ
ถึงแม้ต้วนอวี้ในชาตินี้จะไม่ใช่วิญญาณน้องชายแท้ๆ ของนาง ทว่าเขาฉลาดเป็นกรดและปกปั้องต้วนชิงหมิงอย่าง
เต็มความสามารถ ไม่ว่าบุรุษใดอยากเข้ามาใกล้ชิดต้วนชิงหมิง จะต้องผ่านด่านต้วนอวี้ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งด่านของต้
วนเป็นถือเป็นด่านสุดหินที่ไม่ได้ผ่านไปได้โดยง่าย จนถึงเวลานี้ บุรุษที่ต้วนชิงหมิงรู้จักมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง
ต้วนอวี้รีบยืดอกตอบกลับต้วนชิงหมิงอย่างมั่นใจ “ท่านพี่รู้ไหม ว่าทุกคนต่างช่วยปกปั้องท่านพี่สามประการ……”
ต้วนชิงหมิงถามว่าสามประการมีอะไรบ้าง?
“ปกปั้องจากภัยนํ้า ปกปั้องจากขโมย ปกปั้องจากบุรุษ” ต้วนอวี้ตอบกลับ
สำหรับเรื่องนี้ ต้วนชิงหมิงได้เคยอบรมต้วนอวี้ไปแล้วยกหนึ่ง แต่เขายังคงดึงดันไม่เปลี่ยนนิสัย จนถึงเวลานี้ ยัง
กล้าหลอกเจิ้งจี๋มาจนถึงเมืองหลวงอีก
พอต้วนอวี้ได้ยินนํ้าเสียงต้วนชิงหมิงก็รู้ได้ทันที ถึงสัญญาณก่อนที่นางจะพิโรธออกมา
โดยปกติแล้ว ต้วนชิงหมิงไม่ค่อยแสดงความโกรธออกมาให้เห็นบ่อยนัก ดังนั้นหากนางหน้านิ่งขรึมก็เท่ากับใกล้
ระเบิดอารมณ์ความโกรธออกมา แต่ครั้งนี้ นางกลับยิ้มหน้านิ่งออกมา เหมือนบอกเป็นนัยทางสายตาว่าอดรนทนไม่ไหว
อีกต่อไปแล้ว
โบราณกล่าวว่า อย่าได้ริอาจไปกระตุกหนวดเสือโดยเด็ดขาด แต่โบราณยังขาดไปอีกก็คือ อย่าได้ทำให้สตรีเกรี้ยว
กราด
ในเวลานี้ ภายในใจของต้วนอวี้เริ่มประหวั่นพรั่นพรึงต้วนชิงหมิงขึ้นมาแล้ว
อันที่จริง ต้วนอวี้ไปเก็บเจิ้งจี๋มาได้จากกองขยะ ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังแต่อย่างไร ในเมื่อต้วนชิงหมิงอ
ยากรู้ก็ควรบอกเล่าไป
ต้วนอวี้ส่ายหน้าไปพลาง หยิบขนมกุ้ยฮวาขึ้นมากินไปพลาง แต่นึกไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงกลับยื่นมือเข้ามาตีหลังมือ
ของเขา พร้อมกับเอ่ยขึ้น “พูดให้เสร็จแล้วค่อยกิน!”
ต้วนชิงหมิงถูกสั่งสอนมาโดยตลอด อย่าได้กินไปด้วยพูดไปเป็นอันขาด ดังนั้นต้วนอวี้ก็ต้องฝึกฝนเรื่องมารยาท
เหล่านี้ด้วย
ถึงแม้อาจมองดูไม่มีประโยชน์ แต่ต้วนอวี้จำเปั้นต้องเรียนรู้และรับทราบไว้
ต้วนอวี้จ้องมองขนมกุ้ยฮวาที่อยู่ในกล่อง พร้อมกับพยายามสูดความหอมเข้าไปในปอดให้มากที่สุด ก่อนจะเอ่ย
อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เสียเท่าไหร่ “เอาล่ะ อวี้เอ๋อร์ทราบดีว่าท่านพี่อยากรู้เรื่องใด ประเดี๋ยวอวี้เอ๋อร์จะไขความสงสัย
ให้หมดเลยดีไหม?”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองไปที่ต้วนอวี้ พร้อมจับมือเขาไปวางบนกล่องขนมกุ้ยฮวาอย่างดี จากนั้นยิ้มมุมปากออก
มา “พี่รู้ว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปค่อนข้างยาว… อวี้เอ๋อร์คงรู้ว่าควรเริ่มเล่าจากตรงไหน?”
ต้วนอวี้ยู่ปากขึ้นมาด้วยเข้าใจในสิ่งที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อ หากไม่พูดความจริงออกมา ต้องถูกนางสั่งสอนอีกยก
หนึ่งเป็นแน่แท้ เขาจึงถอนหายใจออกมา “ทราบแล้ว ทราบแล้ว ท่านพี่”
ต้วนชิงหมิงตัวตรงขึ้น พร้อมกับตั้งใจฟังสิ่งที่ต้วนอวี้กำลังจะเล่าเกี่ยวกับเจิ้งจี๋
ต้วนอวี้เล่าขึ้นว่า “ท่านพี่ อันที่จริงที่มาที่ไปนั้นแสนจะง่ายดาย… เหตุการณ์เริ่มหลังจากที่ภัยพิบัติหิมะตก
โปรยปรายไม่ลืมหูลืมตาในปีนี้ มีชายคนหนึ่งถูกโยนเข้าไปในกองขยะ พอดีอวี้เอ๋อร์ผ่านไปเจอเข้าโดยบังเอิญ พบว่าเขา
ยังขยับตัวได้จึงเก็บกลับมา จากนั้นเขาบอกว่าชื่อเจิ้งจี๋ เป็นคนไร้ที่ซุกหัวนอน อวี้เอ๋อร์จึงรับเขาไว้เป็นเสี่ยวเอ้ออยู่ที่
ร้าน……”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ต้วนอวี้ “เรื่องช่างง่ายดายขนาดนี้เลย?”
“ท่านพี่ เรื่องก็มีแค่นี้เท่านั้นเอง…” เขาตอบ
ทว่าต้วนชิงหมิงยังคงใช้สายตาที่เคลือบแคลงความสงสัยมองไปที่ต้วนอวี้ “นั่นบอกพี่มาสิ เจ้าไปเก็บเจิ้งจี๋มาได้
จากตรงไหน?”
“เก็บมาจากซอยทางตะวันออกห่างจากจวนต้วนไปไม่ไกล ที่นั่นเป็นตรอกซอกซอยคดเขี้ยว ผู้คนจึงมักไปถ่าย
หนักถ่ายเบากันตรงนั้น” ต้วนอวี้ตอบ
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา พูดตำหนิออกไป “อย่าพูดไปเรื่อย”
ต้วนอวี้จึงรีบปิดปากให้แน่นสนิท โดยไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
ต้วนชิงหมิงยังคงถามขึ้นมาอีก “เจิ้งจี๋ทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อที่ร้าน โดยไม่ได้หนีไปที่อื่นใช่ไหม?”
“ท่านพี่พูดอะไรกันเนี่ย… อวี้เอ๋อร์เป็นเจ้าของร้านที่ใจกว้างอยู่ ไม่ได้หน้าเนื้อใจเสือเหมือนเจ้าของคนอื่น… ท่าน
พี่วางใจได้ นอกจากเวลางานที่ต้องทำให้ครบแล้ว เรื่องส่วนตัวของเขา อวี้เอ๋อร์ไม่เคยคิดสนใจแม้แต่น้อย” ต้วนอวี้
อธิบาย
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างตะกุกตะกักออกมา “ดูท่าแล้ว เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เร็วกว่า
ในชาติที่แล้วถึงครึ่งปีกว่า……”
ในชาติที่แล้ว เจิ้งจี๋เป็นคนที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าทำอะไร พูดอะไร ล้วนแล้วแต่เป็นที่พูดถึงของชาวบ้าน หนึ่งในนั้นที่
ชาวบ้านอยากรู้และพูดกันสนุกมากคือ เขาเข้ามาเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไหร่ สอบเป็นขุนนางได้อย่างไร
แต่เมื่อต้วนชิงหมิงคำนวณเวลาดูแล้ว เจิ้งจี๋ต้องเข้ามาในเมืองหลวงหลังจากคิมหันต์ในปีนี้ผ่านไปต่างหาก ถึงตอน
นั้น ท่านแม่ของเขาจะเสียชีวิต และไร้ที่อยู่กลายเป็นคนเร่ร่อน โชคยังดีที่มีเจ้าของร้านใจดียอมรับเขาเข้าทำงาน จนกระ
ทั่งเจิ้งจี๋สอบเป็นขุนนางได้ในที่สุด
อย่างนั้น ท่านแม่ของเจิ้งจี๋ในชาตินี้ล่ะ……
เมื่อคิดมาได้ถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นอีกประโยค “ที่อวี้เอ๋อร์เล่ามาเมื่อครู่นี้ เจิ้งจี๋ได้บอกหรือ
ไม่ว่า บ้านของเขาเหลือเขาเพียงผู้เดียว?”
ต้วนอวี้ไม่เข้าใจ เหตุใดต้วนชิงหมิงถึงได้ซักไซ้ไล่ถามเรื่องเจิ้งจี๋แบบเจาะลึกด้วย
เขานึกอยู่ประเดี๋ยว ตอบกลับไป “ถูกต้องแล้ว เจิ้งจี๋เล่าว่าท่านแม่พึ่งจากไป จึงเหลือเขาเเต่เพียงผู้เดียวแล้ว”
เมื่อได้ยินมือทั้งสองข้างของต้วนชิงหมิงสั่นขึ้นมาเล็กน้อย นางถามต่อไปว่า “อย่างนั้น เจิ้งจี๋ได้เล่าหรือไม่ ว่าท่าน
แม่ของเขาจากไปด้วยสาเหตุอันใด?”
ต้วนอวี้มองดูท่าทางที่แปลกไปของต้วนชิงหมิงด้วยความแปลกใจ เขาตอบกลับว่า “เจิ้งจี๋ไม่ได้เล่าให้ฟัง เพราะ
เมื่อเอ่ยถึงท่านแม่ขึ้นมาทีไร ใบหน้าของเขาจะเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างหนัก”
ต้วนชิงหมิงแอบถอนหายใจเสียงเบาออกมา
เหมือนกันเลย ทุกอย่างเป็นเหมือนในชาติที่แล้ว……
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงรู้เกี่ยวกับเจิ้งจี๋และหลิวยวนล้วนตรงกันกับเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว
อย่างนั้น จุดจบของเหยียนหลิ่งอวี๋ จุดจบของต้วนอวี้ จะเป็นเหมือนกับในชาติที่แล้วหรือไม่?
ส่วนนางได้ปฏิเสธไม่ยอมแต่งกับไปั๋หย่วนฮ่าวอย่างไร้เยื้อใย ทว่าชะตากรรมของนางจะเปลี่ยนไป ด้วยสาเหตุนี้
หรือไม่?
ไปั๋หย่วนฮ่าวเป็นคนที่ต้องทำเปั้าหมายทุกอย่างให้สำเร็จ โดยไม่สนใจวิธีการได้มาแม้แต่น้อย เขาจะยอมสละบุตร
สาวภรรยาเอก เพื่อไปแต่งกับบุตรสาวลูกอนุไหม?
ดูท่าแล้ว โอกาสที่ไปั๋หย่วนฮ่าวจะเปลี่ยนใจนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย
ทันใดนั้น สีหน้าของต้วนชิงหมิงพลันเศร้าสร้อยละห้อยหา ไม่ว่านางจะพยายามฝืนชะตากรรมมากเพียงใด
จุดจบในชาติที่แล้วกับในชาตินี้คงไม่แตกต่างกัน โดยคงจบลงอย่างอเนจอนาถตามเดิม
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า จากนั้นเอ่ยขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์… เจิ้งจี๋เป็นอย่างไรบ้าง เขานอนซมอยู่บน
เตียงและไร้เรี่ยวแรงใช่ไหม?”
ต้วนอวี้มองดูสีหน้าที่เปลี่ยนไปของต้วนชิงหมิง ด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก สายตาของนางบ่งบอกว่า ไม่เพียง
นางรู้จักกับเจิ้งจี๋ ยังดูเหมือนรู้เรื่องราวเมื่อก่อน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาหลังจากนี้
ต้วนอวี้คิดไปคิดมาก็อดแปลกใจขึ้นมามิได้ จึงถามขึ้น “ท่านพี่ เหตุใดถึงได้เป็นห่วงเป็นใยเจิ้งจี๋ถึงเพียงนี้ด้วย?”
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้เอ่ยถาม ท่าทางของต้วนชิงหมิงดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด นางจึงตอบกลับโดยไม่ต้องคิด
“เพราะว่า เขาจะกลายเป็นขุนนางรุ่นใหม่ และยังเป็นราชบุตรเขยของฝั่าบาท ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ เขาจะเป็นศัตรู
คู่อาฆาตของหลิวยวน……”