การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 576 ร้านของต้วนอวี้
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงรู้ว่าต้วนอวี้กะบเจ้าเด็กคนนั่นที่มาแย่งขนมกุ้ยฮวาจะเป็นมิตรกันแล้ว ทว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้วนชิงห
มิงเป็นห่วงเป็นใย ยิ่งไปกว่านั้น ต้วนอวี้เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง คงช่วยตั้งชื่อให้ใครคงไม่ได้ดีมากนัหรอก
ต้วนชิงหมิงก้มหน้ามองลงมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “อ๋อ อวี้เอ๋อร์เก่งจริงๆ ไหนว่ามาสิ อวี้เอ๋อร์ไปช่วยตั้งชื่อว่า
อะไร?”
เมื่อเขาได้รับคำชมจึงรีบยืดอกขึ้นมาอย่างภาคภูมิ และพูดอย่างภูมิใจ “ฮ่าๆๆ อวี้เอ๋อร์เก่งอยู่แล้ว จึงช่วยเจ้าเด็ก
คนนั้นตั้งชื่อให้เยี่ยมไปเลย… เจ้าเด็กคนนั้นแซ่พาน เลยตั้งชื่อว่าพานหรง”
พานเป็นแซ่ของเขา ส่วนหรงเป็นชื่อที่ตั้งให้ โดยหวังให้เขาอยู่ดีมีสุข ประสบความสุขตลอดไป
ต้วนอวี้ไม่รู้จักการถ่ออมตัวมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเขาจึงไปเอาชื่อของคนอื่น ในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมามาตั้งให้
และยังพูดอวดอ้างกับต้วนชิงหมิงด้วยความดีใจ
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างเนิบนาบ “พาน……”
เดิมทีต้วนชิงหมิงอยากพูดออกปากชมว่า “ชื่อนี้ไม่เลว” ทว่ายังไม่ทันได้พูดจนจบประโยคก็พยุดลงกลางคัน แล้ว
เลิกตาโตขึ้นมองไปยังต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเด็กคนนั้นชื่ออะไรนะ?”
ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆ ก่อนตอบกลับไป “ชื่อว่า…พานหรง”
เหมือนว่าในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ คิ้วทั้งสองข้างของนางขมวดขึ้น พร้อมกับขบฟันพูดว่า
“พานพรง……”
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงได้ยินชื่อนี้ ในหัวของนางกลับมีภาพเลือนรางปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด
เป็นภาพบุรุษที่อยู่เหนือคนนับหมื่น มีท่าทางสง่างาม ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ต้วนชิงหมิงยังจำได้แม่นยำ ว่าใน
บรรดาคนในราชสำนักมีเพียงบุรุษคนนั้นได้เปล่งแสงโดดเด่นออกมา
บุรุษผู้นั้นมีชื่อที่พิเศษ นามว่า “พานหรง” จนถึงตอนนี้ต้วนอวี้กลับบอกว่า ได้ตั้งชื่อเจ้าเด็ดเร่ร่อนคนนั้นว่า
“พานหรง”
เช่นนั้น ชื่อที่เหมือนกันของทั้งสองคนจะมีความสัมพันธ์อะไรกันบ้างไหม?
เจ้าเด็กเร่ร่อนที่ชื่อพานหรง คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพานหรงที่นางรู้จักในชาติที่แล้วกระมัง
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงเห็นดวงตาที่ใสแจ๋วของต้วนอวี้มองมา เขามองกลับไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยใบหน้างงงวย เหตุ
ใดพี่สาวของเขาถึงได้ชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อที่เขาตั้งขึ้น
ในเวลานี้ ต้วนอวี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนเรา อาจมาจากเรื่องขี้ประติ๋ว
หรือไม่ก็มาจากคำสัญญาที่ไม่ได้ให้ความสลักสำคัญ
ต้วนอวี้ได้เอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านพี่เป็นอะไรไป? หรือว่าชื่อที่ตั้งให้เขาไม่ไพเราะถูกใจอย่างนั้นเหรอ?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มออกมา “จะเป็นไปได้ยังไง ชื่อนี้ไพเราะมากๆ”
ไม่รู้ว่าช่วงนี้เกิดอะไรขึ้น ต้วนชิงหมิงมักจะคิดถึงคนที่เคยรู้จักและเรื่องราวในอดีตชาติอยู่บ่อยครั้ง ส่วนพานหรง
คงไม่ใช่คนเดียวกันอย่างแน่นอน
มาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงได้เอ่ยถามไปเรื่อยเปือยว่า “อวี้เอ๋อร์ เด็กคนนั้นแซ่พาน ชื่อหรง ไม่รู้ว่าเป็นอักษรหรงตัว
ไหน?”
ต้วนอวี้ตอบยิ้มๆ “หรงที่แปลว่ามีความสุขเบิกบานใจ”
ต้วนชิงหมิงยิ้มน้อยๆ ออกมา พลางขบคิดในใจ คนในใต้หล้ามีมากมายเหลือเกิน เจ้าเด็กที่ชื่อพานหรงคงไม่ใช่
พานหรงคนเดียวกันหรอก
จากนั้นนางได้เปลี่ยนเรื่องอื่นพูดขึ้นมาแทน “ใช่แล้ว ครอบครัวของเด็กคนนั้นที่ชื่อพานหรงยังมีใครอีก? แล้วอวี้
เอ๋อร์เตรียมรับเขามาอยู่จวนต้วนหรือว่าที่ไหนกัน?”
ถึงแม้ต้วนอวี้จะเป็นบุตรชายภรรยาเอกจวนต้วน แต่บ่าวใช้รับใช้ข้างหายมีครบคนเรียบร้อยแล้ว หากเขายัง
ต้องการรับบ่าวใช้มาใหม่ จำเป็นต้องเอาบ่าวใช้ที่มีออกไปคนหนึ่ง ทว่าบ่าวใช้ดั้งเดิม หากไม่ใช่ต้วนชิงหมิงช่วยเลือกให้ ก็
เป็นคนที่ต้วนอวี้ถูกใจ หรือว่าในช่วงนี้ ต้วนอวี้คิดไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะเอาพานหรงไปแทนใคร?
ต้วนอวี้ตอบกลับ “ครอบครัวของพานหรงเหลือเพียงแม่ที่ไม่ใช้แม่แท้ๆ เพียงคนเดียว แต่พานหรงคนนี้มีแรง
กตัญูอันกล้า หากเป็นที่จวนจำนวนก็เต็มหมดแล้ว ดังนั้นให้เขาไปอยู่ที่ร้านก่อน”
ที่จริง ต้วนอวี้อยากให้พานหรงไปอยู่ที่จวนต้วน แต่จวนต้วนเป็นจวนของขุนนาง หากพานหรงเข้าไปเพียงคน
เดียวย่อมง่ายดาย ทว่าเขามีแม่ติดสอยห้อยตามมาด้วย หากให้อยู่ที่จวนต้วนด้วยคงไม่ใช่ทางออกที่ดี ประกอบกับร้านที่
ให้ซานไล่จื่อกับทูจื่อดูแล เริ่มค้าขายดีขึ้นจนทำไม่ทัน ทุกครั้งที่สองคนนั้นพบหน้าต้วนอวี้มักขอให้เขารับคนใหม่มาเพิ่ม
แต่ด้วยช่วงนี้ ต้วนอวี้เอาเวลาไปอยู่กับเหยียนหลิ่งอวี๋ จึงยังไม่มีเวลาไปหาคนงานใหม่… ตอนนี้แม้เห็นว่าพานหรงอายุยัง
น้อย กลับทำงานว่องไวและมีใจกตัญู จะต้องเป็นลูกมือที่ดี เพราะฉะนั้นต้วนอวี้จึงอยากเรียกให้พานหรงไปเรียนรู้งาน
ที่ร้านก่อน
เมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องและรอยยิ้มที่แฝงบางอย่างของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้จึงพายมือทั้งสองข้างออก “ก็ช่วยไม่
ได้นี่ท่านพี่ ใครใช้ให้ร้านที่อวี้เอ๋อร์มีมันเล็กไปหน่อย จึงไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก ที่สำคัญอวี้เอ๋อร์ก็มีร้านเพียงร้านเดียว
เท่านั้นเอง”
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยว ก่อนเอื้อนเอ่ยขึ้น “หากอวี้เอ๋อร์คิดว่าร้านที่มีอยู่มันเล็กเกินไป พี่จะแบ่งร้านที่
เป็นของท่านแม่มาให้เจ้าดูแลนิดหน่อย เพียงแต่ว่าเจ้าต้องรับปากพี่ว่าจะไม่ไล่คนงานเดิมออก”
โบราณว่า “เสื้อใหม่ย่อมดีกว่าเสื้อเก่า คนใหม่มิอาจสู้คนเก่าได้” เจ้าคงรู้นะว่าประโยคต้องการบอกให้เห็นความ
สำคัญกับคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก่อน ฉะนั้นอย่าได้ไล่คนงานเก่าออกแม้แต่คนเดียว เพราะพวกเขารู้ความชอบ
เคยชินและผูกพันกับลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว
วิธีรักษาคนงานเก่าเอาไว้ให้นานที่สุด เป็นวิธีที่ฮูหยินติงโหรวเหลือทิ้งไว้เป็นแนวปฏิบัติ ในเมื่อนางจากไปแล้ว แต่
ร้านยังคงเป็นชื่อของนาง ก็จงรักษาคนเดิมๆ เอาไว้
ต้วนอวี้ได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดมาก็รีบยกมือปัดปฏิเสธ “ท่านพี่… อวี้เอ๋อร์อายุยังน้อย ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งเหล่านี้ท่าน
แม่เหลือไว้ให้ท่านพี่ อีกอย่างร้านของอวี้เอ๋อร์เป็นร้านเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องขยับขยายให้ใหญ่โตอะไรขนาดนั้น”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะน้อยๆ ออกมา ด้วยรู้ว่าต้วนอวี้ไม่เต็มใจจะรับร้านของท่านแม่ไปทำต่อ จึงไม่อยากบังคับใจเขา
อย่างไรเสีย ต้วนอวี้อายุยังน้อยอาจจะยังดูแลร้านใหญ่ๆ ได้ไม่ทั่วถึง ต่อให้เขามีสายตาที่เฉียบแหลม แต่ด้วยอายุ
ที่น้อยอาจตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาด แม้ผู้ดูแลร้านจะซื่อสัตย์มือสะอาดอยู่บ้าง แต่เรื่องการไม่เคารพยำเกรงอาจเกิดขึ้นขึ้นได้
โชคยังดีที่ต้วนชิงหมิงมีประสบการณ์มาจากชาติที่แล้ว ทำให้นางมองวิธีกลโกงและรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ได้อย่างทันท่วงที นางจึงยังไม่มั่นใจว่าต้วนอวี้จะสามารถรับมือได้เหมือนนาง ฉะนั้นด้วยอายุที่ยังน้อยของต้วนอวี้ ควรจะ
เอาแรงกายแรงใจทุ่มเทไปกลับการศึกษาหาความรู้เสียก่อน
ถึงแม้ต้วนเจิ้งจะเป็นขุนนาง และไม่เคยบีบบังคับต้วนอวี้ให้ทำอะไรตามคำสั่ง แต่สำหรับชื่อเสียงที่ต้วนเจิ้งสั่งสม
มา ทำให้เขาต้องคอยกระตุ้นให้ต้วนอวี้รีบเร่งศึกษาหาความรู้
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงได้เปลี่ยนหัวข้อพูดไปแล้ว ต้วนอวี้จึงค่อยโล่งอกไปที
เนื่องด้วยต้วนอวี้ไม่ได้สนใจร้านค้าที่ติงโหรวทิ้งไว้ให้แม้แต่น้อย ซึ่งเป็นร้านเย็บปักถักร้อย ร้านผ้าและเครื่อง
ประทินโฉม เช่น แปั้งผลัดหน้า รวมทั้งร้านข้าวสาร
ในยุคโบราณนั้นช่องทางการค้าขายมีข้อข้างจำกัด นอกจากร้านพวกนี้แล้ว ก็ยากที่จะทำอย่างอื่นได้
สำหรับต้วนอวี้นั้นย่อมคิดหาวิธีในการหาเงินมาให้จงได้ เพราะคติพจน์ประจำใจของเขาคือ ทุกเรื่องต้องพึ่งตัว
เอง!
ทั้งสองคนเดินไปด้วยพูดไปด้วยจนถึงปากซอย ประจวบกับที่คนขับรถม้าได้นำรถมารออยู่พอดี จึงรีบนำบันไดให้
ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้เหยียบขึ้นรถม้าไป