การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 577 ธงพิเศษ
ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงคว้ามือของต้วนอวี้เดินขึ้นรถม้าไป จู่ๆ นางได้หันมาถามว่า “อวี้เอ๋อร์ ร้านของเจ้าอยู่
ที่ไหน ห่างจากที่ไหนไกลไหม?”
คนขับรถม้ารอรับคำสั่งว่าจะเดินทางไปไหน ส่วนต้วนชิงหมิงยังคงกระหายใคร่รู้ว่าร้านที่ต้วนอวี้พูดถึงนั้น สรุป
แล้วอยู่ที่ไหนกันแน่
ต้วนอวี้ชี้ไปข้างหน้า เอ่ยขึ้น “ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกล ตรงไปทางทิศตะวันออกจนสุดทาง จากนั้นเลี้ยวไปทางทิศใต้
ร้านอยู่ช่วงกลางของถนนโซ่วคัง”
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พูดออกมาด้วยความประหลาดใจ “ช่วงกลางของถนนโซ่วคัง? นั่นก็ใกล้กับร้านนํ้า
ชาสี่อ้ายที่ชอบมามิใช่หรือ?”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับ ตอบเสียงอ่อมแอ่มขึ้นว่า “น่าจะอยู่แถวๆ นั้นใกล้เคียงกันกระมัง”
“ร้านนั้นอยู่ห่างจากร้านพวกเราไม่ไกลมาก ครั้งก่อนพี่ไปที่นั่นมาแล้ว……” ต้วนชิงหมิงพูด
พอพูดมาถึงตรงนี้ เสียงของต้วนชิงหมิงกลับเบาลงอย่างฉับพลัน “อวี้เอ๋อร์ แต่ขนมกุ้ยฮวาที่ร้านนํ้าชาสี่ไหลมีชื่อ
เสียงกว่าร้านนี้มากนัก เหตุใดถึงต้องถ่อมาถึงที่นี่ด้วย?”
ต้วนอวี้หยักไหล่ผายมือ พูดอย่างไร้เดียงสา “อาจเป็นปัญหาที่รสชาติ… อวี้เอ๋อร์รู้สึกว่าขนมของร้านนํ้าชาเทียน
เซี่ยอร่อยกว่า”
ถึงแม้พี่น้องคู่นี้มักพูดอะไรตรงไปตรงมากัน แต่เรื่องนี้เขากลับไปได้พูดกับต้วนชิงหมิง เนื่องจากว่าเชวียหนิงหราน
เคยบอกว่า ขนมกุ้ยฮวาของร้านนํ้าชาเทียนเซี่ยอร่อยกว่าร้านนํ้าชาสี่ไหล ฉะนั้นต้วนอวี้ได้เชิญพ่อครัวคนใหม่ที่มีชื่อเสียง
มากมาหนึ่งคน เพื่อเลียนแบบรสชาติให้อร่อยกว่า จากนั้นค่อยหาโอกาสไปหาเชวียหนิงหราน โดยเอาขนมกุ้ยฮวาติดมือ
ไปด้วย พร้อมบอกว่าห่อมาจากร้านนํ้าชาเทียนเซี่ย ดูสิว่านางจะสามารถรแยกแยะได้ไหม ไม่แน่ว่ารสชาติที่เขาให้พ่อ
ครัวคนใหม่ทำ อาจอร่อยกว่าร้านนํ้าชาเทียนเซี่ยก็เป็นได้
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแผนการที่ต้วนอวี้ได้เตรียมไว้ จึงไม่สามารถบอกเรื่องนี้ให้ต้วนชิงหมิงรับรู้ เพราะเขาอยากรู้
เหลือเกินว่าเมื่อเชวียหนิงหรานชิมแล้ว จะรู้ว่าเป็นของร้านเทียนเซี่ยไหม ต้วนอวี้จึงต้องมาชิมขนมกุ้ยฮวาที่ร้านนี้อยู่บ่อย
ครั้ง
ต้วนชิงหมิงแค่เอ่ยถามไปเรื่อยเปือยโดยไม่ได้คาดเค้นฟังคำตอบจากปากต้วนอวี้ ในเวลานี้ นางกำชับให้คนขับรถ
ม้านำไปตามทางที่ต้วนอวี้ได้บอก จากนั้น ต้วนชิงหมิงหันมาตอบกลับต้วนอวี้ว่า “อ๋อ อาจจะใช่”
บางครั้งเราชอบใครสักคน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจไม่เพราะสิ่งนั้นดีเลิศเลอกว่ามากมายนัก สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ เรา
ชอบสิ่งนั้นคนนั้น โดยไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ระหว่างที่ต้วนอวี้นั่งกอดอกอยู่บนรถม้า เขาได้ถามขึ้นมา “ท่านพี่ ช่วงนี้ได้พบหน้าหนิงหรานบ้างไหม?”
การเรียกชื่อ “เชวียหนิงหราน” ของต้วนอวี้ได้เปลี่ยนไปไม่น้อย แต่เดิมเขาเรียกว่า “พี่หนิงหราน” มาในเวลานี้
กลับเหลือเพียง “หนิงหราน” เท่านั้น
หลายครั้งที่ต้วนชิงหมิงได้ตำหนิต้วนอวี้ไปหลายครั้ง แต่เขาไม่ยอมฟังยังยืนกรานที่จะเรียกแบบนี้ ต้วนชิงหมิงจึง
ได้แต่ทำใจ แต่เมื่อนางได้ยินต้วนอวี้ถามขึ้นมาเช่นนี้ จึงตอบกลับเพียงว่า “ไม่ค่อยได้พบบ่อครั้งนัก แต่เมื่อสองสามวัน
ก่อนหนิงหรานมาหาที่จวนอยู่ประเดี๋ยว ก็ต้องรีบร้อนกลับไปเหมือนคนมีธุระด่วน”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับทราบ จากนั้นถามต่อว่า “ท่านพี่… พี่สาวที่ชื่อเนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ติดต่อกันบ้างไหม?”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นการปฏิเสธ
ตั้งแต่ที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้พบหน้าหลิวยวนที่จวนต้วน ได้ยินมาว่าหลังจากกลับไป นางก็ล้มปั่วยอย่างหนักจึงไม่ค่อย
ได้ออกมาด้านนอก
สายตาของต้วนอวี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย จู่ๆ เขาได้พูดเสียงนิ่งเรียบออกมา “ท่านพี่… อวี้เอ๋อร์ได้ยินมาว่าช่วงนี้
เนี่ยไฉ่เยวี่ยกับหลิวยวนสนิทสนมกัน”
“ไฉ่เยวี่ยกับหลิวยวนอย่างนั้นหรือ?” ต้วนชิงหมิงพูดเสียงสูง
ต้วนอวี้พยักหน้ายืนยัน จากนั้นได้นึกถึงคำพูดของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่เคยบอกเอาไว้ “ใช่แล้ว ช่วงนี้หลิวยวนก็ยุ่ง
มากไม่ต่างกัน… อาจเพราะกำลังเตรียมรับมือกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยกระมัง”
ต้วนชิงหมิงเม้มปากหัวเราะคิกๆ “อวี้เอ๋อร์จะบอกอะไรพี่อย่างนั้นหรือ?”
ต้วนอวี้มองค้อนต้วนชิงหมิงไปทีหนึ่ง จากนั้นพูดอย่างเย็นชาว่า “อวี้เอ๋อร์อยากบอกท่านพี่ว่า หลิวยวนเหมาะสม
กับท่านพี่ ฉะนั้นอย่าได้ปล่อยให้คนอื่นแย่งชิงไป”
เมื่อฟังที่ต้วนอวี้พูดออกมา ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงถึงกับงงจนไปไม่ถูก
มีสิ่งใดที่หลิวยวนเหมาะสมกับนาง?
เจ้าต้วนอวี้คิดอยากทำอะไรกันแน่?
ดูเหมือนว่าต้วนอวี้ไม่อยากอธิบายคำพูดของเขา จึงพิงพยักและถามต้วนชิงหมิงเรียบ “เห้อ… หนิงเปั่าจวี่และ
หนิงจ้งจวี่ทึมทื่อไปหน่อย ส่วนหลิวยวนมีใจให้มานาน ท่านพี่ว่าเลือกคนไหนดีกว่ากัน?”
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นเกาหัว ราวกับกำลังหงุดหงิดใจที่คิดหาคำตอบไม่ออก
ต้วนชิงหมิงพลันหัวเราะอย่างชอบใจออกมา “อวี้เอ๋อร์ตื่นๆ เจ้ากำลังแต่งเรื่องอะไรเนี่ย?”
“ไม่ได้แต่งเรื่องสักหน่อย อวี้เอ๋อร์แค่อยากหาคนที่พึ่งได้มาเป็นพี่เขย จะได้ไม่รังแกท่านพี่” ต้วนอวี้ตอบกลับ
นางจึงยิ้มอย่างไม่สำรวม ก่อนเอ่ยว่า “ทำไมกัน อวี้เอ๋อร์เบื่อพี่แล้วหรือ ถึงอยากให้พี่แต่งออกไปเร็ว?”
“หรือว่าท่านพี่ไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า สตรีโตแล้วต้องแต่งงานออกเรือนไป?” ต้วนอวี้พูดอย่างอ่อนใจ
ปีนี้ต้วนชิงหมิงเพิ่งจะฉลองครบรอบอายุสิบปีไปหมาดๆ อายุของนางก็ไม่ได้มาก แต่ในยุคโบราณนั้นสตรีมักออก
เรือนกันค่อนข้างเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นไปั๋หย่วนฮ่าวที่เกลียดชังยังมาคอยจ้องอยากแต่งกับนาง หากยังไม่รีบหาคู่หมั้นหมาย
ใหม่โดยเร็ววัน เรื่องที่ท่านพ่อท่านแม่ของทั้งสองตระกูลรับปากกัน คงจะเป็นจริงในอีกไม่นาน
คราวนี้ต้วนชิงหมิงอึ้งกิมกี่กับคำพูดของต้วนอวี้
“สตรีโตแล้วต้องแต่งงานออกเรือนไป” ประโยคนี้เขาจงใจพูดกับต้วนชิงหมิงใช่ไหม?
ต้วนชิงหมิงโตถึงขั้นต้องออกเรือนแล้วอย่างนั้นหรือ?
ต้วนอวี้ไม่สนใจสีหน้าท่าทางของต้วนชิงหมิง เขารีบหันหน้ากลับไปยกนิ้วขึ้นมานับแล้วพึมพำว่า “ถ้าเทียบรูปร่าง
หน้าตานั้น เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่บัดนี้ ตัวเลือกที่ดีที่สุดกลับเป็นตัวเลือกที่ไม่แน่นอนที่สุด เพราะเรื่อง
ถูกวางยาพิษแท้ๆ เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋จึงกลายเป็นคนที่พึ่งไม่ได้อีกต่อไป แถมยังอายุยังไม่ยาวอีก……”
สายตาของต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “อวี้เอ๋อร์!!!”
ต้วนอวี้รีบปิดปากเงียบแทบไม่ทัน
ต้วนชิงหมิงดูเหมือนเป็นคนที่อารมณ์ดี แต่มีเพียงต้วนอวี้ที่รู้ดีว่านางเป็นคนที่หัวแข็งและหยัดยืนในความคิด ไม่รู้
ว่าเมื่อไหร่กันที่พอพูดถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา ต้วนชิงหมิงเป็นอันต้องชักสีหน้าขึ้นทันใด รวมถึงตอนนี้ที่พูดถึงเหยียนหลิ่ง
อวี๋ก็ยังโดนต้วนชิงหมิงมองตาขวาง
ต้วนชิงหมิงไม่อยากให้ต้วนอวี้พูดถึงเรื่องคนอื่นอีก นางจึงหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างแทน
เมื่อรถม้าขับผ่านตลาดที่คึกคักมีผู้คนพลุกพล่านแล้วเลี้ยวก็เป็นอันถึงถนนโซ่วคัง หางตาของต้วนชิงหมิงเหลือบ
ไปเห็นธงที่มีลักษณะพิเศษผืนหนึ่ง
เป็นที่รู้กันว่าถนนเส้นนี้ ร้านค้าแต่ละร้านต่างแขวนธงของร้านไว้ เพื่อเรียกลูกค้าให้เข้ามาที่ร้าน
แต่ตอนนี้ธงหลากหลายต่างโบกสะบัดพริ้วไหวไปมาตามสายลม จนละลานตาไปหมดแล้ว
เนื่องจากธงที่อยู่เบื้องหน้านี้แต่ละร้านไม่ได้มีเพียงผืนสองผืน แต่มีมากถึงสามผืน ทั้งบนหลังคา กลางร้าน และ
หน้าร้าน
โดยปกติธงมักจะเขียนเป็นชื่อร้าน ไม่ก็สัญลักษณ์ของร้าน แต่ธงที่อยู่เบื้องหน้ากลับไม่ใช่เช่นนั้น
เพราะไม่มีตั้งชื่อร้านและสัญลักษณ์ของร้าน… มีเพียงธงผืนแดง ที่ตรงกลางมีดวงดาวใหญ่สีเหลืองปักอยู่หนึ่งดวง
และล้อมรอบด้วยดวงดาวเล็กสีเหลืองปักสี่ดวง เมื่อธงโบกสะบัดไปมาตามลม ย่อมรู้สึกถึงการเฉลิมฉลอง ความมงคล
และมีสุข
ด้านล่างของธงหรือปั้ายที่ถูกห้อยเป็นแนวตั้ง โดยปกติแล้วจะเขียนเป็นคำว่า “ยินดีต้อนรับดุจญาติมิตร” แต่ร้าน
นี้กลับใช้คำว่า “หอยเปั๋าฮื้อและรังนก ราคาพิเศษทุกวัน” เป็นด้วอักษรที่ใหญ่โต
แต่ด้านล่างธงกลับเป็นชื่อของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ชื่อโรงเตี๊ยมแห่งนั้นพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีเพียงไม่กี่ตัวอักษร อีกทั้งไม่เคยได้ยินชื่อแบบนี้มาก่อนเลย
ด้านล่างของธงนั้นจะปักรูปรอยยิ้มเรียงรายเป็นแถว ยามต้องลมที่พัดผ่านมาจะพริ้วไหวไปตามลม ราวกับกำลัง
ยิ้มเชื้อเชิญแขกเหรื่อเข้ามาในร้าน
ส่วนปั้ายหน้าร้านเขียนอย่างเรียบง่ายว่า “โรงเตี๊ยมแผ่นดินจีน”
ปั้ายนั้นเป็นอักษรสีทองนูนขึ้นมา ยามต้องแสงจะระยิบระยับสอดรับไปกับธงผืนแดงที่พริ้วไสว ให้ความรู้สึก
แปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
การออกแบบที่แยบยลและตั้งใจมากถึงเพียงนี้ ได้ดึงดูดสายตาของต้วนชิงหมิงให้จับจ้อง
นางสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่ จึงรีบตบไปที่มือต้วนอวี้หลายที ก่อนพูดออกมาว่า “อวี้เอ๋อร์ดูสิ ธงแบบนั้นเป็น
ยังไงบ้าง ทำได้พิเศษกว่าที่อื่นไหม?”
ต้วนอวี้หันหน้าไปมองแวบหนึ่ง ตอบกลับเสียงเรียบเพียง “อืม ใช่แล้ว”
ไม่เพียงธงพวกนั้นจะทำได้ไม่เลว แต่สิ่งเหล่านี้มาจากความคิดและนํ้ามือของต้วนอวี้ ฉะนั้นหากมีใครบอกว่า
พิเศษ เขาก็น้อมรับทุกคำชมเอาไว้