การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 586 ยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว
คนหนึ่งเป็นสหายคนสนิท อีกคนเป็นน้องชายเพียงคนเดียว จุดนี้เองที่คนอื่นอาจไม่เข้าใจเท่ากับต้วนชิงหมิงเอง
พูดได้ว่า ในใต้หล้าแห่งนี้ ในใจของต้วนชิงหมิงไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่าน้องชายที่ชื่อต้วนอวี้ และไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่ง
กว่ามิตรภาพจากสหายคนสนิทอย่างเชวียหนิงหราน เพราะฉะนั้นสำหรับต้วนชิงหมิงแล้ว ทั้งน้องชายและเชวียหนิงหรา
นจึงเป็นคนที่มิสามารถให้ขาดหายไปจากชีวิตได้
หลิวยวนเข้าใจความคิดความอ่านของต้วนชิงหมิง ทว่าเขายังไม่ล่วงรู้ ว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้ผ่านร้อยผ่าน
หนาวมามากกว่าเขาเสียอีก
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมีสีหน้าเศร้าสร้อยขึ้นมา หลิวยวนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจตามเขาไปด้วย เขาจึงยื่นมือออกไป
จับแขนต้วนชิงหมิงโดยไม่รู้ตัว พูดด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจว่า “ชิงหมิง เจ้าวางใจได้ ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นมา พี่จะต้อง
อยู่ข้างกายเสมอ!”
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะตกอยู่ในสภาพแบบไหน หลิวยวนยินยอมพร้อมใจพี่จะคอยเคียง
ข้าง โดยไม่ทอดทิ้งนางไปไหน
การพูดอย่างกะทันหันของหลิวยวน ทำให้สายตาของต้วนชิงหมิงเปล่งกระกาย ใบหน้าแดงกํ่าขึ้นมา “เรื่อง
นี้……”
หลิวยวนจึงสัพยอกต้วนชิงหมิงไปว่า “เรื่องนี้อะไร? เรื่องนี้ทำไมกัน?”
มือที่เย็นชืดของต้วนชิงหมิงถูกมือที่ใหญ่และร้อนนิดๆ ของหลิวยวนจับไว้ ทำให้นางรู้สึกสะดุ้งโหยงขึ้นมา จนต้อง
รีบชักมือกลับ พูดเสียงตํ่า “แต่ว่า เรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยากเสียหน่อย”
ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำเรื่องนี้ แต่เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างลำบากไปเสียหน่อย
บางครั้งการเป็นหนี้บุญคุณนั้น อาจต้องคิดค้างทางความรู้สึกไปชั่วชีวิต และสิ่งที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น คือไม่
อยากติดค้างหลิวยวนนี่แหละ
ต้วนชิงหมิงสูดหายใจเข้าไปลึกๆ ก่อนถอยหลังกลับไปสองก้าว และยืนนิ่งพูดเสียงเย็นชา “เรื่องนี้ไม่ต้องให้พี่หลิว
ต้องเป็นกังวลหรอก”
ต้วนชิงหมิงดึงมือกลับหน้า ทำให้หลิวยวนรู้สึกใจหาย แต่เมื่อเห็นนางหน้ายังคงแดง ก็พยายามระงับรอยยิ้มให้
หุบลง เอ่ยเสียงเรียบแทน “เจ้ากับพี่ต้องพูดห่างเหินกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าหลิวยวนกำลังเข้าใจความหมายที่นางต้องการสื่อผิดไป
ความเข้าใจผิดนั้น เป็นเหมือนไข่มุกที่ร้อยเป็นสร้อย หากตรงกลางขาดสะบั้นลง ก็ไม่มีทางกลับมาร้อยเรียงให้
กลับมาเป็นดังเดิมได้
ต้วนชิงหมิงเห็นสายตาที่มีความหวังดีออกมาจากใจจริงของหลิวยวน ก็ทำเอานางรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเหมือนกัน
หากนางไม่อธิบายให้เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเวลานี้ คงจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว
ใครจะไปรู้ได้ ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังจะอ้าปากอธิบาย ในตอนนั้นได้คนสวมชุดคลุมสีแดงแวบเข้ามาโอบกอด
นางจากด้านหลังไว้แนบแน่น ทั้งยังพูดด้วยนํ้าเสียงที่ดังลั่น “ชิงหมิง เจ้าอยู่ที่นี่นี่เอง รู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้าไปตามหาเจ้าที่
จวนถึงสองครั้งสองครา ก็ไม่พบหน้า… เจ้านี่นะ ให้ข้าตามหาจนเหนื่อยเสียจริง!”
นํ้าเสียงชัดเจนและการพูดที่ฉับไว จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกเสียจากองค์หญิงอวี้หลัว
ต้วนชิงหมิงถูกองค์หญิงอวี้หลัวเข้ามาโอบกอดโดยไม่ทันตั้งตัว และเข้ามาสอดแทรกระยะห่างระหว่างต้วนชิงหมิ
งกับหลิวยวน
ด้วยการถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว หน้าผากของต้วนชิงหมิงได้โขกเข้ากับหน้าผากขององค์หญิงอวี้หลัว กระดูกที่
แข็งกระทบหากันส่งเสียงดังขึ้นมา ทำเอาองค์หญิงอวี้หลัวเบือนปากด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่ต้วนชิงหมิงมึนหัว
ตาลาย
ต้วนชิงหมิงพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดท้ององค์หญิงอวี้หลัว พูดเชิงตำหนิ “องค์หญิงอวี้หลัวเกิดอะไรขึ้น
อยากจะโขกให้ข้าเวียนหัวสลบจนตายไปเลยใช่ไหม?”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ฟังกลับไม่สนใจคำพูด แต่เลือกที่จะหัวเราะคิกคักออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “แน่นอนว่าข้า… ไม่
อยากให้เจ้าสลบจนตายหรอก เจ้ารู้หรือไม่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากให้เจ้าถึงกับความตาย แต่หนึ่งในนั้นไม่มีองค์หญิง
อย่างข้าแน่นอน”
ต้วนชิงหมิงได้แต่แหงนหน้ามองบน ไว้อาลัยให้กับความไม่น่าเชื่อถือขององค์หญิงอวี้หลัว
องค์หญิงอวี้หลัวใช้แววตาที่กลมใหญ่ของนางจ้องมองต้วนชิงหมิงทั้งตัว ก่อนหัวเราะหัวร่อออกมาอย่างชอบใจ
“ชิงหมิงมาที่นี่ได้ยังไง? ใช่แล้ว ต้วนอวี้อยู่ไหนเอ่ย?”
ต้วนชิงหมิงใช้นิ้วชี้ไปทางต้วนอวี้ที่กำลังเหม่อลอย “เจ้ามาตามหาอวี้เอ๋อร์?”
ต้วนชิงหมิงสาบานในใจ หากองค์หญิงอวี้หลัวตอบรับว่า “ใช่” นางจะเหยียบเท้าองค์หญิงในทันที
เนื่องจากก่อนเกิดเรื่องขึ้นกับเหยียนหลิ่งอวี๋ องค์หญิงอวี้หลัวมักไปมาหาสู่พูดเล่นกับต้วนชิงหมิงแทบทุกวัน แต่
หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกลอบทำร้ายในครั้งนั้น ความสนใจทั้งหมดขององค์หญิงอวี้หลัวกลับจับจ้องไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋
ประเดี๋ยวถามถึงอาการของเหยียนหลิ่งอวี๋ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ประเดี๋ยวก็ถามเหยียนหลิ่งอวี๋จะมาได้เมื่อไหร่
เมื่อต้วนชิงหมิงฟังมากเข้าพลันรู้สึกรำคาญใจขึ้นมา โดยปกติแล้ว องค์หญิงอวี้หลัวจะมีองค์ชายชิงตั๋วผู้เป็นพี่ชาย
คอยจัดการดูแล มิให้นางทำเรื่องเกินเลย แต่พอชิงตั๋วเกิดเรื่องขึ้นมาเท่านั้น องค์หญิงอวี้หลัวกลับรีบเผ่นแน่บไปแล้ว
เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวหันหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว ต้วนชิงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมา ดูท่าแล้ว
คำถามที่องค์หญิงอวี้หลัวจะพูดต่อไปต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างแน่นอน
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับไม่ได้รู้สึกสนิทกับเหยียนหลิ่งอวี๋มากขนาดนั้น หากพูดจากใจจริงแล้ว เป็นเพราะความแค้นที่
มีต่อกันต่างหากทำให้ต้อวพบเจอกัน จนทำให้ทุกคนพลอยเข้าใจผิดไปว่านางคุ้นเคย และรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเหยี
ยนหลิ่งอวี๋
นึกไม่ถึงว่า องค์หญิงอวี้หลัวจะกะพริบตาปริบๆ และถามต้วนชิงหมิงขึ้นมา “เห้อ ชิงหมิงบอกความจริงมาสิ วัน
นี้เจ้าไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋มาหรือยัง?”
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างประหลาดใจ “องค์หญิงรู้ได้ยังไง?”
“มีอะไรบ้างที่ข้าจะไม่รู้เล่า?” องค์หญิงอวี้หลัวเบะปาก
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าองค์หญิงอวี้หลัวคิดมากเกินเลยไปแล้ว นางจึงยิ้มเจื่อนๆ “องค์หญิงอย่าเข้าใจผิดไป วันนี้ชิงหมิง
ไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋จริง แต่ทำไมองค์หญิงถึงรู้รวดเร็วปานนี้?”
องค์หญิงอวี้หลัวอยากเปิดกะโหลกของต้วนชิงหมิงออกมาดูให้รู้แล้วรู้รอดว่าข้างในมีอะไรกันแน่ นางจึงพูดอย่าง
ไม่ชิงชังว่า “หาว่าเจ้านี่ปัญญานิ่มก็คงไม่ผิดแปลกอะไร… เจ้ารู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ที่เหยียนหลิ่งอวี๋เริ่มปั่วยตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ให้
ใครเข้าพบเลย เจ้ารู้ตัวไหมว่าเป็นคนที่ถูกยกเว้น เจ้าคำใจคำว่ายกเว้นไหม?”
ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
เนื่องจากนางยังไม่เคยคิดเรื่องในจุดนี้มาก่อน
บัดนี้ดูแล้วนางคงละเลยไปแล้วจริงๆ เพราะว่ามีผู้คนต่างมายืนรออยู่นอกคฤหาสน์มากมาย แต่เหยียนหลิ่งอวี๋
กลับให้คนเหล่านั้นยืนอยู่นอกประตู ดูท่าแล้ว องค์หญิงอวี้หลัวก็คงเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นสิท่า
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิดไว้ เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวเห็นท่าทีงวยงงของต้วนชิงหมิง นางก็กระทืบเท้าตึงตังอย่าง
โกรธๆ “ชิงหมิง เจ้ายังไม่เห็นข้าเป็นสหายคนสนิทสิน่ะ… เจ้าไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ไม่ยอมบอกข้า ต้องให้ข้าตามหาเจ้า
อยู่นานสองนาน”
“อันที่จริง ชิงหมิงก็ก็ถูกกันไว้ด้านนอกเหมือนกัน สุดท้ายเหยียนหลิ่งอวี๋ออกคำสั่งถึงจะเข้าไปด้านในได้” ต้วนชิง
หมิงตอบ
องค์หญิงอวี้หลัวเห็นต้วนชิงหมิงแสร้งทำเป็นไม่ประสีประสาในสิ่งที่นางพูด จึงแสดงสีหน้าที่ดูถูกดูแคลนพร้อม
เอ่ยปากว่า “ยังไงข้าก็ไม่เชื่อ ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด” จากนั้นองค์หญิงส่ายหน้าไปมา ก่อนพูดต่อไป “เห้อ! ชิงหมิงรู้หรือไม่
เจ้ากลายเป็นศัตรูของทุกคนไปแล้ว”
มีหรือที่ต้วนชิงหมิงจะคิดลํ้าลึกถึงจุดนี้ได้?
เป็นที่รู้ว่าชื่อ “เหยียนหลิ่งอวี๋” สามพยางค์นี้กลายเป็นที่สนใจของทุกคนในเมืองหลวง ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดหรือ
พูดอะไรย่อมส่งผลไม่มากก็น้อย บัดนี้ ทุกคนต่างถูกปฏิเสธให้เข้าพบ มีเพียงต้วนชิงหมิงที่สามารถเข้าไปได้ ดังนั้นไม่น่า
แปลกใจหากนางจะกลายเป็นศัตรูของคนเหล่านั้นไปแล้ว
ทันใดนั้น องค์หญิงอวี้หลัวจับมือของต้วนชิงหมิงขึ้นมา พูดด้วยใบหน้าที่เปียมไปด้วยความหวัง “ชิงหมิงเอ๋ย เมื่อ
ไหร่ที่เจ้าไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋อีกครั้ง ให้พาข้าไปด้วยจะได้ไหม?”
“ชิงหมิงอาจไม่มีอำนาจตัดสินใจได้” ต้วนชิงหมิงตอบ
เพราะอย่างไรเสีย ต้วนอวี้ที่เข้าออกได้เป็นปกตินั้น พอพาต้วนชิงหมิงมาด้วยก็ถูกกันไว้นอกประตู ถ้าต้วนชิงหมิง
พาคนไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ แม้แต่นางก็คงต้องถูกกันไว้ข้างนอกเหมือนตอนไปกับต้วนอวี้ อีกทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้
คือเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยากพบใครหน้าไหน ต่อให้เป็นองค์หญิงอวี้หลัวไปด้วยตัวเองก็คงไม่ได้พบเข้ากระมัง
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าไปมาเมื่อครุ่นคิดถึงหลักเหตุและผล “องค์หญิง สภาพของเหยียนหลิ่งอวี๋ในตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดี
นัก การปั่วยครั้งนี้ของเขาช่างหนักหนาสาหัสเป็นอย่างมาก เขาจึงไม่มีกระจิตกระใจพบหน้าใครทั้งสิ้น……”