การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 583 ปัญหาที่พึ่งของเชวียหนิงหราน (3)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 583 ปัญหาที่พึ่งของเชวียหนิงหราน (3)
ทันใดนั้น เชวียหนิงหรานเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดอมยิ้มออกมา “พี่ใหญ่ดูสิ พี่รองจะทะเลาะกันแล้ว”
เป็นไปตามที่คิด เชวียหนิงซวนถูกต้วนอวี้ยั่วเย้าจนลมออกหู เขากำหมัดไว้แน่น ราวกับจะยกขึ้นมาชกต้วนอวี้ จน
ต้วนอวี้ถึงกับยิ้มเจื๋อนๆ ออกมาโดยไม่รู้จะพูดอะไร
สีหน้าที่ยิ้มแย้มในตอนแรกพลันมลายหายไป เขาชะเง้อชะแง้เริ่มมองหาเชวียหนิงหราน
ทางด้านเชวียหนิงหรานที่มองทั้งสองคนเกือบจะมีเรื่องกัน ก็ยิ้มมุมปากออกมาอย่างฝืนๆ
เชวียจื่อซวนมหันองดูต้วนอวี้กับเชวียหนิงซวน จากนั้นค่อยทอดสายตามองเชวียหนิงหรานเห็นใบหน้าของนาง
เต็มไปด้วยความทุกข์
เชวียหนิงหรานคงไม่รู้เรื่องกระมัง?
ไม่รู้ว่าหากนางล่วงรู้ความจริงขึ้นมา จะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างไรกัน
เมื่อวานนี้ เรื่องที่เชวียหนิงหรานอาจต้องออกเรือนถูกพูดถึงอีกครั้ง ครั้งนี้อีกฝั่ายเป็นคุณชายจางเย่ บุตรชายของ
ฮูหยินจาง
เมื่อพูดถึงจางเย่ เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนก็รู้จัก
จางเย่ผู้นี้เป็นคนเย่อหยิ่ง ทระนงตัว และหัวแข็งไม่ฟังอีร้าค้าอีรม ยิ่งไปกว่านั้น เขาชอบไปเที่ยวหาสตรีในหอ
คณิกาอยู่เนืองนิด
มิหนำซํ้า การไปในแต่ละครั้งของจางเย่มักไม่เหมือนกับผู้ใดทั้งสิ้น เนื่องจากเขามักเลือกแต่เด็กหนุ่มวัยขบเผาะ
หาได้เลือกอิสตรีไม่
ตามหลักธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว เรื่องการแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องออกเรือนของเชวียหนิงหรานนั้น เชวียจื่อซวน
กับเชวียหนิงซวนไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น
ทว่า ช่วงวัยที่สดใสบานสะพรั่งของสตรีนั้นมักมีอยู่เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น หากล่วงเลยผ่านไป เกรงว่าเอาจริงขึ้นมาจะ
ไม่ทันท่วงที
อีกอย่างนี่เป็นเพียงการพูดคุยเท่านั้น รอให้ปรึกษาหารือตกลงกันเรียบร้อย จากนั้นค่อยรอพี่ชายทั้งสองคน
แต่งงานให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ค่อยถึงตาที่นางจะได้ออกเรือน
ดูจากเวลานั้น น่าจะใช้เวลาประมาณสองสามปีเห็นจะได้
เนื่องจากเชวียหนิงหรานอายุได้สิบสามปีแล้ว อีกสามปีหลังจากนี้ อายุสิบหกแต่งงานออกเรือน ก็เป็นที่เหมาะสม
มากที่สุด
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนต่างคัดค้านเรื่องนี้คอเป็นเอ็น เพราะอย่างไรเสีย คนอย่างจางเย่และเชวียหนิงหราน
ไม่มีสิ่งใดที่เข้ากันได้แม้แต่น้อย เรื่องนี้ฮูหยินเชวียเคยลังเลจนตัดสินใจไม่ถูก ทว่าเชวียหย่งเฉียงกลับสนับสนุนอย่างเต็มที่
มิหนำซํ้ายังพูดอีกว่าให้รีบมาขอภายในปีนี้เลย
ฮูหยินเชวียได้พยายามปิดเรื่องนี้มาโดยตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นางพูดคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน จนเผลอพูดออก
มาโดยไม่ตั้งใจ ทว่านางได้เตือนเชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนให้ปิดปากให้สนิท อย่าได้แพร่งพรายให้เชวียหนิงหรานล่วง
รู้
เนื่องจาก ฮูหยินเชวียรู้สึกว่าการที่ช่วยเชวียหนิงหรานเลือกคู่ครองเป็นหน้าที่ที่บิดามารดาควรกระทำ ขอเพียง
เรื่องนี้ตกลงไปเรียบร้อยแล้ว ต่อให้เชวียหนิงหรานคัดค้านหัวชนฝาก็ไร้ประโยชน์
กลับเข้ามาที่เรื่องของเชวียหนิงซวนและต้วนอวี้
เชวียหนิงซวนหน้าแดงกํ่าออกมา และพูดกระชากเสียงอย่างไม่ไว้หน้า “ต้วนอวี้ ถ้าแน่จริงก็มาดวลกันตัวต่อตัว
จะเอาแต่ปากเก่งอย่างเดียว ไม่มีมากเท่าไหร่หรอก!”
ต้วนอวี้ได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่มโดยไม่ได้มีเสียง จากนั้นเขาหันไปโบกไม้โบกมือให้เชวียหนิงหราน “หนิงหราน ข้ามา
แล้ว”
เชวียหนิงหรานรอให้ต้วนอวี้เดินเข้ามาใกล้ก่อน จึงหัวเราะขึ้นมา “ต้วนอวี้ เจ้าทำให้พี่ชายรองโกรธเคืองเช่นนี้
ระวังจะโดนอัดโดยไ่รู้ตัว”
ต้วนอวี้จึงมองค้อนไปที่เชวียหนิงหรานหนึ่งที เอ่ยอย่างไร้เยื่อใย “จะบอกว่าข้าไปทำให้เขาโกรธ… ทำไมไม่บอก
ว่าเขาทำให้ข้าโกรธบ้าง? เจ้าก็เห็นนี่หน่า พวกเรายืนคุยกันอยู่ดีๆ เขาก็เข้ามาสอดจนสนทนาต่อไปไม่ได้เลย……”
ต้วนอวี้พูดไปพลาง หันไปมอง30ด้วยความน้อยเนื้อคํ่าใจ “หนิงหราน เจ้าลำเอียง เห็นชัดๆ ว่าพี่ชายรองแกล้งข้า
แต่เจ้ากลับบอกข้ากลั่นแกล้งพี่ชายรองของเจ้า”
เชวียหนิงหรานรู้สึกชะงักกับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมา จึงเอาแต่ยิ้มน้อยออกมาแทน “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าผิดไปแล้ว
พี่ชายรองของข้าต่างหากที่กลั่นแกล้งเจ้า เจ้าต้องการให้ข้าช่วยจัดการพี่ชายรองให้ไหม?”
ต้วนอวี้ยื่นมือขึ้นโบกอย่างภาคภูมิใจ พร้อมหัวเราะชอบใจออกมา “ไม่ต้องหรอก การให้สตรีไปจัดการเรื่องแทน
เท่ากับเสียหน้าเสียตาบุรษอย่างข้า”
ชั่วพริบตาเดียว ต้วนอวี้หันไปมองแกมยิ้มสะใจใส่เชวียจื่อซวน ก่อนจะพูดอย่างมีวาทศิลป “หนิงหราน พูดตาม
จริงแล้ว เขาเป็นพี่ชายของเข้า กลั่นแกล้งข้าบ้างอะไรบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรหรอกว่าไหม?”
เชวียหนิงหรานยิ้มออกมาอีกครั้ง
เชวียจื่อซวนเห็นสองคนนั้นกระซิบกระซาบกัน จนสายตาของเขาเปล่งประกายความไม่พอใจออกมา
ในเวลานี้ เชวียหนิงซวนรีบสาวเท้าขึ้นมา พอเห็นต้วนอวี้ยืนอิงแอบเชวียหนิงหราน จึงไอกระแอ่มออกมาหลายที
“ต้วนอวี้ เจ้า……”
เดิมทีเชวียหนิงซวนอยากบอกให้ต้วนอวี้รักษาระยะห่างจากเชวียหนิงหรานเสียหน่อย ทว่าเชวียจื่อซวนได้ใช้
สายตาที่แน่นิ่งมองมา ทำเอาเชวียหนิงซวนรีบปิดปากเงียบไม่กล้าพูดต่อ
เชวียหนิงหรานพูดยิ้มๆ “พี่ชายรอง ต้วนอวี้ทำให้โกรธเคืองใช่หรือไม่? ท่านพี่บอกข้ามา ประเดี๋ยวข้าช่วยจัดการ
เขาให้!”
เชวียหนิงซวนเขยิบตัวเข้าใกล้เชวียหนิงหราน ราวกับล่วงรู้ถึงจิตใจที่เต็มเปียมด้วยความสุขและความใสสดของ
นาง ที่เหมือนท้องฟั้าย่อมสดใสหลังเมฆฝนพ้นผ่าน หรือเหมือนกับมวลบุปผาที่แย้มผลิหลังต้องแสงตะวัน
นั่นเป็นความรู้สึกที่ใครเห็นเป็นอันต้องหลงใหล
ทันใดนั้น เชวียหนิงซวนนึกขึ้นมาได้ ยามใดที่เชวียหนิงหรานดีใจมักเผยยิ้มออกมา ที่มุมปากอย่างอ่อนโยน โดย
สามารถดึงดูดทุกสายตาที่พบเห็น
พูดได้ว่า ตั้งแต่เล็ก เชวียหนิงซวนแทบไม่ได้เห็นเชวียหนิงหรานยิ้มอย่างดีใจเช่นนี้มานานมากแล้ว
ต้วนอวี้ยืนอิงแอบเชวียหนิงหราน โดยใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งไม่แตกต่างจากพี่ใหญ่มองเชวียหนิงหรา
นแม้แต่น้อย เพียงแต่มีบางอย่างที่เชวียหนิงซวนยังอธิบายไม่ถูก
พอเชวียหนิงซวนและเชวียจื่อซวนได้สบตากัน ทั้งสองคนต่างเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้สองคนที่ไม่ได้
มีทางครองคู่กันอยู่โดยไร้คนขวางหูขวางตาอย่างพวกเขา
เมื่อเดินพ้นประตูออกมา เชวียหนิงซวนที่ปากกับใจตรงกัน จึงพูดอย่างไม่พออกพอใจ “พี่ใหญ่ ข้าไม่เข้าใจเลย
จริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ต้วนอวี้ก็มีคนอื่นอีกมากมายก่ายกอง… เหตุใดจะต้องเป็นจางเย่ด้วย… จางเย่ผู้นั้นนิสัยใจคอเป็นเช่นไร
ท่านพี่กับข้าย่อมอยู่ดีอยู่แก่ใจ พวกเรากำลังผลักไสไล่ส่งให้เชวียหนิงหรานตกลงไปในเหวลึกหรือ?”
เมื่อคิดภาพที่เชวียหนิงหรานยิ้มเมื่อครู่นี้ เชวียหนิงซวนกลับรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
เชวียจื่อซวนถอนหายใจออกมา ก่อนพูดเพียงว่า “หนิงซวนอย่าได้ใจร้อนไป น้องรองอายุยังน้อย รออีกสามปี ไม่
แน่นางอาจเปลี่ยนใจไปแล้วก็เป็นได้”
เพียงแต่ว่าการปรึกษาเรื่องการแต่งงานได้ข้อสรุปแล้ว หากไม่ใช่เรื่องร้ายแรงย่อมไม่สามารถยกเลิกได้ ต่อให้เป็น
ความผิดของฝั่ายชาย ทว่าได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับสตรี
เชวียหนิงซวนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “สามปี… สามปีเท่านั้น หากสามปีผ่านไปยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงละ? น้อง
สามจะต้องออกเรือนไปกับพวกวิตถารอย่างจางเย่?”
นํ้าเสียงของเชวียหนิงซวนพูดดังลั่นกระทั่งได้ยินไปไกล เชวียจื่อซวนสีหน้าเปลี่ยนสีหน้านิดหน่อย แต่เมื่อเชวียจื่อ
ซวนกำลังจะบอกให้เชวียจื่อซวนอย่าได้เสียงดังไป ด้านหลังของพวกเขาก็มีเสียงต้วนอวี้ดังขึ้นมา “ท่านทั้งสองอยู่ตรงนี้
นี่เอง มิทราบว่าอวี้เอ๋อร์และคนอื่นๆ อยู่ไหนเอ่ย?”
ครั้งนี้ เชวียหนิงซวนรู้สึกใจคอไม่สงบขึ้นมาอีกแล้ว
คำพูดเมื่อครู่ หากคนอื่นได้ยินเข้า ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงแม้คนคนนี้จะเป็นหลิวยวน แต่เชวียหนิงซวนก็ยัง
ไม่ไว้ใจอยู่ดี
เชวียจื่อซวนหันไปทักทายหลิวยวนด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง “พวกเขาอยู่กันข้างใน ส่วนน้องรองของข้าเพิ่งมีปาก
เสียงกับต้วนอวี้นิดหน่อย ข้าจึงพาเขาออกมาพูดคุยด้านนอก”
หลิวยวนยิ้มออกมา จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องกับเชวียจื่อซวน
การมาของหลิวยวน เป็นเหมือนการโยนหินใหญ่มหึมาลงไปในทะเลสาบที่นิ่งสงบ นอกจากพี่น้องตระกูลเชวียไม่
ได้พูดคุยเป็นพิเศษ คนอื่นๆ ก็พูดยิ้มแย้มไปตามมารยาท
หลิวยวนหันไปหาต้วนชิงหมิง “อวี้เอ๋อร์ วันนี้ที่เรียกพี่มาที่นี่ ต้องการบอกเรื่องดีอะไรกับพี่กัน……”
หลิวยวนเอ่ยให้ทุกคนในที่นั้นฟัง “ที่ประตูมีลูกค้ายืนอออยู่มากมาย รถม้าต่างสัญจรเข้ามาไม่ได้ มิหนำซํ้าตอนที่
แหวกฝูงคนเข้ามาก็เกือบถูกชนจนล้ม……”
คราวนี้ หลิวยวนหันไปพูดกับต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ไปตามหาคนอื่นมากขนาดนี้ เพื่อมาต้อนรับข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ซะที่ไหนละ วันนี้คนเหล่านี้ไม่มีข้าวกินจึงไม่ยอมกลับไปโดยดี” ต้วนอวี้ยิ้มตอบ
หลิวยวนได้ฟังจึงพูดอย่างแปลกใจออกมา “อวี้เอ๋อร์ อย่าบอกนะว่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นของเจ้า?”
“ทำไมกัน ข้าจะเป็นเจ้าของบ้างไม่ได้หรือ?” ต้วนอวี้พูด
ประโยคนี้ทำเอาเชวียหนิงหรานถึงกับขำออกมา “โอ้โห ต้วนอวี้ เจ้าอย่าพูดเฉไฉไปหน่อยเลย เจ้าสามารถเปิด
โรงเตี๊ยมห้องใหญ่ขนาดนี้ได้ ข้าก็……”
ทันทีที่คำพูดเมื่อครู่สิ้นสุดลง เชวียหนิงหรานรู้สึกถึงสายตาที่ลุกวาวของต้วนอวี้จับจ้องมาไม่กระพริบ ทำเอานาง
ถึงกับพูดมิออก