การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 588 ความหวาดกลัวขององค์หญิงอวี้หลัว
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ต่างหันหน้ามองกันด้วยคิดไม่ถึงว่าองค์หญิงอวี้หลัวจะยอมถอยให้ เนื่องจากองค์หญิงอวี้
หลัวปกติไม่ค่อยยอมใครง่ายๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิง?
เป็นที่รู้ดีว่า องค์หญิงอวี้หลัวมีความสามารถตามติดแจไม่ปล่อย จนต้วนชิงหมิงรู้สึกรำคาญไม่น้อย
อย่างไรเสีย ในเวลานี้ต้วนชิงหมิงค่อยโล่งอกไปที องค์หญิงอวี้หลัวไม่ร้องเรียกอยากไปพบเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว
แต่เรื่องราวกับไม่ง่ายดายอย่างที่ต้วนชิงหมิงคิดไว้ ทันใดนั้น องค์หญิงอวี้หลัวได้จับมือของต้วนชิงหมิง เอ่ยขึ้น
“ชิงหมิงตามข้ามาทางนี้หน่อย”
ต้วนชิงหมิงถามขึ้น “จะไปไหนหรือองค์หญิง?”
“ก็ไปหาพี่ชายของข้ายังไงละ!” องค์หญิงอวี้หลัวหัวเราะคิกคัก
หลังจากต้วนชิงหมิงได้ฟังรีบดึงมือออกมาทันใด “เอาไว้ครั้งหน้าค่อยไปแล้วกัน วันนี้ชิงหมิงยังมีเรื่องอื่นที่ยังต้อง
ทำอยู่”
“ไม่ได้ พี่ชายของข้ากว่าจะหาเวลาได้ยากเย็นเหลือเกิน ตอนนี้พอคำสั่งพระราชทานงานอภิเษฏให้ จากนั้นพวก
เราก็จะกลับที่ราบทุ่งหญ้าแล้ว” องค์หญิงอวี้หลัวส่ายหน้า
ครั้งนี้องค์หญิงอวี้หลัวฉลาดขึ้นมาแล้ว นางเรียนรู้ว่าต้องพูดว่า “ไปเป็นเพื่อนข้ากับพี่ชาย” แทนที่จะใช้คำว่า “พี่
ชายข้า” ธรรมดา
ต้วนชิงหมิงหันหน้าไปดูต้วนอวี้ที่กำลังยืนเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พลางพูดอย่างจนปัญญา “องค์หญิงก็
เห็นแล้วนี่หน่า วันนี้อวี้เอ๋อร์จิตใจไม่อยู่กับตัวจึงต้องคอยดูแลอย่างไม่ห่าง ส่วนเรื่องพี่ชายขององค์หญิง วันหลังชิงหมิง
ค่อยไปจะได้ไหม?”
ทางด้านหลิวยวนเอาแต่ครุ่นคิดกับคำที่องค์หญิงอวี้หลัวเอ่ยว่า “พระราชทานงานอภิเษก” อย่างร้อนใจ เขาจึง
ถามขึ้นว่า “ที่องค์หญิงกล่าวเมื่อครู่ว่าจะพระราชทานงานอภิเษก เป็นงานของใครกกับใครกันหรือ?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นของพี่ชายข้าอยู่แล้ว……” องค์หญิงอวี้หลัวพูดยิ้มๆ
เมื่อพูดออกมาได้เพียงครึ่งเดียว องค์หญิงอวี้หลัวกลับพูดเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด “แน่นอนว่า ถ้าพระราชทาน
งานอภิเษกให้ข้ากับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้วละก็ ข้าจะดีใจเป็นล้นพ้นเลยหล่ะ”
ในตอนนั้นเอง ต้วนชิงหมิงชำเลืองมองหลิวยวนไปหนึ่งที
หลิวยวนจึงรีบอธิบายขึ้นมา “ชิงหมิงคงยังไม่รู้สิท่า การมาที่ต้าเซี่ยขององค์ชายชิงตั๋วและองค์หญิงอวี้หลัวในครั้ง
นี้ สิ่งที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือการขอพระราชทานงานอภิเษกสมรส ไม่กี่วันมานี้ ฝั่าบาทได้ตัดสินพระทัยเลือกคนที่สมควรไว้
แล้ว อีกไม่นานคงมีพระราชโองการลงมาแล้ว”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
“ชิงหมิง เหตุใดไม่เป็นกังวลเลยหรือ?” หลิวยวนพูดอย่างฉงนใจ
“ข้าต้องกังวลอะไรด้วยอย่างนั้นหรือ?” ต้วนชิงหมิงถามด้วยความรู้สึกพิลึก
เพียงแต่ว่าเรื่องการพระราชทานงานอภิเษกสมรสเป็นเรื่องของราชวงศ์ ดังนั้น สตรีธรรมดาสามัญอย่างนั้น แม้ว่า
จะต่อแถวรอนานเพียงใด ก็ไม่มีทางมาถึงนางได้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลด้วยประการทั้งปวง
ในส่วนขององค์ชายชิงตั๋วที่รูปลักษณ์หล่อเหลา นิสัยใจคอดี ดูแล้วเป็นที่พึ่งให้กับสตรีได้อย่างแน่นอน ฉะนั้น ไม่
ว่าองค์หญิงคนไหนได้อภิเษกกับเขาจะต้องสมปรารถนาอย่างแน่นอน
สายตาของหลิวยวนแปรเปลี่ยนไป จู่ๆ เขาถามเสียงเบาขึ้นว่า “ชิงหมิงรู้หรือไม่? การพระราชทานงานอภิเษกใน
คราวนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เนื่องจากไม่ได้มาจากการตัดสินพระทัยของฝั่าบาท ทว่ามาจากการเลือกขององค์ชายชิงตั๋ว
ต่างหาก”
ต้วนชิงหมิงได้ยินดังนั้น ถึงกับหัวเราะอย่างเก็บอาการไม่อยู่ “หลิวยวนอยากพูดอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ความหมายที่ข้าต้องการบอกก็คือ องค์ชายชิงตั๋วสามารถเลือกคนที่อยากอภิเษกได้เองนะสิ” หลิวยวนพูดเสียง
อ่อมแอ่ม
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปมองหน้าองค์หญิงอวี้หลัว
หลิวยวนพูดออกมาได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว หากองค์ชายชิงตั๋วมีสตรีที่อยู่ในใจแล้ว ก็สามารถขอ
พระราชทานงานอภิเษกสมรสได้ในทันที
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นหลิวยวนพูดละลํ่าละลัก องค์หญิงอวี้หลัวที่อดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จึงยื่นมือขึ้นไปดึงชาย
เสื้อของต้วนชิงหมิง เอ่ยขึ้น “ชิงหมิง รีบไปกับข้าเร็ว พี่ชายของข้าอยู่ข้างหน้านี้เอง เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว”
ต้วนชิงหมิงรีบดึงมือของนางกลับมา ส่ายหน้าไปมาและเอ่ยขึ้น “องค์หญิง รบกวนช่วยบอกพี่ชายขององค์หญิง
หน่อย ชิงหมิงมีธุระมิสามารถไปได้จริงๆ”
องค์หญิงอวี้หลัวพลันพูดด้วยสีหน้าไม่ค่อยเป็นสุขเท่าไหร่ “ชิงหมิง พวกเรายังเป็นสหายกันอยู่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าไปมา
สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันใด ต้วนชิงหมิงจึงตอบกลับว่า “พวกเรายังเป็น
สหายที่ดีดังเดิม”
“ในเมื่อเป็นสหายที่ดีต่อกัน ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว รีบไปพบพี่ชายของข้าก่อนได้ไหม?” องค์หญิงอวี้
หลัวพูดอย่างโล่งอก
“ปล่อยพี่สาวของข้านะ!” จู่ๆ มีมือเข้ามาแทรกกลางให้มือของชิงหมิงกับองค์หญิงอวี้หลัวหลุดออกจากกัน จาก
นั้นสอดแทรกตัวเข้ามาระหว่างสองคน องค์หญิงอวี้หลัวถูกคนคนนั้นเข้ามาเหยียบขา จนมิทันได้ใส่ใจกับความเจ็บปวดที่
เป็นอยู่
ต้วนอวี้มองไปที่องค์หญิงอวี้หลัว เอ่ยขึ้น “ในเมื่อพี่สาวของข้า บอกแล้วว่ามีธุระ จึงมิสามารถอยากำแหาพี่ชาย
ของเจ้าได้ การที่มาฉุดกระชากลากถูด้วยกำลังคงน่าเบื่อน่าดู”
องค์หญิงอวี้หลัวอ้าปากค้างเพียงเล็กน้อย โดยไม่พูดอะไรเลย
ต้วนชิงหมิงที่เห็นดังนั้น รีบเข้าไปช่วยองค์หญิงอวี้หลัวเอาไว้ “อวี้เอ๋อร์จะพูดอย่างนี้กับองค์หญิงอวี้หลัวมิได้”
ต้วนอวี้ไม่ได้หันไปค้อนต้วนชิงหมิง กลับเลือกหันไปทางองค์หญิงอวี้หลัว พูดเอ่ยอย่างเย็นชา “ใครใช้ให้นางตาม
ติดท่านพี่ด้วย?”
จนเวลาผ่านไปเนิ่นนานพอสมควรแล้ว ต้วนอวี้ยืนจ้องมององค์หญิงอวี้หลัวที่กำลังเหม่อลอยจนขาดสติ พลางเอ่ย
ว่า “เด็กน้อย”
ต้วนอวี้เอามือท้าวสะเอว หันไปทางองค์หญิงอวี้หลัว แล้วเอยขึ้น “ติดตามข้าอย่างนั้นหรือ ถ้าเขามีความสารถ
จริงก็ใช้ได้”
องค์หญิงอวี้หลัวโกรธต้วนอวี้จนพูดไม่ออก
ต้วนอวี้ไม่สนใจมององค์หญิงอวี้หลัวแม้แต่น้อย เขากลับตัวแล้วเดินเข้าไปลากต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนเดินออกไป
“ท่านพี่ พี่หลิว พวกเราไปกันเถอะ ไม่ต้องสนใจคนสติไม่ดีหรอก”
ต้วนชิงหมิงหันกลับไปมององค์หญิงอวี้หลัวด้วยแววตาเปียมไปด้วยการขอโทษที่ส่งออกมา “องค์หญิงกลับไป
ก่อนเถิด วันนี้อวี้เอ๋อร์อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ชิงหมิงต้องอยู่คอยดูแลน้องพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงอวี้หลัวกระทืบเท้าตึงตังด้วยความไม่พอใจ
ทว่าในที่นั้นไม่มีใครสนใจแยแสนางแม้แต่น้อย ด้านต้วนชิงหมิงก็รีบเดินขึ้นรถม้าตามต้วนอวี้ไป
เมื่อต้วนชิงหมิงเดินจากไปแล้ว จึงเหลือเพียงองค์หญิงอวี้หลัวยืนอยู่เพียงผู้เดียว นางได้แต่กัดฟันกรอดๆ มอง
ตามหลังต้วนชิงหมิงไป พูดโกรธๆ “ชิงหมิงเจ้าซื่อบื่อ ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่แท้ๆ ยังไม่รุ้ตัวอีก?”
ถ้าไม่ฟังคำพูดของข้า แล้วเจ้าจะฟังใครได้อีก
ในเวลานี้ เมื่อรถม้าของต้วนชิงหมิงขับออกไป ด้านหลังขององค์หญิงอวี้หลัวdกลับมีเสียงที่เย็นชาเรียกนางขึ้นมา
“องค์หญิงอวี้หลัวทำไมถึงอยู่ที่นี่ละ? กำลังรอใครกระผมอยู่ใช่ไหม?”
เมื่อองค์หญิงได้ยินสีหน้าเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
เบื้องหน้าขององค์หญิงในเวลานี้ เป็นบุรุษหนุ่มที่มีรูปโฉมหล่อเหลา ดวงตาแหลมคม คนคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้
นอกเสียจากเหยียนหลิ่งรุ่ยหรือองค์ชายสองนั่นเอง
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวเห็นเหยียนหลิ่งรุ่ยรีบถอยผงะลงไปสองก้าว ก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปโดยรอบ พูดอย่าง
ระแวดระวัง “เหยียนหลิ่งรุ่ย เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เหยียนหลิ่งรุ่ยมองดูองค์หญิงอวี้หลัวแล้วยิ้มชอบใจออกมา “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
องค์หญิงอวี้หลัวสวนกลับว่า “ข้ามาทำอะไรนี่ มันเกี่ยวกับเจ้าด้วยหรือ?”
“อย่างนั้นกระผมมาทำอะไรที่นี่ ก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้องค์หญิงเหมือนกัน?” เหยียนหลิ่งรุ่ยตอกกลับนิ่มๆ
สิ่งที่เหยียนหลิ่งรุ่ยพูดออกมาทำเอาองค์หญิงอวี้หลัวถึงกับพูดมิออก
ถนนหนทางเป็นของทุกผู้คน ใครอยากสัญจรไปไหนมาไหนย่อมได้ทำได้ตามใจปรารถนา
จากนั้นองค์หญิงอวี้หลัวก็สะบัดหน้าเดินจากไป โดยไม่ต่อล้อต่อเถียง
เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวจากไปแล้ว เหยียนหลิ่งรุ่ยก็ไม่ได้พูดรั้งไว้แต่อย่างใด เพียงแต่เอ่ยเสียงเรียบขึ้นประโยค
“กระผมอยากบอกองค์หญิงว่าอย่าได้ยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องคนอื่น เพราะผลที่ตามมานั้น องค์หญิงรับไว้ไม่ไหวอย่าง
แน่นอน อีกอย่างไม่มีใครที่จะคุ้มกะลาหัวองค์หญิงได้อย่างแน่นอน”
องค์หญิงอวี้หลัวรีบหันหน้ากลับมาพูดอย่างขัดเคืองว่า “เหยียนหลิ่งรุ่ย เจ้าบังอาจมาสืบเรื่องของข้า?”
เหยียนหลิ่งรุ่ยหลักไหล่ผายมือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มองไปทางองค์หญิงอวี้หลัว “กระผมไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น
หรอก ถ้าจะสืบทั้งทีก็จะสืบคนที่มีประโยชน์มากกว่านี้ เพราะข่าวที่สืบมามีค่ามีราคามากกว่าเสียอีก”
ทันใดนั้น องค์หญิงอวี้หลัวถึงกับหน้าซีดตัวช้าขึ้นมา
นางไม่อยากแยแสเหยียนหลิ่งรุ่ยจนเต็มประดา จึงรีบสะบัดหันหน้าหันเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับด้านหลังมี
ปีศาจน่าเกลียดน่ากลัวไล่ตามหลังมา
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวเดินจากไปไกลแล้ว เหยียนหลิ่งรุ่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิม ด้วยท่าทางแน่นิ่ง ไม่มีสัญญาณจะเอ่ย
เหนี่ยวรั้งแต่อย่างใด