การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 595 เตรียมไปดูตัว
ในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเปิดอ่านตำราที่ละหน้าๆ อย่างใจเย็น
แสงไฟภายในห้องได้สะท้อนใบหน้าที่เคร่งครึมจริงจังของนาง เห็นคิ้วประเดี๋ยวขมวดขึ้น ประเดี๋ยวผ่อนคลายลง
โดยส่วนใหญ่จะนั่งอ่านเงียบๆ โดยไม่ขยับเขยื้อนกาย
ความเร็วในการอ่านหนังสือตำราของต้วนชิงหมิงค่อนข้างแปลกพิลึกดี บางครั้งนางผ่านเพียงปราดเดียว เพื่อ
เอาใจความสำคัญ บางครั้งมองผ่านๆ ดูเหมือนไม่มีกระจิตกระใจจดจ่อแต่อย่างใด
แสงดวงดาวระบิยระยับอยู่นอกเรือน ได้เปล่งแสงประชันกัน ส่วนเรือนอื่นในจวนต้วนนั้น ต่างมืดดำสนิท
ชิวหนิงช่วยต้วนชิงหมิงรินนํ้าชาอุ่นๆ ให้ โดยไม่ได้ถามเรื่องใดเลย จนกระทั่งต้วนชิงหมิงอ่านตำราจบไปเล่มหนึ่ง
และกำลังจะยื่นมือออกมาหยิบหนังสืออีกเล่มไปอ่านต่อ ทันใดนั้น ชิวหนิงพูดเสียงตํ่าขึ้นว่า “คุณหนู บรรยากาศด้าน
นอกมืดมิดลงแล้ว การที่คุณหนูนั่งอ่านตำรายาวนานถึงเพียงนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีกับดวงตา ไว้ค่อยอ่านวันพรุ่งนี้แล้วกัน
เจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงไม่ได้มองไปที่ชิวหนิง แต่นางเอื้อมมือคว้าตำราที่อ่านค้างไว้ออกมา “ไม่ล่ะ พรุ่งนี้จะมีหนังสือตำรามา
ส่งอีก วันนี้ข้าจึงต้องรีบอ่านให้จบ”
ชิวหนิงไม่ยอมปล่อยตำราออกจากมือ จึงพูดโน้มน้าวว่า “ขอให้คุณหนูไปทานอาหารว่างก่อน เนื่องจากคุณหนู
ทานอาหารเย็นน้อยมาก”
ชิวหนิงพูดไปพลางผายมือไปทางด้านหลังต้วนชิงหมิง ตรงนั้นมีขนมบัวลอยร้อนๆ วางอยู่
ชิวหนิงไม่บอกกล่าวก็ไม่รู้สึกหิว แต่พอนางพูดเท่านั้นแหละ ความหิวได้ประดังประเดขึ้นมา “ถ้าเจ้าไม่บอก ข้าคง
หิวท้องร้องไปนานแล้ว
ชิวหนิงได้เตรียมเบาะรองนั่งไว้บนเก้าอี้ เพื่อให้ต้วนชิงหมิงมานั่งกินได้อย่างสบายเป็นอันเรียบร้อยแล้ว
ต้วนชิงหมิงรีบคนและตักบัวลอยขึ้นมา ส่วนชิวหนิงก็ช่วยเก็บหนังสือตำราที่ต้วนชิงหมิงอ่านเมื่อครู่นี้
เมื่อเห็นชิวหนิงกำลังจัดเก็บตำราที่นางเพิ่งอ่าน ต้วนชิงหมิงรีบเอ่ยขึ้นทันที “ชิวหนิง ตำราที่ข้าทำสัญลักษณ์ไว้ให้
วางไว้อีกด้าน ส่วนเล่มที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มาจัดเก็บ”
ชิวหนิงตอบรับ จากนั้นค่อยๆ จัดเก็บอย่างละเมียดละไม นางพบว่าตำราที่ต้วนชิงหมิงได้อ่านนั้น ทั้งหมดเป็น
ตำราแพทย์ บ้างก็เป็นชื่อยาและสรรพคุณของสมุนไพร แต่ที่เยิัที่สุดเห็นจะเป็นตำราเกี่ยวกับโรคแปลกๆ
ชิวหนิงจึงเก็บไปด้วยและพูดยิ้มๆ ไปด้วย “คุณหนู ตำราเหล่านี้เป็นเกี่ยวกับการแพทย์เกือบทั้งหมด บ่าวก็นึกว่า
คุณหนูจะเปลี่ยนสายอาชีพแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อจบประโยคข้างต้น ต้วนชิงหมิงก็ทานบัวลอยไม่ลงอีกแล้ว นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับปากที่เลอะ แล้วให้
นํ้าสะอาดดื่มล้างปาก จากนั้นต้วนชิงหมิงได้แอบถอนหายใจและพูดขึ้น “อย่าได้คิดให้ข้าเรียนการแพทย์หรอก เพราะยัง
มีคุณสมบัติไม่ครบ ทั้งไม่มีเวลามากพอ แต่เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงนอนอยู่บนเตียงจะตายก็ไม่ตาย สรุปแล้วข้าเลยจำต้อง
อ่านหนังสือตำราช่วยอีกแรง”
ชิวหนิงรู้อยู่แก่ใจว่าต้วนชิงหมิงพยายามช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋อีกแรง นางจึงก้มหน้าก้มตารีบจัดแจงแยกประเภท
ตำราหนังสือ อย่างเงียบเชียบ
ภายในใจของต้วนชิงหมิงอยากพูดอะไรอีกมากมาย แต่บัดนี้นางหาคนระบายพูดคุยมิได้เลย จึงหันไปบอกชิวหนิง
ขึ้น “ที่จริงแล้ว การที่เขาเดินผ่านลอยหน้าลอยตาไปมาอยู่เกือบทุกวัน ทำให้ข้าเคยชินไปเสียแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงก็มักจะ
อยากให้เขาล้มปั่วย แต่เอาเข้าจริงจิตใจของข้ารู้สึกพะว้าพะวงอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ”
ชิวหนิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ จู่ๆ ก็อมยิ้ม “คุณหนู การเป็นห่วงเป็นใยมากเกิน จะทำให้เรื่องราวยุ่งเหยิงไปหมด”
ต้วนชิงหมิงรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “ใครเป็นห่วงเขากันเล่า บางทีดูร่างกายเขาแล้วก็ยังรู้สึกน่ารังเกียจ ข้าจึงอยากให้
เขาตายให้รู้แล้วรุ้รอดไปเลย”
ชิวหนิงอมยิ้มและอยากปฏิเสธคำพูดต้วนชิงหมิง แต่พอนางเงยหน้าเห็นสีหน้าเป็นกังวลของต้วนชิงหมิง ทุกคำ
พูดจึงจุกอยู่ในลำคอพูดไม่ออก
ในใต้หล้าแห่งนี้มักมีคนอยู่ประเภทหนึ่ง ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานเพียงใด ความจริงใจที่มีให้ก็ยังคงอยู่
เพียงแต่แสดงออกโดยวิธีอื่นที่ไม่ให้รู้ตัวต่างหาก
ภายในห้องเงียบสงบลงมา ต้วนชิงหมิงกลับมานั่งที่เก้าอี้อ่านหนังสือดังเดิม พลางเปิดตำราแพทย์อ่านไปด้วย
ทว่าตำราแพทย์ที่คัดลอกออกมานั้นตัวอักษรค่อนข้างเล็ก ประกอบกับการที่ต้วนชิงหมิงนั่งอ่านมาแล้วเป็นเวลา
นาน ตาจึงเริ่มลายมิอาจอ่านต่อไปได้ ทางด้านชิวหนิงจู่ๆ ได้เอ่ยขึ้น “คุณหนู ใกล้ยามสามแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้คุณชายใหญ่
ต้องตื่นแต่เช้า หากชักช้าเกรงว่าคุณชายใหญ่จะบ่นเอาเจ้าค่ะ” `
พรุ่งนี้จะเป็นวันนัดดูตัวระหว่างตระกูลเชวียและตระกูลจาง ถึงตอนนั้นทุกคนจะไปรวมตัวกัน ซึ่งเป็นโอกาสดีที่
สุดที่ต้วนชิงหมิงจะช่วยต้วนอวี้ได้ อันที่จริง ทุกอย่างได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ขอเพียงต้วนอวี้ไปปรากฏตัวที่นั่นก็เพียง
พอแล้ว ฉะนั้นต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงจึงนัดกันตั้งแต่เช้า แต่ถึงตอนนี้ ต้วนชิงหมิงก็ยังไม่พักผ่อน แล้วพรุ่งนี้จะตื่นทันได้
อย่างไร
ต้วนชิงหมิงได้ฟัง พลันรู้สึกไมอยากวางหนังสือที่อยู่ในมือลง จึงเอ่ยขึ้นว่า “โห ยามสามแล้วหรือ ข้ายังอยาก
ตำราอีกสักหน่อย”
ชิวหนิงเข้าไปหยิบตำราออกจากมือของต้วนชิงหมิง พูดออกโกรธๆ “คุณหนูอ่านจนตาแดงไปหมดแล้ว พรุ่งนี้
คุณชายใหญ่เห็นเข้าจะต่อว่าบ่าวเอาเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงพลิกดูตำราพบว่าอ่านไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว จึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยขึ้น “เห้อ! ยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง
พรุ่งนี้ข้าต้องอ่านให้จบ”
ชิวหนิงไม่สนใจอะไรแล้ว คิดอย่างเดียวคือลากต้วนชิงหมิงเข้าไปในห้องนอน
หน้าต่างในห้องถูกแง้มเปิดไว้เพียงครึ่งเดียว ลมพัดโชยจนกระดาษในห้องปลิวว่อน ชั่วพริบตาเดียว ตำราที่นาง
คั่นไว้ครึ่งหนึ่งถูกพัดเปิดกลับมาที่อ่านค้างไว้
หนังสือตำราเหมือนชีวิตของคนเรานี่แหละ ต่อให้อยากกลับไปเหมือนเดิม ก็ย่อมเห็นร่องรอยที่ถูกพับไว้เป็นรอย
ปรากฏอยู่
ในเช้าวันถัดมา ต้วนอวี้มาถึงเรือนต้วนชิงหมิง ตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟั้า เขาไม่ได้สนใจคำกล่าวเคารพของ
บรรดาบ่าวใช้ เอาแต่ยืนตะโกนเสียงดังเข้าไปในห้อง “ท่านพี่ ท่านพี่ เสร็จหรือยัง? พวกเราไปกันได้แล้ว!”
วันนี้ต้วนอวี้อารมณ์เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เขาสวมชุดยาวสีแดงเข้ม ด้านนอกคาดด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ที่รัด
กำลังพอดี ไม่แน่นไปไม่หลวมไป
เขาสวมหมวกเก็บผมรวบเข้าไปไว้ด้านใน เผยหน้าผากที่ขาวเนียนปรากฏออกมา ผิวพรรณของเขาช่างผ่องใสเป็น
ยองใย ใบหน้าโหวงเฮ้งช่างสมส่วน รอยยิ้มดึงดูดทุกสายตาที่จับจ้อง
ภายในห้องมีเสียงชิวหนิงตอบกลับเชิงต่อว่า “คุณหนูกำลังทำผมแต่งหน้าอยู่เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่รอไปก่อนนะ
เจ้าค่ะ……”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หัวเราะคิกคักอยู่ในห้อง “ใช่แล้ว ใช่แล้ว การทำผมแต่งหน้านับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสตรี จะเร่งรีบ
มิได้ ห้องโถงในเรือนด้านนอกมีนํ้าชาไว้ต้อนรับ คุณชายใหญ่ดื่มรอไปก่อนนะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคุณหนูเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ค่อยคุยกันเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้เปล่งเสียงเพียง “อ่อ” จากนั้นเดินเข้ามาในห้องโถงด้านใน
ภายในห้องโถงในเรือนต้วนชิงหมิง มีบ่าวใช้ตัวน้อยสองคนกำลังปัดกวาดเช็ดถู เมื่อเห็นต้วนอวี้เดินเข้ามา ทั้งสอง
คนก็ทำความเคารพ แต่มีบ่าวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งหัวเราะหัวร่อขึ้นมา “ดูสิ วันนี้คุณชายใหญ่แต่งตัวหล่อเหลาเอาการ
สงสัยจะไปดูตัวกระมัง?”
บ่าวใช้ตัวน้อยอีกคนก็หลุดหัวเราะตามออกมา “คุณชายใหญ่แต่งตัวหล่อเหลาเช่นนี้ทุกวันอยู่แล้ว หากเป็นอย่าง
ที่เจ้าพูด คุณชายใหญ่คงต้องไปดูตัวทุกวันเลยหรือ? เจ้าอย่าพูดพล่อยๆ เลย ประเดี๋ยวคุณชายใหญ่ได้ยินเข้าจะสั่งโบย
เอา!”
ต้วนอวี้ได้ยินสิ่งที่บ่าวใช้ตัวน้อยทั้งสองซุบซิบกันอย่างแจ่มชัด จึงหันไปพูดกับสองคนนั้น “พวกเจ้าพูดไม่ผิดหรอก
วันนี้คุณชายใหญ่อย่างข้าจะไปดูตัว”
บ่าวใช้ตัวน้อยทั้งสองหันไปมองสีหน้าที่ราบเรียบของต้วนอวี้ ทำเอาสีหน้าจ๋อยไปอย่างบอกไม่ถูก
พวกนางเพียงแค่หยอกเย้าคุณชายใหญ่เพียงเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงว่าคุณชายใหญ่กลับคิดเป็นจริงเป็นจัง
เนื่องจากการที่เจ้านายจะไปดูตัวนั้น หาได้มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวบรรดาบ่าวใช้ไม่
บ่าวใช้ตัวน้อยทั้งสองนี้ เพิ่งเข้ามาในจวนต้วนได้ไม่นาน จึงอาจมีพูดพลั้งปากโดยมิได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
บ่าวใช้ตัวน้อยทั้งสองรีบวางไม้กวาดลงทันที หันไปคุกเข่าลงกับพื้นรับโทษกับต้วนอวี้ “คุณชายใหญ่ พวกบ่าวผี
เจาะปากให้มาพูดเจ้าค่ะ มิได้มีเจตนาหัวเราะเยาะคุณชายใหญ่แต่ประการใด ขอให้องค์ชายใหญ่ผู้มีเมตตา อภัยให้พวก
บ่าวด้วยเจ้าค่ะ”