การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 573 อนาคตที่มองไม่เห็นของเจิ้งจี๋
ต้วนอวี้ได้ฟังก็กะพริบตาปริบๆ จากนั้นได้หัวเราะขึ้นมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ท่านพี่จะต้องหลอกอวี้เอ๋อร์เป็นแน่ ใครจะ
ไปล่วงรู้เรื่องในอนาคตได้ ตอนนี้ เจิ้งจี๋เป็นเพียงเสี่ยวเอ้อที่ร้านเท่านั้นเอง”
เมื่อต้วนชิงหมิงสิ้นเสียงลง จึงได้สติขึ้นมาว่าได้เผลอพูดอะไรออกไป
นางตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และรีบหันไปพูดแก้ตัวกับต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ เมื่อครู่นี้พี่พูดอไะไรไปบ้างหรือ?”
ต้วนอวี้ภายมือทั้งสองข้างออก ทำตัวไร้เดียงสา “ไม่รู้เหมือนกัน ท่านพี่บอกว่าเขยอะไรนั่นแหละ จากนั้นเสียงก็
แผ่วเบาจนได้ยินไม่ถนัดถนี่”
ต้วนชิงหมิงแอบถอนหายใจเบาๆ ออกมา จากนั้นก็ลุกขึ้นหันไปพูดกับต้วนอวี้ “เอาล่ะ อวี้เอ๋อร์ พวกเราไปหาเจิ้ง
จี๋กันเถอะ”
จากนั้นต้วนชิงหมิงได้มองต้วนอวี้ด้วยสายตาที่ฉงนใจ กับการที่ต้วนอวี้เอาขนมกุ้ยฮวาใส่ลงไปในถุง พร้อมกับ
ขนมอีกชิ้นที่อยู่คาปาก
พอต้วนอวี้เห็นสายตาของต้วนชิงหมิงจึงหัวเราะคิกคักออกมา “ท่านพี่ ขนมเหล่านี้จ่ายเงินไปแล้ว… ไม่กินให้
หมดก็น่าเสียดาย”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะออกมา พร้อมกับความรู้สึกเก้อเขินที่มีเมื่อครู่ ได้พลันมลายหายไปในแวบเดียว
ดูท่าแล้ว ต้วนอวี้คงไม่ได้ยินชัดเจน ไม่ก็ได้ยินแล้วก็คงไม่เข้าใจกระมัง
ต้วนชิงหมิงควักผ้าเช็ดหน้าออกมา ยื่นไปเช็ดมุมปากที่เศษขนมติดอยู่ให้กับต้วนอวี้ พลางพูดเสียงเบาว่า “อวี้เอ๋
อร์รีบร้อนกินไปทำไมกัน… ประเดี๋ยวให้เสี่ยวเอ้อเอาไปห่อกลับก็ได้ หากชอบกินจริงๆ พวกเราซื้อแล้วห่อกลับมากหน่อย
ก็ได้… หากใครมาเห็นท่าทางคุณชายใหญ่แบบนี้เข้า คงเอาไปหัวเราะหัวล่อกันอย่างสนุกปาก”
ต้วนอวี้ยิ้มกว้างออกมา เขาหยิบขนมกุ้ยฮวาที่อยู่ในมือขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อที่เดินผ่าน
ไปผ่านมา “เสี่ยวเอ้อช่วยเอาขนมกุ้ยฮวาไปห่อให้หน่อย แล้วขอสั่งเพิ่มอีกสองชุด……”
ต้วนชิงหมิงถามขึ้นเสียงเบาว่า “จะห่อกลับไปอีกสองชุดทำไมกัน?”
อย่างไรเสีย เด็กน้อยอย่างต้วนอวี้ก็ไม่ได้กินจุอะไรมากขนาดนั้น ที่สำคัญขนมกุ้ยฮวาแม้จะอร่อย แต่หากทิ้งไว้
ข้ามคืนก็จะแข็งกระด้างไม่น่าทาน ปกติห่อกลับไปหนึ่งชุด ต้วนอวี้ก็กินได้ทั้งวัน ทำไมวันนี้เจาถึงสั่งมากกว่าปกติด้วย
“ชุดแรกจะเอากลับจวน ส่วนอีกชุดจะเอาไปให้เสี่ยวเอ้อ” ต้วนอวี้ตอบยิ้มๆ
“อวี้เอ๋อร์หมายถึงที่ร้านของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ต้วนชิงหมิงเอ่ยถาม
ต้วนอวี้อายุยังน้อยอยู่ นึกไม่ถึงว่ามีร้านเป็นของตัวเขาเอง ไม่รู้ว่าร้านของเขามีขนาดเท่าใด ค้าขายอะไรบ้าง?
การค้าขายในสมัยโบราณ เกลือขายโดยขุนนาง ข้าวมีร้านโดยเฉพาะ อีกทั้งอาชีพสิ่งที่เหลือก็มีกรรไกร ด้าย เข็ม
ล้วนเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยได้กำไล ส่วนอุปกรณ์ใช้ภายในเรือนก็มักทำกันขึ้นเอง นอกจากผ้าไหม ร้านปักเย็บ ก็จะมีพวกใบ
ชา ที่ต้องอาศัยของจากเมืองอื่นมาจึงขายได้ราคา
ส่วนร้านอาหาร ร้านนํ้าชาและโรงเตี๊ยม ก็คงไม่เหมาะกับนิสัยของต้วนอวี้ อีกอย่างหากเปิดจริง ต้องใช้เงินทุน
เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้วนอวี้ไม่มีเงินมากเพียงพอขนาดนั้น
พูดตามตรง ด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยเหมือนใครของต้วนอวี้ ต้วนชิงหมิงจึงคิดไม่ออกว่าเขาน่าจะค้าขายอะไรดี
ต้วนอวี้เหมือนไม่อยากบอกกล่าว จึงหัวเราะอย่างเจ้าเจ้าเล่ห์ “ท่านพี่ไปดูให้เห็นกับตาก็สิ้นเรื่องแล้ว”
ต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้ไม่อยากพูดออกมา ก็ไม่อยากเค้นจากปากเขา จึงจับมือต้วนอวี้เดินออกจากร้านนํ้าชาไป
เมื่อทั้งสองคนเดินออกจากร้านนํ้าชา ทันใดนั้น มีคนแวบมาชนต้วนอวี้โดยไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งเขาล้มลงไป
จากนั้นอีกฝั่ายใช้สายตาที่ดุดันจ้องมองอย่างเคียดแค้น พร้อมกับแย่งขนมกุ้ยฮวาในมือไปด้วย
ต้วนอวี้ล้มกระแทกกับพื้นเข้าอย่างจัง ต้วนชิงหมิงพยายามไล่ตามแล้วแต่ไม่ทัน จึงรีบเข้าไปประคองต้วนอวี้ขึ้น
มา “อวี้เอ๋อร์ไม่เป็นไรมากใช่ไหม?”
ร่างกายที่ผอมบางเก้งก้างของต้วนอวี้ถูกคนเข้าอย่างจัง เห็นทีคงบาดเจ็บเจียนขาดใจ
ต้วนชิงหมิงเข้าไปประคองต้วนอวี้ที่ล้มให้ลุกขึ้นมา ส่วนเขาพยายามไม่แสดงออกทางสีหน้าว่าไม่เป็นไร
โชคยังดีที่ตอนนี้เป็นใบไม้ผลิฤดู เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังคงหนาอยู่ อีกทั้งเด็กน้อยที่วิ่งเข้าชนหวังเพียงจะเอาขนมกุ้มฮ
วา มิได้มีเจตนามาทำร้าย ดังนั้นถูกชนเข้านิดหน่อย ไม่ได้บาดเจ็บไปถึงกระดูกก็ดีแล้ว`
เมื่อเห็นต้วนอวี้ลุกขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ต้วนชิงหมิงอดไม่ ได้ที่จะตำหนิขึ้นมา “ดูสิเนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษดิน เศษ
ฝุั่นไปหมดแล้ว”
ต้วนชิงหมิงพูดไปก็ใช้มือปัดเสื้อผ้าให้กับต้วนอวี้
ทันใดนั้น ต้วนอวี้ได้สบถออกมา “แม่งเอ้ย! บังอาจมามาชนข้า… สงสัยไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม?”
เมื่อพูดจบ ต้วนอวี้ได้วิ่งตามไปทางที่เด็กคนนั้นวิ่งหายไป “ท่านพี่ รอที่นี่ประเดี๋ยวนึง!”
ต้วนชิงหมิงรีบพูดขึ้นทันใด “อวี้เอ๋อร์ไม่ต้องตามไปหรอก ก็แค่ขนมกุ้ยฮวาไม่กี่ชิ้น ถูกแย่งไปก็ช่างเถอะ… ถ้า
อยากกินอีก พวกค่อยค่อยซื้อใหม่ก็ได้”
แม้จะเป็นเพียงขนมไม่กี่ชิ้น ต้วนอวี้กลับวิ่งตามไป และคิดในใจไปด้วย ว่านี่เป็นการกระทำที่หยาดหน้าและ
ศักดิ์ศรีกันชัดๆ
ลองคิดดู หากของที่อยู่ในมือถูกคนอื่นแย่งไปซึ่งหน้า โดยไม่วิ่งไล่ตามไป คงเป็นที่หัวเราะเยาะของคนอื่นๆ ไม่แน่
ว่าอาจถูกซุบซิบว่าเป็นคนซื่อบื้อ ดังนั้น ต้วนอวี้จะต้องไปเอาขนมกุ้ยฮวากลับมาให้ได้ โดยไปจับตัวเจ้าเด็กนั่นมาเหยียบ
ให้จมธรณีไปเลย……
จากนิสัยของต้วนอวี้ก็คนยอมหักไม่ยอมงอ ถ้าพูดกับเขาด้วยดี ไม่เพียงแต่ขนมกุ้ยฮวา ต่อให้เป็นอาหารเลิศรสสัก
หนึ่งมื้อ เขาก็สามารถเลี้ยงให้ได้ ตอนนี้ เจ้าเด็กนั่นแย่งขนมของเขาไป จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นยิ่งนัก
ดังนั้น ต้วนอวี้จะต้องเอาของที่ควรเป็นของเขากลับมาให้จงได้
โชคดีที่เจ้าเด็กนั้นวิ่งไปได้ว่องไว พอเลี้ยวมุมไปก็ยังเห็นหลังอยู่ห่างๆ ต้วนอวี้จึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่มี วิ่งไล่ล่าตาม
เจ้าเด็กนั้นไป จากนั้นสั่งสอนไปยกหนึ่ง
พอต้วนอวี้วิ่งไล่ล่าตามเจ้าเด็กนั้นมาได้ เขาไม่เพียงตกใจจนอ้าปากค้าง ยังไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี
อันที่จริง สถานที่ที่เจ้าเด็กคนนั้นวิ่งไปถึงนั้น เป็นบ้านเก่าซอมซ่อที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ในฤดูใบไม้ผลิฝนมักตก
อยู่เป็นประจำ ภายใต้ชายหลังคามีหญ้าฟางมาซุมรวมกันปูเป็นเตียง บนหญ้าฟางนั้น มีสตรีวัยหลางคนที่สีหน้าซีดเซียว
ร้างกายซูบผอม ยื่นมือสั่นระริกออกมาเปิดห่อกระดาษออก กลิ่นหอมของขนมกุ้ยฮวาได้ขจายไปทั่ว นางจึงออกปากชม
“ขนมกุ้ยฮวานี่หอมหวนเหลือเกิน… อร่อยเหลือเกิน!”
เจ้าเด็กคนนั้นที่จงใจวิ่งชนต้วนอวี้ สีร่ายกายซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก บนร่างกายของเขาสวมเสื้อขาดวิ่นเป็นรู
ไปหมด ไม่มีแม้แต่รองเท้าใส่ปั้องกันเจ็บ
ในเวลานี้ เขาได้เอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มเปือนหน้า “ใช่แล้ว ท่านแม่… วันนี้ ข้าได้เจิคนใจดีคนหนึ่ง เขามองเห็นข้าแล้ว
ก็มอบขนมกุ้ยฮวามาให้ข้าด้วย”
ต้วนอวี้ปรายตามองพลางหัวเราะเยาะในใจ
เจ้าเด็กคนนั้นกำลังจะตอบกลับท่านแม่เขา แต่จู่ๆ หางตาได้ไปสังเกตเห็นต้วนอวี้ที่ยืนจ้องมองอยู่
เจ้าเด็กคนนั้นอายุยังน้อยมาก มองดูอายุน่าจะราวๆ ห้าหกขวบ ทันทีที่เด็กน้อยเห็นต้วนอวี้ ดวงตาทั้งสองข้าง
เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าต้วนอวี้จะพุ่งตัวเข้ามาอัดสั่งสอนเขา
เมื่อเห็นแววตาของเด็กน้อย ต้วนอวี้กลับใจอ่อนลงในทันที
ฉับพลันนั้น เขาได้นึกถึงเรื่องตัวเขาเอง ที่เคยถูกคนช่วยถือกระเปั๋าตะโกนไล่
หรือว่า ชีวิตของพวกเรานั้นมักพบเจอคนที่เปลี่ยนชีวิตของเราได้ ไม่ว่าเปลี่ยนเป็นดีหรือร้ายนั้น พวกเราทุกคน
ล้วนไม่อาจกลับไปยืนอยู่ในจุดเริ่มต้นในอดีตได้อีก
เจ้าเด็กคนนั้นมองต้วนอวี้ด้วยความหวาดกลัว พบางเดินถอยหลัง พูดเสียงสั่นเครือ “เจ้า… เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?”
สตรีวัยกลางคนที่กำลังดื่มดํ่ากับกลิ่นหอมของขนมกุ้ยฮวา ได้เอ่ยถามเด็กคนนั้นด้วยความแปลกใจ “ไอ้หมาเอ๋ย
เป็นอะไรไป?”
เด็กน้อยที่ถูกเรียกว่า “ไอ้หมา” กลับถลึงตาโตด้วยลนลาน แม้แต่คำแก้ตัวก็พลันลืมจนสิ้น
เจ้าเด็กน้อยคนนั้นจำเรื่องราวในครั้งก่อนได้แม่นยำ เนื่องจากเขาได้ไปเก็บหมั่นโถวที่กินเหลือของเด็กเจ้าเล่ห์คน
หนึ่งไว้ได้ และเด็กเจ้าเล่ห์คนนั้นยืนกรานว่าเขาเป็นหัวขโมย ทั้งส่งคนมาทำร้ายอีก