การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 579 วันนี้ครบคนแล้ว
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดขึ้น ต้วนชิงหมิงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
ต้วนอวี้กับเหยียนหลิ่งอวี๋เคยร่วมมือกัน ออกแบบหมู่บ้านและตลาดที่ทำจากหิมะนํ้าแข็ง เมื่อเหมันต์ฤดูในปีที่
แล้ว
ต้วนชิงหมิงนึกขึ้นมาได้แล้ว ครั้งก่อนเหยียนหลิ่งอวี๋ได้เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้น ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของต้วนอวี้ แสดง
ว่าตอนนี้ต้วนอวี้เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงจ้องมองต้วนอวี้อย่างพินิจพิจารณา
น้องชายที่นางเห็นอยู่เบื้องหน้านี้ อายุเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ทำไมเขาถึงสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้มากมายถึงเพียง
นี้?
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงกลับเข้าใจบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ไหนแต่ไรมา นางมักมองต้วนอวี้เป็นเพียงเด็กน้อยจนชินไป
แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่า “เด็กน้อย” ในสายตาของนาง กลับทำเรื่องที่ผู้ใหญ่ยากจะทำได้สำเร็จ
หรือว่า ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้ ยังมีความสามารถอื่นอีกมากมาย ที่ยังคงแอบซ่อนไว้โดยไม่แสดงออกมา
ต้วนอวี้กวาดสายตาไปรอบๆ โรงเตี๊ยม ก่อนจะจับมือต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้นว่า “เอาล่ะ พวกเราอย่ายืนคุยกันตรงนี้
เลย… ท่านพี่ พวกเขากำลังรอพวกเราขึ้นไปชั้นบนอยู่นะ”
ระหว่างนั้นเอง เสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาต้อนรับอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเห็นต้วนอวี้ จึงถามอย่างยิ้มๆ ว่า “นายท่านมา
แล้วหรือขอรับ……”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับโดยไม่ตอบกลับ เสี่ยวเอ้อคนนั้นเหมือนจำต้วนชิงหมิงได้ จึงรีบยืนตัวตรงแล้วยกมือประสาน
ทำความเคารพ “คุณหนูใหญ่… ข้าน้อยชื่อว่าซานไล่จื่อขอรับ”
ต้วนอวี้ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เสียเท่าไหร่
ต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกแปลกใจที่เสี่ยวเอ้อผู้แปลกหน้าพูดด้วย นางจึงถามกลับไปแทน “เจ้ารู้จักข้างั้นรึ?”
ซานไล่จื่อคิดในใจว่าจำได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเขาเคยนั่งยองอยู่หน้าจวนต้วน มากกว่าครึ่งเดือนเต็มๆ มีหรือที่
เขาจะจดจำต้วนชิงหมิงมิได้
แต่ความคิดเหล่านี้ ซานไล่จื่อมิกล้าปริปากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว
ซานไล่จื่อไม่อยากฟืนฝอยหาตะเข็บในเรื่องอดีตที่ข่มขื่น ตอนนี้เขาอยากลืมเรื่องในอดีตให้หมดสิ้น จากนั้นคอย
ติดตามรับใช้ต้วนอวี้
ต้วนอวี้ปรายตามองซานไล่จื่อด้วยสายตาที่แน่นิ่ง
ทำเอาใบหน้าที่ของซานไล่จื่อพลันอดงระเรื่อขึ้นมาแล้ว
เมื่อเห็นสายตาของต้วนอวี้ ซานไล่จื่อรีบกลับคำทันที “คุณหนูใหญ่ นายท่านมักพูดถึงคุณหนูใหญ่บ่อยครั้งขอรับ
พวกเราได้ฟังซํ้าแล้วซํ้าอีกจนจำได้ขึ้นใจ… ยิ่งไปกว่านั้น นายท่านยังเคยเล่าว่า สนิทกับพี่สาวเป็นอย่างมาก พวกเราจึง
กล้าบังอาจคาดเดาเอาเองขอรับ”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะชอบใจ “เจ้าเรียกอวี้เอ๋อร์ ว่านายท่าน?”
เมื่อดูท่าทาง สีหน้า และลักษณะของซานไล่จื่อทั้งหมดแล้ว พลันรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นคนผ่านโลกมาไม่น้อย หาก
คนแบบนี้ยอมติดตามต้วนอวี้ และเรียกว่านายท่านต้วนอวี้อีก เช่นนั้น ซานไล่จื่อติดตามต้วนอวี้ในฐานะอะไรกัน?
ซานไล่จื่อรับรู้ถึงสายตาเพชรฆาตของต้วนชิงหมิงที่มองมาอย่างเป็นห่วงเป็นใยน้องชาย เขาจึงรีบอธิบายให้ต้วน
ชิงหมิงฟัง “คุณหนูใหญ่… ข้าน้อยเป็นเสี่ยวเอ้อที่โรงเตี๊ยมแผ่นดินจีน… คุณหนูสิขอรับ ขื่อยังเขียนตรงหน้าอยู่เลย”
เมื่อกล่าวจบแล้ว ซานไล่จื่อก็ได้หันหลังเดินจากไปโดยปล่อยให้ต้วนชิงหมิงมองตาม ที่แท้ด้านหลังเสื้อของเสี่ยว
เอ้อผู้นี้ มีตัวอักษรปักตัวโตๆ ว่า “โรงเตี๊ยมแผ่นดินจีน”
ต้วนชิงหมิงพยายามกลั้นหัวเราะ
นางชี้ไปขึ้นลงที่ตัวของซานไล่จื่อ ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ค่อนช้างสูง จึงอดถามขึ้นมามิได้ “เสื้อเขาเจ้าใคร
เป็นคนทำหรือ?”
ถ้าบอกว่าต้วนอวี้เป็นคนคิดแบบเสื้อผ้า ต้วนชิงหมิงไม่มีทางเชื่อโดยเด็ดขาด เนื่องจากเสื้อผ้าของต้วนอวี้มี
มากมายจนเขาจำไม่หวาดไม่ไหว บางครั้งต้วนชิงหมิงก็ช่วยน้องชาย
ถ้าเป็นเรื่องอื่น ต้วนชิงหมิงคงเชื่ออยู่ แต่ถ้าบอกว่าต้วนอวี้ออกแบบเสื้อได้ นางไม่มีทางเชื่อได้เลย
ด้านซานไล่จื่อแอบชำเลืองตามองต้วนอวี้ เมื่อเห็นเขามีสีหน้านิ่งเรียบ จึงเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “เรียนคุณหนู
ใหญ่ เสื้อผ้าแบบนี้นายท่านเป็นคนออกแบบ แล้วเชิญช่างตัดเสื้อมาวัดตัวตัดขอรับ”
เพื่อชุดของเสี่ยวเอ้อ ต้วนอวี้ลงแรงลงใจไม่มิน้อย ตอนนี้ ซานไล่จื่อเริ่มคิดในใจแล้วว่านายท่านของเขา ช่างแตก
ต่างจากคนทั่วไปและหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
ตลอดครึ่งชีวิตของซานไล่จื่อได้ใช้ชีวิตอย่างเสเพลไปวันๆ จนไม่เข้าใจเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ และก็ใช้ชีวิตไป
เพียงวันต่อวัน แต่นึกไม่ถึงว่าชีวิตของเขาจะถูกขีดเส้นเพื่อให้ผ่านพบจับนายท่านต้วนอวี้
ต้วนอวี้ออกแบบ?
ต้วนชิงหมิง แทบไม่อยากจะเชื่อ ว่าต้วนอวี้มีพรสวรรค์ในการออกแบบที่เป็นเลิศ
ต้วนอวี้เดินขึ้นบันไดไป แล้วหันมากวักมือเรียกต้วนชิงหมิงให้ตามมา “ท่านพี่ ท่านพี่ รีบหน่อยเถอะ พวกเขารอ
พวกเราอยู่”
พวกเขาที่ไหนกัน? ยังมีคนอื่นรออยู่อีก?
ต้วนชิงหมิงยิ้มอ่อนๆ ให้กับซานไล่จื่อ จากนั้นก็เดินตามต้วนอวี้ขึ้นไปชั้นบน
โรงเตี๊ยมแห่งนี้แบ่งออกเป็นชั้นหนึ่งกับชั้นสอง โดยที่ชั้นหนึ่งมีโต๊ะไม่มากนัก มีเพียงยี่สิบกว่าโต๊ะเท่านั้น อีกทั้ง
โต๊ะ ทุกตัวล้วนอยู่ติดหน้าต่างทั้งสิ้น
เดิมทีหน้าต่างเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจให้มีขนาดยาวแบบนี้ แต่กลับดีตรงที่แสงสาดส่องความสว่างให้กับลูกค้าและทำให้
ร้านดูสว่าง
เมื่อก้าวเดินขึ้นชั้นสอง พื้นที่ถูกแบ่งซอยออกเป็นห้องขนาดเล็กติดๆ กัน
แต่ละห้องถูกตั้งชื่ออย่างวิจิตร เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซูโจว หลางฟาง ฯลฯ
ต้วนชิงหมิงสังเกตเห็นว่าห้องซูโจวที่อยู่ด้านในสุดนั้น มีพื้นที่กว้างที่สุด และมีการตกแต่งด้วยหินแกะสลักที่ไม่
เหมือนกันแม้แต่ชิ้นเดียว
ต้วนอวี้เดินตรงปรี่ไปทางห้องซูโจว
จนมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู เขาได้ยินเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง “ต้วนอวี้ ทำไมเพิ่งจะมา
พวกเรามารอนานจนเหี่ยวไปหมดแล้ว”
ต้วนอวี้เผยอยิ้มมุมปากออกมา จากนั้นหันไปคว้ามือของต้วนชิงหมิงเข้าไปภายในห้องพร้อมกัน
ภายในห้องส่งเสียงพูดคุยกันอย่างคึกคัก ที่น่าแปลกก็คือ ทุกคนในนี้ล้วนเป็นคนที่นางรู้จักและเป็นสหายคนสนิท
เพียงไม่กี่คนในชีวิต
เชวียหนิงหราน เนี่ยไฉ่เยวี่ย องค์หญิงอวี้หลัว ส่วนคนอื่นก็มี เชวียจื่อซวน เชวียหนิงซวนสองพี่น้อง ชิงเจ๋อ และพี่
น้องตระกูลหนิง
พอเชวียหนิงหรานเห็นต้วนชิงหมิงก็ยิ้มตาตี่ด้วยความดีใจเป็นยิ่งนัก ส่วนเนี่ยไฉ่เยวี่ยยังคงเรียกชื่อต้วนชิงหมิ
งด้วยเสียงเรียบนิ่ง ทว่าดวงตากลับสุกสกาววาวแววออกมา
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนต่างหันไปถามนู้นถามนี่ไม่หยุดหย่อน ส่วนพี่น้องตระกูลหนิงต่างยิ้มแย้ม เรียกน้อง
สาวๆ ไม่ขาดปาก
มีเพียงหลิวยวนที่ต้วนชิงหมิงไม่เห็นเขามาปรากฏกายที่นี่
นอกจากเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว ในชาติพบนี้ต้วนชิงหมิงไม่ได้มีสหายมากมายนัก ทุกคนต่างมาที่นี่แล้ว เว้นเสียหลิว
ยวนเพียงคนเดียว
ต้วนชิงหมิงกะพริบตาปริบๆ โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจา
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องอยู่นั้น ต้วนอวี้ได้พูดขึ้นว่า “พี่หลิวยวนมีธุระนิดหน่อย ประเดี๋ยวก็
คงมาถึงแล้ว”
ดวงตาของเนี่ยไฉ่เยวี่ยกลับชะงักนิ่งงันในทันใด
ต้วนชิงหมิงบังอาจระลึกถึงหลิวยวน?
ประจวบเหมาะกับการที่ต้วนชิงหมิงหันไปเห็นดวงตาของเนี่ยไฉ่เยวี่ย จึงรีบพูดเป็นพัลวัน “อวี้เอ๋อร์ ต่อไปอย่า
เรียกหลิวยวนว่าพี่หลิวอีกแล้วนะ ให้เรียกว่าท่านพี่หลิว เข้าใจไหม?”
ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆ ด้วยความงงงวยเป็นที่สุด
ต้วนชิงหมิงสำทับว่าการเรียก “‘พี่’ เฉยๆ ต้องเป็นการเรียกคนที่มีเชื้อสายโลหิตเดียวกัน ไม่เรียกคนที่ต่างสาย
โลหิต ส่วนเจ้าตองเรียกว่า ‘คุณชาย’ เพื่อเป็นการให้ความเคารพ ฉะนั้นเจ้าต้องจำให้แม่นยำนะ”
“ท่านพี่ แต่ว่าพี่หลิวยวนเป็นพี่ชายของข้านี่หน่า?” ต้วนอวี้พูดอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
“การเรียกแบบนั้นย่อมทำได้เวลาอยู่ส่วนตัว หากอยู่ต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้ การเรียกแบบนี้อาจถูกมองว่าลามปาม
ได้ ต่อไปเจ้าก็ระวังขึ้นหน่อยแล้วกัน” ต้วนชิงหมิงตอบ
ต้วนอวี้บิดตัวไปมา พูดอย่างไม่ยอมยิน “แต่ อวี้เอ๋อร์มองหลิวยวนเป็นพี่ชาย ย่อมแสดงถึงการเคารพอยู่แล้วนี่”
ต้วนชิงหมิงแอบปรายตามองเนี่ยไฉ่เยวี่ยปราดหนึ่ง ก่อนพูดขึ้น “พี่ก็เห็นด้วยกับที่อวี้เอ๋อร์ว่ามา แต่น่าเสียดาย
คนที่จะคิดเหมือนเจ้าจะมีเพียงกี่คนกัน ถ้าแสดงออกว่าใกล้ชิดสนิทสนมมากเกินไป คนอื่นอาจคิดเป็นอื่นได้ อีกทั้งหลิว
ยวนก็จะทำตัวลำบากเหมือนกัน”
ต้วนอวี้ชำเลืองเห็น เนี่ยไฉ่เยวี่ยผ่อนคลายคิ้วที่ขมวดผูกกันออกอย่างช้าๆ เขาจึงเข้าใจสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดเมื่อครู่
ว่าต้องการพูดให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยฟังต่างหาก
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงไม่ได้คิดมากกับสิ่งที่พูดออกมา แต่ต้วนอวี้กลับฟังเป็นจริงเป็นจัง จนไม่สบายใจขึ้นมา