การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 575 ใช่หรือไม่ใช่พานหรง
ต้วนอวี้พยักหน้ารับรู้ มิน่าล่ะ ปั้าเกิ่งถึงได้รู้หนังสือมาบ้าง ส่วนพานหรงถึงไม่ได้รุ้หนังสือแม้แม้แต่น้อย
ในเมื่อปั้าเกิ่งรู้หนังสือ เหตุใดถึงไม่ตั้งชื่อให้พานพรง?
ต้วนอวี้พินิจพิเคราะห์ดูเดาว่าอาจจะเป็นเพราะ นางสูญเสียสามีไป ด้วยความเสียใจจึงไม่กล้าช่วยเจิ้งจี๋9ตั้งชื่อ
เจิ้งจี๋เงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เพราะว่าบิดาของปั้าเรียนรู้ศาสตร์โหรในการทำนายทายทัก โดยบอกว่าเจ้า
เด็กคนนี้จะได้พบผู้มีฐานะ ดังนั้นปั้าเลยไม่กล้าตั้งชื่อให้ แะรอคอยให้ผู้มีฐานะคนนั้นมาตั้งให้เสียดีกว่า”
แต่ไหนแต่ไร ต้วนอวี้ไม่ค่อยเชื่อในเรื่องการแบ่งชนชั้นของคนเท่าไหร่นัก แต่เมื่อปั้าเกิ่งพูดออกมาแบบนี้ เขาจึงยิ้ม
น้อยๆ ออกมา “พานหรงเปั้นเด็กที่ดีมาก!”
พานหรงเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ระหว่างที่ได้ยินต้วนอวี้ชมมิขาดปาก
ต้วนอวี้หันไปพูดกับเขาว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน ประเดี๋ยวเจ้าพาแม่ไปหาข้าที่โรงเตี๊ยมหยวนทางฝังตะวันออก พอ
ไปถึงก็บอกชื่อเจ้าไป แ้วจะมีคนออกมาต้อนรับเจ้า”
พานหรงพยักหน้ารับ และพูดติดๆ ขัดๆ ออกมาฟังไม่ได้ประสา
เดิมที เขาตั้งใจใช้ไม้เท้าเตรียมฟาดไปที่ต้วนอวี้ แต่เมื่อเห็นต้วนอวี้สร้างความประหลาดใจให้ ทั้งหางานให้ทำ
และยังสามารถพาท่านแม่ไปอยู่ด้วยกันได้อีก
พานหรงรีบคุกเข่าลงบนพื้น คำนับต้วนอวี้จากใจจริงถึงสามครา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “” นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
คุณชายเป็นเจ้านายของ… พาน… หรง!
พานหรงยังไม่คุ้นชินกับชื่อใหม่เสียเท่าไร จึงเรียกไม่ถนัดถนี่เท่าที่ควร ทว่าสายตาของนางกลับเต็มเปียมไปด้วย
ความซาบซึ้งจากใจจริง
หลังจากนั้นหลายปีผ่านไป ต้วนอวี้ยังจำภาพในวันนั้นที่ฝนโปรยปรายในช่วงใบไม้ผลิ พานหรงที่เยาว์วัยเงยหน้า
ขึ้นมามองต้วนอวี้ ด้วยดวงตาเปล่งประกายที่สามารถรับรู้ว่าเขามองไปด้วยความ “เชื่อใจและซาบซึ้ง”
ต้วนอวี้บอกลาพานหรงและพานหรง ก่อนจะหันตัวเดินกลับไป
ต้วนอวี้วิ่งมาอยู่ตรงนี้นานแล้ว แต่เหตุใดต้วนชิงหมิงถึงไม่ไล่ตามมา ปล่อยให้เขามาที่นี่เป็นนานสองนาน
อันที่จริง พอต้วนอวี้วิ่งออกมา ต้วนชิงหมิงได้ไล่ตามมาติดๆ
เพียงแต่ว่าเมื่อต้วนชิงหมิงก้าวเท้าเดินได้เพียงไม่กี่ก้าว กลับมีเสียงเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง “ดูหน้าคุณหนูผู้นี้ได้
ก้าวผ่านความเป็นความตายย้อนเวลากลับมา… คุณหนูยังไม่รีบแก้ไข อาจมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในอีกไม่ช้า”
หัวใจของต้วนชิงหมิงเต้นระรัวขึ้นมา เมื่อเห็นบุรุษรูปผอมบางยืนอยู่ข้างหลัง สายตาที่ไร้ความรู้สึกกำลังจ้องมอง
มาราวกับอ่านความคิดของนางออก
บุรุษผู้นั้นหัวเราะเจ้าเล่ห์ออกมาพูดกับต้วนชิงหมิง “น่าแปลกเสียจริง คนในจวนต้วนไม่ควรมาจากไปกันก่อน
เวลามากขนาดนี้… แต่มีคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว กลับมีวิญญาณอื่นเข้ามาแทนที่……”
ต้วนชิงหมิงที่ได้ยินขนลุกขนซู๋ไปทั่วทั้งตัว
คำพูดของบุรุษคนนี้ทุกคำล้วนเป็นความจริง และแทงใจดำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของต้วนอวี้ ฮูหยินติงโหร
ว และตัวของต้วนชิงหมิงเอง
เนื่องจากในชาติที่แล้ว ต้วนชิงหมิงเคยเชิญหมอดูเข้ามาดูดวงให้ท่านแม่ หมอดูทักต้วนชิงหมิงว่า ฮูหยินติงโหรว
ไม่ควรจากไปเร็วขนาดนี้ ส่วนเรื่องอื่น หมอดูกลับไม่พูดออกมา
ต้วนชิงหมิงหันหน้ากลับไปมอง พร้อมกับขมวดคิ้วกดเสียงตํ่า “หมอดูอย่างท่านพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน? คนในจวน
ข้าหาได้เป็นอย่างที่ท่านพูดไม่!”
เมื่อบุรุษคนนั้นเห็นต้วนชิงหมิงไม่ยอมรับจึงหัวเราะแหะๆ ออกมา “กระผมว่าคุณหนูไม่อยากยอมรับความจริง
มากกว่า กระผมพูดจริงหรือไม่นั้น ในใจของคุณหนูย่อมรู้ดีกว่าใคร มิใช่หรอกหรือ?”
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าติดธุระอื่นอยู่ ไม่อยากฟังเรื่องที่เจ้าเพ้อเจ้อพวกนี้” ต้วนชิงหมิงพูดตัดบท
บุรุษคนนั้นยังคงส่ายหน้าพลางหัวเราะ “คุณหนู มีภัยคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวจริงๆ หรือว่าคุณหนูไม่เต็มใจจะ
ฟัง?”
ต้วนชิงหมิงตอบเสียงเรียบ “ท่านเป็นบุรุษ ข้าเป็นสตรี อยู่ด้วยกันสองต่อสองเช่นนี้ อาจเป็นขี้ปากของคนที่มา
พบเห็น ขอให้ท่านอย่าได้พูดอีกเลย ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาตามที่ท่านพูด”
เมื่อกล่าวจบนางก็รีบเดินจากไป
บุรุษคนนั้นไม่ได้เข้าไปขวางต้วนชิงหมิง เพียงแต่พูดอย่างถอนใจว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองเสียจริง
กระผมหวังว่าคุณหนูจะไม่เสียใจภายหลังก็พอ”
เมื่อบุรุษคนนั้นได้ฟัง รีบหันมาพูดเสียงดัง “คุณหนู… กระผมนามว่าจางปั้านเซียน อยู่ที่วัดเฉิงหวงทางประตู
ตะวันตกของเมือง หากคุณหนูต้องการความช่วยเหลือ สามารถไปตามหากระผมได้ที่นั่น… เพียงแต่หากเลยต้นเดือน
หน้าไปแล้ว แม้แต่เทพเทวดาก็มิอาจยื่นมือช่วยเหลือได้”
ต้วนชิงหมิงมิได้ใส่ใจในสิ่งที่จางปั้านเซียนพูดแม้แต่น้อย นางรีบก้าวเดินไปด้วยความร้อนใจ
เมื่อเลี้ยวมุมเดินจากไปก็ไม่เห็นจางปั้านเซียนตามมา ต้วนชิงหมิงจึงพิงกำแพงอย่างโล่งอก ราวกับว่าเรี่ยวแรงที่มี
ในร่างกายสูญสิ้นไปหมด
จางปั้านเซียนผู้นี้เป็นใครกันแน่? เหตุใดถึงรู้เรื่องเกี่ยวกับนางมากมายเช่นนี้?
อีกอย่าง เขายังพูดว่าจะมีภัยใหญ่คืบคลานเข้ามาหาอีก ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน?
พอคิดมาถึงนี้ ต้วนชิงหมิงค่อยๆ ดึงสติและเรี่ยวแรงให้กลับมาดังเดิม… คนที่ย้อนเวลากลับชาติมาเกิด?
นางเป็นคนหนึ่งที่ไม่เพียงกลับชาติมาเกิด อีกทั้งยังจัดการคนที่เคยรังแกกดขี่นางให้จมอยู่ใต้บาทา
แล้วเรื่องของต้วนอวี้ละ?
ต้วนชิงหมิงหาได้เชื่อความฝันครั้งก่อนไปเสียทั้งหมด และตัดสินว่าต้วนอวี้ถูกวิญญาณอื่นมาเข้าร่าง ดังนั้นในช่วง
เวลานี้ แม้ว่าต้วนชิงหมิงเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ทว่านางไม่กล้าฟันธงลงไป… แต่พอจางปั้านเซียนเอ่ยขึ้นมา ต้วนชิง
หมิงเริ่มรู้สึกเอะใจกับสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมของต้วนอวี้
ทันใดนั้น ได้มีเสียงพูดดังขึ้นมาข้างหูของต้วนชิงหมิง “ท่านพี่เป็นอะไรไป ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้?”
นั่นเป็นเสียงถามของต้วนอวี้นั่นเอง
ต้วนชิงหมิงรีบหันหน้ากลับมามองต้วนอวี้ พลางเกิดความรู้สึกเจ็บปวดปรากฏขึ้นมาในใจ
นางได้กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง ส่วนต้วนอวี้มีวิญญาณอื่นเข้ามาอยู่ในร่าง พวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่คนของในชาตินี้
แต่เป็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ อย่างนั้น ต้วนอวี้เป็นใครกันแน่ ต้วนชิงหมิงเป็นใครกันแน่ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร?
เมื่อคิดมาได้ถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงรีบยื่นมือเข้าไปดึงตัวต้วนอวี้เข้ามาโอบกอดไว้อย่างแนบแน่น
ต้วนอวี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ต้วนชิงหมิงได้เข้ามาซบไหล่
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ต้วนชิงหมิงค่อยๆ คลายมือออกอย่างเชื่องช้า พลางพูดเสียงแผ่วเบา “อวี้เอ๋อร์
นับจากนี้ไป เจ้ากับพี่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน”
“ท่านพี่ ตั้งแต่แต่ไรมาพวกเราสองพี่น้องก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดนี่หน่า” ต้วนอวี้หัวเราะ
ต้วนชิงหมิงคิดในใจว่า เมื่อก่อนก็เป็นเรื่องเมื่อก่อน เรื่องในอนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต สรรพสิ่งล้วน
เปลี่ยนแปลงจนยากที่จะเอาแน่เอานอนได้
ต้วนชิงหมิงควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับใบหน้า และเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว แล้วเด็กคนนั้นที่เจ้าวิ่งไล่ละ?”
“ไม่มีอะไรแล้ว… เดิมทีอยากสั่งสอนเจ้าเด็กนั่นเสียหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าเขามีแม่ที่ตาฝั้าฟางแทบมองไม่เห็น อวี้
เอ๋อร์จึงรับให้ช่วยงานที่ร้านแทน” ต้วนอวี้ตอบกลับ
ต้วนชิงหมิงยิ้มน้อยๆ ออกมาเป็นการรับทราบ
ผู้คนที่ชีวิตยากลำบาก อัตคัดขัดสน ชีวิตไม่เป็นดั่งหวังมีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าต้วนอวี้จะช่วยได้มากเสียกี่คน
กัน?
ต้วนอวี้ จับมือต้วนชิงหมิงเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว พร้อมกับพูดขึ้นอย่างดีอกดีใจ “ท่านพี่ วันนี้อวี้เอ๋อร์ช่วย
ตั้งชื่อให้คนมาด้วย”
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างใจลอย “เหรอ? อวี้เอ๋อร์เก่งขนาดนั้นเลย?”
ต้วนอวี้ยกมือตบไปที่อก หัวเราะอย่างได้ใจ “แน่อยู่แล้ว ท่านพี่ก็ดูเอาแล้วกันว่าเป็นน้องชายของใคร!”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะชอบอกชอบใจ พลางยื่นมือไปบิดแก้มอันอ่อนนุ่มของต้วนอวี้ “อย่างนั้น น้องพี่ไปช่วยตั้งชื่อ
ว่าอะไรเอ่ย?”
ต้วนชิงหมิงเดาได้ว่า เมื่อต้วนอวี้พูดแบบนี้จะต้องช่วยเด็กคนนั้นตั้งชื่ออย่างแน่นอน เพราะว่าในช่วงนี้ ต้วนอวี้ไม่
ได้ไปไหนไกล จึงไม่น่าไปตั้งชื่อให้กับใครได้