การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 589 สหายเก่า
ในยามนี้แสงตะวันคล้อยตัวใกล้ลาลับนภาไป ผู้คนต่างเร่งรีบจอแจเดินทางกลับบ้านเรือนของตน กันอย่าง
พลุกพล่าน
เหยียนหลิ่งรุ่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิม ปรายตามองไปทางองค์หญิงอวี้หลัวด้วยแววตาที่มิอยากให้จาก จากนั้นเขาได้พูด
พึมพำขึ้นมาว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋ หากเจ้าต้องตายก็คงไม่รู้ว่าตายในนํ้ามือของใครหรอก ข้าเชื่อว่าถึงตอนนั้น เจ้าต้อง
ตกใจอย่างหนักกับสิ่งที่รับรู้……”
เหยียนหลิ่งรุ่ยพูดไปทางพร้อมกับพยักหน้าด้วยความเสียดาย “ข้านี่อยากเห็นหน้าเจ้าเสียเหลือเกินเหยียนหลิ่งอ
วี๋ แต่น่าเสียดายที่ไม่น่ามีโอกาสนั้นอีกแล้ว เพราะว่าตัวเจ้าและคนที่เจ้าต้องการปกปั้อง ได้เดินทางมาวันที่ต้องการโลกนี้
ไปแล้ว”
อีกด้านหนึ่งที่รถม้า ต้วนชิงหมิงนั่งแน่นิ่งหลับตาลงอยู่ตรงมุมในรถม้า
ต้วนชิงหมิงจึงเหลือบมองต้วนอวี้ และเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์วันนี้เป็นอะไรไป?”
ต้วนอวี้จึงเงยหน้าขึ้นตอบกลับต้วนชิงหมิง “ท่านพี่บอกอวี้เอ๋อร์มาเถอะ ฮูหยินเชวียคงไม่ปล่อยให้เชวียหนิงหรา
นแต่งงานกับอวี้เอ๋อร์ใช่หรือเปล่า?”
คงน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
คำถามนี้เหมือนจะมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองแล้ว ทว่าต้วนชิงหมิงกลับเงียบงันไม่เอ่ยคำใด
เชวียหย่งเฉียงไม่ยอมให้เชวียหนิงหรานแต่งงานกับต้วนอวี้ คงจะมีเหตุผลมากมายหลายประการเป็นแน่แท้
สรุปแล้วจะให้พูดเพียงประโยคสองประโยคคงหาคำตอบได้ไม่หมด หากต้วนอวี้อยากแต่งงานกับเชวียหนิงหราน
จริง ไม่รู้ว่าต้องผ่านด่านทดสอบสุดหินอีกมากน้อยเพียงใด
ต้วนอวี้หันมองไปที่ต้วนชิงหมิง พึมพำขึ้น “อวี้เอ๋อร์เข้าใจแล้วท่านพี่”
บางครั้ง คำตอบอาจไม่ได้มาจากการฟัง แต่มาจากการที่ต้องดูให้เยอะต่างหาก
ต้วนชิงหมิงใช้ความเงียบแทนคำตอบพี่จะบอกต้วนอวี้ ว่าฮูหยินเชวียคงไม่ยอมยกเชวียหนิงหรานให้กับเขา
ทางด้านหลิวยวนจู่ๆ ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว และเอ่ยเสียงแผ่วเบา “อวี้เอ๋อร์ เหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นคนที่ไม่มั่นใจ
แล้วละ?”
ต้วนอวี้ฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา “พี่หลิว ไม่ใช่ว่าน้องไม่มั่นใจ แต่เพราะไม่มีอะไรจะมั่นใจต่างหากเล่า”
“พี่จำได้ว่า เมื่อก่อนนี้อวี้เอ๋อร์ไม่ได้เป็นคนแบบนี้นี่หน่า” หลิวยวนพูดยิ้มๆ
ต้วนอวี้จึงปรายตามองหลิวยวน โดยที่ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
ทางด้านต้วนชิงหมิง จู่ๆ ถามขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์เต็มใจยอมทำทุกอย่างเพื่อหนิงหราน?”
“อวี้เอ๋อร์ยินดีทำทุกเรื่อง” เขาพยักหน้าตอบ
“อย่างนั้นพี่จะช่วยเจ้าสักครั้งหนึ่ง ที่เหลือเจ้าต้องพึ่งตัวเองแล้ว” ต้วนชิงหมิงบอก
“ท่านพี่ต้องการพูดอะไรกันแน่?” ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆ ถาม
จากนั้นต้วนชิงหมิงได้เอ่ยขึ้น “เรื่องที่ตระกูลเชวียจะยกหนิงหรานให้จางเย่วิตถารนั่น นางยังไม่ทราบเรื่อง อีก
อย่างฝั่ายชายก็ยังไม่ได้หมั้นหมาย ฉะนั้น พวกเราต้องช่วยกันยับยั้งเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้น”
ต้วนอวี้ถึงกับผงะกับสิ่งที่ได้ยิน “ท่านพี่เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?”
ส่วนหลิวยวนได้พูดแทรกขึ้นมา “ตั้งแต่ที่พี่เดินเข้าโรงเตี๊ยมไปด้านใน พี่น้องตระกูลเชวียกำลังโกรธขึงขึง ที่ไม่
สามารถช่วยยับยั้งเรื่องนี้ได้”
ในเมื่อพี่น้องตระกูลเชวียพูดออกมาจากปาก อย่างนั้นข้อมูลคงจะไม่ผิดพลาด
ต้วนอวี้จึงหันไปมองต้วนชิงหมิงและยิ้มแห้งๆ ออกมา “เจ้าวิตถารจางเย่ ช่างกล้าหาญชาญชัยมาเล็งหนิงหรานข
องเขา สงสัยไม่อยากมีชีวิตแล้วกระมัง?”
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้น “อวี้เอ๋อร์ อย่าผลีผลามไป เรื่องนี้ที่มาที่ไปไม่น่าจะง่ายอย่างที่คิด”
หลิวยวนพยักหน้าและเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์ พี่สาวของเจ้าพูดถึงเสียจริง เจ้าจัดการจางเย่สักคนไม่เห็นจะเป็นไรไป
แต่ปัญหาอยู่ที่ตระกูลเชวียจะรู้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง… หรือว่าเจ้าจะเรียกทุกคนที่อยากหมั้นหมายกับเชวียหนิงหราน
ให้กระเด็นกระดอนแกไป”
ต้วนอวี้นึกครุ่นคิดอยู่สักพัก จนเสียงเสียหายแหบแห้งจนหมด
ต้วนชิงหมิงจ้องไปทางต้วนอวี้เอ็ดอย่างเข้มงวด “เรื่องนี้พักไว้อย่าได้บอกใคร รวมถึงหนิงหรานด้วยเข้าใจไหม?”
ต้วนอวี้รีบก้มหน้าลงงกๆ “เอาล่ะ อวี้เอ๋อร์จะไม่พูดอะไรแล้ว”
“กลัวว่าอวี้เอ๋อร์จะไม่มีเวลาได้ถึงหน้าคุณหนูเชวีย… จากปากของพี่น้องตระกูลเชวีย ทำให้รู้ว่ากำหนดการเรื่องดู
ตัวจะจัดขึ้นในเดือนหน้า” หลิวยวนพูด
ด้วยความตกใจ ต้วนชิงหมิงถึงกับสะดุ้งตัวโหยง “เร็วขนาดนั้นเชียวรึ?”
วันนี้ก็วันที่ยี่สิบเจ็ดแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงวันดูตัวแล้ว?
ตอนนี้ ต้วนชิงหมิงยังไม่เข้าใจฝีมือของอีกฝั่าย ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน หากต้องการคิดแผนการที่รอบคอบ
รัดกุมเพื่อเล่นงานจางเย่ และเปลี่ยนความคิดของคนในตระกูลเชวีย ย่อมเป็นเรื่องที่ยากพอตัวอยู่
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปเอื้อนเอ่ยถามหลิวยวน “ดูท่าแล้ว พวกเราต้องรีบทำแผนการอย่างเร่งด่วนแล้ว”
ในขณะนั้นเอง รถม้ากลับหยุดขึ้นมากะทันหัน จากนั้นมีเสียงพูดอย่างร้อนใจขึ้น “คุณชาย คุณชาย กระผมกลับ
แล้วขอรับ”
หลิวยวนเปิดม่านออก ยื่นหน้าออกไปถามสองสามประโยค จากนั้นให้รถม้าสัญจรต่อไป
หลิวยวนหันกล้ากลับเข้ามาในรถม้า โดยหันไปเอ่ยกับต้วนอวี้และต้วนชิงหมิง “คนของข้าได้สืบเรื่องจนทราบว่า
จางเย่กลับถูกท่านพ่อของเขาขังไว้ในบ้าน ด้วยกลัวว่าเขาจะไปหาเด็กหนุ่มน้อย จนไม่รู้ว่าจะสร้างเรื่องสร้างราวอะไรออก
มาอีก”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังถึงกับขมวดคิ้วขึ้น “จางเย่คนนี้หากขลุกตัวอยู่แต่ในเรือน พวกเราอยากเล่นงานเขาก็ยากขึ้นไป
อีก”
หลิวยวนพูดงึมงำออกมา “อย่างนั้น ประเดี๋ยวพี่จะส่งคนปลอมตัวเข้าไปเป็นตัวล่อให้จางเย่ออกมา?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าออกมา “เกรงว่าจะทำอย่างนั้นไม่ได้ เนื่องจากตระกูลจางไม่ยอมให้จางเย่ออกจากจวน กลัว
ว่าการหาโอกาสล่อเขาออกมาคงไม่ใช่เรื่องยากเลย?”
“เรื่องนี้ก่อนอื่นอาจจะใช้ไม่ได้ผล ข้อแรก พวกเราไม่รู้ว่าจางเย่ชอบเด็กหนุ่มน้อยคนไหน ข้อสอง หากจับตัวหนุ่ม
น้อยมาผูกไว้ เพื่อล่อจางเย่ออกมา หากรอถึงตอนนั้นคงไม่ทันเวลาแล้ว” หลิวยวนตอบกลับ
ฉับพลันนั้น แววตาของต้วนชิงหมิงก็เปล่งประกายขึ้นมา “คิดออกแล้ว”
หลิวยวนกับต้วนอวี้ต่างหันจ้องไปทางต้วนชิงหมิงโดยมิได้นัดหมาย
ต้วนชิงหมิงรีบอธิบายทันใด “พวกเจ้าลองคิดดู หากใช้กำลังบุกเข้าไปเพื่อค้นหาความจริงคงไม่ได้ผลอย่าง
แน่นอน ในทางกลับกัน การที่จางเย่ถลำตัวเข้าไปลึกเกิน จนไม่คิดจะแต่งงาน ดังนั้น ขอเพียงพวกเราไปหาหนุ่มน้อยที่
เขาถูกใจ โดยบอกว่าจางเย่กำลังจะหมั้นหมายจนเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา เขาคงต้องรีบมองหาทางตาย เมื่อจางเย่เป็นห่วง
พวกเราค่อยหาโอกาสช่วยเขาก็เท่านั้นเอง”
หลิวยวนพูดด้วยความลังเลใจ “แต่ถ้าทำเช่นนั้นละก็ ตระกูลเชวียจะทำยังไง?”
ต้วนอวี้รีบพูดแทรกขึ้นมา “ใช่แล้ว ท่านพี่! ถ้าทำแบบนั้นก็เป็นแค่การสั่งสอนจางเย่เท่านั้น โดยไม่ส่งผลถึงตระ
กูลเชวียแม้แต่น้อย”
“ใครบอกละว่าไม่ส่งผลกระทบต่อตระกูลเชวีย… พวกเจ้าทั้งสองลองคิดดู การที่จางเย่ถูกกักตัว คนในจวนจางจะ
ต้องเฝั้าเขาเอาไว้อย่างใกล้ชิด ไม่ให้ละสายตาได้เลยใช่ไหม?” ต้วนชิงหมิงถามยิ้มๆ
หลิวยวนกับต้วนอวี้พยักหน้ารับงึกๆ
ต้วนชิงหมิงเลยถือโอกาสถามต่อไปว่า “อย่างนั้นพวกเจ้าลองคิดดู เมื่อถึงตอนนั้น จวนจางก็ต้องลดความ
ระมัดระวังลงใช่หรือไม่?”
หลิวยวนไม่ตอบกระไร ส่วนต้วนอวี้ดวงตาทั้งสองข้างกลับลุกวาวขึ้นมา “รู้แล้วๆๆ อวี้เอ๋อร์รู้แล้วว่า ที่นั่นก็คือ
สถานที่ที่ดูตัวยังไงเล่า”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้า “ถูกต้องแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราค่อยหาโอกาสแอบเข้าไปบอกจางเย่ ว่าหนุ่มน้อยที่เขา
ถูกใจรู้เรื่องที่เขากำลังจะหมั้นหมายแล้ว ขณะนี้กำลังคิดกรีดข้อมือฆ่าตัวตาย… พวกเจ้าทั้งสองคิดดูสิว่าผลจะออกมาเป็น
ยังไง?”
“ก็ต้องใจร้อนทุรนทุรายอยู่ไม่เป็นสุขยังไงเล่า” หลิวยวนพูด
“จางเย่กับคนเฝั้าประตูจวน คงต้องสู้กันจนออกไปข้างนอกจวนได้” ต้วนอวี้คาดคิด
หลิวยวนรีบสำทับ “ใช่แล้วเป็นอย่างที่อวี้เอ๋อร์ว่ามา ถ้าทำแบบนี้หน้าตาของจวนจางก็จะขายขี้หน้าจนหมดสิ้น
ตระกูลเชวียก็ต้องปรึกษาหารือกันใหม่ เพื่อไม่ให้หนิงหรานออกเรือนไปกลับจางเย่ นั่นเท่ากับเป็นการช่วยถ่วงเวลาให้อวี้
เอ๋อร์ต่อไปอีก ทั้งชื่อเสียงของเชวียหนิงหรานก็ไม่เสียหายอะไร”
“แต่จะสามารถถ่วงเวลาได้นานเพียงใดก็เท่านั้นเอง” ต้วนอวี้เอ่ย
ต้วนชิงหมิงจึงรีบพูดต่อว่า “ใช่แล้ว วิธีการต่างๆ ใช้ครั้งแรกย่อมได้ผลเสมอ หลังจากนั้น อวี้เอ๋อร์ต้องรีบไป
ทาบทามขอหมั้นหมายกับเชวียหนิงหรานที่จวนเชวีย”
ต้วนอวี้มองดูสารรูปที่ตัวเล็กของเขา พลางเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเศร้าโศก “ในใจส่วนลึกก็อยากจะไป เพียงแต่ว่าท่าน
พ่อท่านแม่ของเชวียหนิงหรานจะยอมตบปากรับคำหรือไม่ก็ไม่รู้?”
ต้วนชิงหมิงจึงสัพยอกไปสองสามประโยค ทำเอาต้วนอวี้ถึงกับยิ้มออกมาอย่างหน้าชื่น “” ใช่แล้ว วิธีนี้ก็ไม่เลว
เลยทีเดียว… ทำตามนี้ก็แล้วกัน
หลิวยวนมองพี่น้องสองคนนี้แล้วถามอย่างแปลกใจ “พี่สาว น้องชายคู่นี้กำลังคุยอะไรกันอยู่? ทำไมข้าฟังไม่เข้า
สักนิดเดียวเลย?”