การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 590 ต้นตอของจุดเริ่มต้น
ที่จริงแล้ว หลิวยวนได้ยินต้วนชิงหมิงพูดเพียงไม่กี่ประโยค ต้วนอวี้ก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย ราวกับว่าได้รับอาวุธ
ที่สุดยอดในใต้หล้ามาอยู่ในมือ
หลิวยวนหันมองต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้ด้วยความงงงวย โดยไม่ทราบว่าสิ่งที่พี่น้องทั้งสองคนนี้จะทำคือสิ่งใดกันแน่
ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้อธิบายให้เขาฟัง เอาแต่ยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย “ข้าเพียงคิดหาวิธีที่จะทำให้อวี้เอ๋อร์ได้แต่งกับ
หนิงหรานออกก็เท่านั้นเอง”
ใช่แล้ว วิธีนี้ขอเพียงใช้ในงานเลี้ยงดูตัวที่ถูกจัดขึ้น ระหว่างตระกูลเชวียและตระกูลต้วน ถึงตอนนั้นตระกูลเชวีย
ย่อมยกหนิงหรานให้แต่งกับต้วนอวี้แต่โดยดี
เหมือนว่าต้วนอวี้จะไม่ค่อยเชื่อเสียเท่าไหร่ ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และพูดอย่างอารมณ์ดี “พี่หลิว ข้าต้องจะ
แต่งงานแล้ว……”
หลิวยวนรีบตำหนิต้วนอวี้ “ยังไม่ได้เอาเวลาเกิดมาผูกกันเลย เจ้าจะดีใจออกนอกหน้านอกตาไปก่อนตัวหรือ
เปล่า?”
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ต่างหันหน้าสบตายิ้มๆ โดยเลือกไม่อธิบายให้เขาฟัง
หลิวยวนได้แต่หยักไหล่ ด้วยสิ้นสงสัยแล้ว “ชิงหมิง พี่ไม่ยังเชื่อหรอกว่า การสอนของเจ้าเพียงไม่กี่ประโยคจะ
สามารถโน้มน้าวให้ตระกูลเชวีย ยอมยกคุณหนูเชวียให้อวี้เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?”
เรื่องนี้หัวเด็ดตีนขาดยังไงหลิวยวนก็ไม่มีทางเชื่อได้ ไม่ว่าใครก็คงมีความเห็นเหมือนเขาทั้งนั้น ฉะนั้น ความสงสัย
ในใจของหลิวยวนย่อมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง
ต้วนชิงหมิงหัวเราะชอบอกชอบใจ ด้วยมีแผนการในใจเป็นที่เรียบร้อย “สรุปแล้ว เรื่องนี้ชิงหมิงมีแผนในใจอยู่
แล้ว พี่หลิววางใจ รอฟังข่าวดีก็แล้วกัน”
ในเมื่อต้วนชิงหมิงไม่ยอมปริปากบอกแผนการ หลิวยวนก็ไม่ได้ซักไซร้ไล่ควาต่อ เขาเพียงยิ้มๆ เอ่ยขึ้น “อย่างนั้น
ก็ได้ พี่จะคอยดูแล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบ หลิวยวนได้หันไปถามเกี่ยวกับความรู้ที่ได้เล่าเรียนในช่วงที่ผ่านมานี้
ต้วนอวี้ที่ย้อนเวลาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดกลับมาที่ในยุคโบราณ ไม่ได้มีวิชาความรู้มากมายนัก แต่โชคดีที่หลิว
ยวนใจเย็นอดทนสั่งสอนเขามา ประกอบกับการที่จำได้อย่างแม่นยำของหลิวยวน ทำให้การเรียนรู้สิ่งต่างๆ รุดหน้าไป
อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นต้วนอวี้กับหลิวยวนคุยกันอย่างสนุกสนาน ต้วนชิงหมิงก็เอาแต่อมยิ้ม เมื่อถึงช่วงที่รถม้าต้องเลี้ยวมุม นาง
ได้เปิดผ้าม่านออกมองไปด้านนอกครุ่หนึ่ง
ทันใดนั้น เบื้องหน้าของนางกลับมีเงาคนที่รู้สึกคุ้นชิน คล้ายต้วนอวี้หรานแวบผ่านไป พอต้วนชิงหมิงอยากมองให้
ชัดเจนกลับมองไม่เห็นแล้ว
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นขยี้ตา พลางพึมพำกับตัวนางเอง “ต้วนอวี้หรานจะมาที่นี่ได้ยังไง?”
ในที่นี้ ต้วนอวี้หรานไม่ควรอยู่ แต่ทำไมนางกลับมาปรากฏตัวที่นี่ด้วย ไม่ว่าต้วนชิงหมิงตะคิดมากมายจนหัวแตก
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ในระหว่างนั้นเอง ต้วนอวี้ได้มองตามต้วนชิงหมิงไปจึงถามขึ้นว่า “ท่านพี่กำลังพูดกับใครอย่างนั้นหรือ?”
เป็นที่รู้ว่า คนที่สนิทสนมกับต้วนชิงหมิงมีอยู่ไม่มากนัก แต่ตอนนี้กลับมีการปรากฏตัวของใครบางคน ที่สามารถ
ทำให้ต้วนชิงหมิงแปลกใจถึงเพียงนี้
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดไปมา จากนั้นพูดขึ้นว่า “ไม่มีใครหรอก ข้าคงตาลายไปเอง”
ในความเป็นจริง ต้วนชิงหมิงไม่ได้ตาลายอย่างที่ปากบอก คนที่แวบผ่านหน้าไปคือเงาของต้วนอวี้หราน
ในเวลานี้ ต้วนอวี้หรานกำลังนั่งยืดตัวตรง นั่งจิบชาอยู่ในห้อง จนร้อนอกร้อนใจที่ต้องนั่งรอ นางจึงวางถ้วยนํ้าชา
ลงและปิดฝา ก่อนจะถอนหายใจออกมา
ในวันนี้ ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ออกไปนอกจวน ส่วนต้วนอวี้หรานได้นั่งรออยู่นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจแวบออก
ไปข้างนอก ด้วยวัตถุประสงค์เดียวคือต้องการเห็นต้วนชิงหมิงกับตาเท่านั้นเอง
ส่วนมุมสักที่หนึ่ง มีคนที่เกลียดชังต้วนชิงหมิง กับที่ทั้งรักทั้งแค้นหลิวยวนอย่างองค์หญิงจิ่นซิ่วนั่งรอดูทุกอย่าง
รอบตัว
ครั้งก่อนที่ต้วนอวี้หรานเข้าวังหลวงไป กลับถูกองค์หญิงจิ่นซิ่วเล่นงานเสียจนต้องวิงวอนร้องขอชีวิต เดิมทีองค์
หญิงจิ่นซิ่วตั้งแต่เล่นงานนางให้หนัก แต่สุดท้ายเมื่อนึกถึงว่าต้วนอวี้หรานใช้ชีวิตอยู่จวนเดียวกับต้วนชิงหมิง องค์หญิงจิ่น
ซิ่วถึงยอมปล่อยนางไป
องค์หญิงจิ่นซิ่วเลือกที่จะไว้ชีวิตต้วนอวี้หราน และกระซิบข้างหูต้วนอวี้หรานจนนางจำได้ขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งนี้จึงกลายเป็น เป็นการร่วมมือระหว่างต้วนอวี้หรานกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว เพื่อคอยเล่นงานต้วนชิงหมิง ในคราวนี้องค์
หญิงจิ่นซิ่วจึงนัดแนะต้วนอวี้หรานออกมาด้านนอก ซึ่งนางก็ระริกระรี้ออกมาอย่างหน้าชื่นตาบาน`
องค์หญิงจิ่นซิ่วนั่งหลบอยู่ในมุมมืด คอยพูดเร่งต้วนอวี้หรานอยู่ตลอด “ต้วนอวี้หราน เจ้าวิ่งเร็วปานนี้ มีคนไล่
ตามเจ้ามาจากด้านหลังไหม?”
ต้วนอวี้หรานลูบเหงื่อที่ไหลไคลย้อยทั่วใบหน้า ตอบกลับว่า “ไม่มีใครที่จะตามหม่อมฉันทันหรอกเพคะ เพียงแต่
ว่ามีคนมองเห็นหม่อมฉันเฉยๆ เพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วเอ่ยถามขึ้น “อย่างนั้นเจ้าทันเห็นหรือไม่ ว่าเป็นใครที่แอบเห็นเจ้า?”
ถ้ามีคนเห็นต้วนอวี้หรานเข้าละก็ องค์หญิงจิ่นซิ่วก็พร้อมที่จะสลัดนางให้หลุดกระเด็นออกไป
หากต้วนอวี้หรานทำอะไรผอดพลาดขึ้นมา องค์หญิงจิ่นซิ่วพร้อมที่จะโยนความผิดทั้งหมดใส่ร้ายนางไป
ต้วนอวี้หรานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่มีใครเห็นหม่อมฉันเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงขมวดคิ้วขึ้นมา คิดในใจว่าต้วนอวี้หรานช่างโง่เขลาเบาปัญญาอะไรเช่นนี้
ดูเหมือนว่าต้วนอวี้หรานจะรู้สึกตัวว่ามีคนมอง แต่ในช่วงพริบตาเดียวนั้น นางไม่รู้เลยจริงว่ามีใครบ้างที่เห็นนาง
องค์หญิงจิ่นซิ่วยังคงนั่งอยุ่ในมุมมืดอย่างนิ่งเงียบ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นยะเยือกขึ้นมา อยู่ๆ ต้วนอวี้หราน
ได้เอ่ยถามเสียงอ่อมแอ่มขึ้นว่า “เรื่องที่องค์หญิงให้หม่อมฉันไปทำนั้นเรียบร้อยแล้วเพคะ จนถึงตอนนี้ต้วนชิงหมิงยังไม่รู้
ตัวแม้แต่น้อยเพคะ”
“เรื่องนี้ข้ารู้ตั้งนานแล้ว” องค์หญิงจิ่นซิ่ววางถ้วยนํ้าชาลงแล้วเงยหน้าพูด
ทันใดนั้น ต้วนอวี้หรานถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก
เดิมทีนางคิดว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วรีบร้อนอยากพบหน้านาง แต่ที่ไหนได้กลับไม่อยากพูดคุยกับด้วยแม้แต่คำเดียว
ทว่าจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์ก็รู้สึกไม่คุ้มค่า
นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนั้นที่องค์หญิงให้หม่อมฉันออกมาหา มิทราบว่ายังมีธุระอื่นอีกไหมเพคะ?”
ทันทีที่องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา
ต้วนอวี้หรานผู้นี้ไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูงเอาเสียเลย นางแค่ลูกอนุกลับริอาจเทียบตัวเสมอองค์หญิงจิ่นซิ่ว การที่องค์หญิง
เรียกนางออกมาพบก็เป็นการไว้หน้ามากขนาดไหนแล้ว แต่ท่าทางของนางกลับทำเป็นได้คืบจะเอาศอก
แต่ไม่อย่างไรก็ตาม ต้วนอวี้หรานยังคงมีประโยชน์อยู่บ้าง ฉะนั้น องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงกดความไม่พอใจเอาไว้ภายใน
และหันไปพูดอย่างใจเย็นว่า “ใช่แล้ว วันนี้ที่ให้เจ้ามา มีเรื่องอื่นให้ทำพอดีจริงๆ”
พอต้วนอวี้หรานได้ยินเช่นนั้นก็อดถามอย่างสงสัยมิได้ “องค์หญิงมีเรื่องใดให้รับใช้เพคะ?”
หัวหน้านางกำนัลที่ชื่อลู่เหอขององค์หญิงจิ่นซิ่ว พูดตำหนิขึ้น “บังอาจนัก! องค์หญิงบอกว่ามีก็คือมี จะให้ถามนู้น
ถามนี่ให้มากความไปทำไม?”
ต้วนอวี้หรานหน้าถอดสี ไม่กล้าปริปากออกแม้แต่น้อย
วิธีการขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ต้วนอวี้หรานเคยเจอมาบ้างแล้ว พูดก็พูดเถอะ หากเอาต้วนชิงหมิงมาเทียบกับองค์
หญิงจิ่นซิ่วนับว่านางยังสู้ไม่ได้ ห่างกันคนละชั้นไปเลย
แต่ในเมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วมาแบบนี้ ต้วนอวี้หรานก็จำต้องเกาะอำนาจ ชื่อเสียงขององค์หญิงไปด้วย นอกจาก
ความโกรธเกลียดต้วนชิงหมิงแล้ว ต้วนอวี้หรานยังมีความปรารถนาอีกอย่างหนึ่งคือ จะใช้ชื่อขององค์หญิงจิ่นซิ่ว เพื่อยก
ให้นางดูสูงส่งขึ้นมา แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดออกมาได้ ต้วนอวี้หรานจึงได้แต่ก้มหน้าทำตามที่องค์หญิงสั่งการไป
ก่อน
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานก้มหน้าก้มตา องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ลู่เหอ จะเสียมารยาทกับคุณหนูรองมิได้
เด็ดขาด……”
องค์หญิงจิ่นซิ่วมองไปทางลู่เหอ แต่ปากพูดให้ต้วนอวี้หรานฟัง “ถ้าจะพูดตรงๆ กันแล้ว ทุกคนอยากเลื่อนฐานะ
ของตนเองให้สูงขึ้นกันทั้งสิ้น ขอเพียงในจวนต้วนไม่มีพี่สาวเจ้าอยู่แล้ว ทุกอย่างที่เหลือในจวนต้วนย่อมตกเป็นของเจ้า
ทั้งหมด… ลู่เหอกลัวว่าสักวันหนึ่ง เจ้าอาจกลายเป็นอย่างพี่สาวเจ้าที่กำเริบเสิบสาน”