การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 597 สิ่งดีที่สุดกับสิ่งแย่ที่สุด
เพียงแต่ครั้งนี้สลับเป็นต้วนอวี้ต้องมานั่งรอต้วนชิงหมิงบ้างแล้ว แม้ว่าต้วนอวี้ไม่รู้สึกว่าต้วนชิงหมิงมีอะไรแตกต่าง
ไปจากเดิมมาก เพียงแต่รู้สึกว่านางนอนตื่นสายกว่าปกติก็เท่านั้น
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดออกมา เยวี่ยเจียกลับเธอยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางยกนํ้าชามาไว้เบื้องหน้าต้วนอวี้ โดยมือแอบ
ชี้ไปที่กองหนังสือที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ พอเห็นต้วนอวี้มีสีหน้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เยวี่ยเจียจึงแอบกระซิบ
กระซาบเสียงแผ่วเบาว่า “คุณชายใหญ่ เมื่อคืนคุณหนูอ่านหนังสือตำราเจ้าค่ะ”
ถึงตรงนี้ ด้านหลังได้มีเสียงดังขึ้นมา “เยวี่ยเจีย เจ้าพูดอะไรกับอวี้เอ๋อร์หรือ?”
ทันทีที่เยวี่ยเจียได้ยินก็ถึงกับสะดุ้งโหยง หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม จนเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว ไม่กล้าเอ่ยเสียงออก
มาอีกเลย
พอต้วนอวี้หันหน้ากลับไปมองก็พบต้วนชิงหมิงที่แต่งตัวเรียบร้อยยืนตระหง่านอยู่
ในวันนี้ต้วนชิงหมิงสวมชุดคลุมผ้าโปร่งสีชมพูอ่อน ทับด้วยเสื้อแขนสั้นสีแดงด้านใน กระโปรงเป็นสีเขียวเข้มขี้ม้า
ดูแล้วสดชื่นมีชีวิตชีวาเต็มเปียม
ต้วนชิงหมิงเดินมานั่งด้านข้างต้วนอวี้แล้วพูดขึ้นว่า “เป็นอะไรไป? อารมณ์ไม่ดีเหรอ?”
ต้วนอวี้พยักหน้าขึ้นลงอย่างสร้อยเศร้า “ใช่แล้วท่านพี่ เรื่องการดูแลจัดการบ่าวใช้นั้น อวี้เอ๋อร์เทียบท่านพี่ไม่ได้
จริงๆ พอเจอกับตัวก็ไม่รู้ว่าควรใช้วิธีใดดี?”
ต้วนชิงหมิงจิบนํ้าชาสองสามอึก ก่อนตอบกลับไป “การดูแลจัดการบ่าวใช้นั้น เหมือนการกำเม็ดทรายอยู่ในมือ
หากใช้แรงบีบมากเกินไป ทรายจะแทรกตัวไปตามร่องมือร่องนิ้ว แต่ถ้าไม่ออกแรงเสียบ้าง ก็มิอาจจับทรายในมือได้เลย”
เมื่อเห็นต้วนอวี้พยักหน้าเข้าใจ นางจึงเสริมต่อไปว่า “ในปั่านั้นมีหมู่มวลวิหคมากคณานับ คนก็มีหลากหลาย
ประเภทเช่นเดียวกัน ฉะนั้น อวี้เอ๋อร์อย่าได้คิดใช้วิธีใดวิธีเดียวในการดูแลจัดการคนเหมืนอกันหมด ทางที่ดีที่สุดคือ รู้จัก
ผ่อนหนักผ่อนเบา เพื่อให้แต่ละคนทำตามกฏระเบียบอย่างไม่อึดอัด หากทำผิดขึ้นมาก็ต้องพิจารณาโทษให้สมกับคน
และสถานการณ์นั้นๆ ไม่ใช่ยึดกฏตายตัวไว้เพื่อลงโทษใครให้หนัดเหมือนกันไปเสียทุกคน”
ต้วนอวี้เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่หลังจากคิดทบทวนจึงเอ่ยถามขึ้น “อย่างนั้น ถ้าเรื่องเมื่อครู่ให้ท่านพี่ตัดสินจะ
ลงโทษยังไงเอ่ย?”
ต้วนชิงหมิงตอบว่า “เรื่องเมื่อครู่นี้ พี่รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งแม่นมหวางและบ่าวใช้ตัวน้อยสองคนต่างก็มีความ
ผิด หากยึดตามกฏจวนต้วนแล้ว หากคิดว่าการที่แม่นมหวางลงไม้ลงมือ ต่อว่าด่าทอบ่าวใช้ตัวน้อยเป็นความผิดและ
ลงโทษโบยถึงสามสิบไม้ นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ? เช่นนั้น อวี้เอ๋อร์ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับแม่นมหวางแม้แต่น้อย อวี้
เอ๋อร์ต้องการความยุติธรรมก็ต้องใช้ใจที่เป็นกลางในการตัดสินใจ จะใช้อารมณ์ชั่ววูบไม่ได้โดยเด็ดขาด”
เมื่อเห็นต้วนอวี้หน้าแดงระเรื่อขึ้นมา ต้วนชิงหมิงก็ได้แต่ถอนหายใจ “ต้องจำไว้ว่า การเป็นเจ้านายนั้นสิ่งสำคัญ
คือพูดได้ต้องทำได้ด้วย แม้ไม่เคยพูดมาก่อนก็ต้องทำได้เช่นกัน ดังนั้น ถ้าตัดสินใจในแต่ละครั้งไปแล้วก็อย่าได้เปลี่ยนมัน
โดยง่าย ต่อให้เปั้นการตัดสินที่ผิดพลาด ก็ต้องยอมผิดจนสุดทาง”
ต้วนอวี้แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและไม่ถามอะไรต่ออีก
ต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ด้วยท่าทางไร้ชีวิตชีวา จึงอดขำเสียมิได้ “พูดก็พูดเถอะ การดูแล
จัดการจวนนั้น ถือเป็นหน้าที่ที่ฮูหยินในแต่ละจวนจำต้องใช้ความเฉลียวฉลาดและเด็ดขาดในการตัดสินใจ สิ่งที่อวี้เอ๋อร์
ทำได้ก็คือ หาฮูหยินกลับมาที่จวนสักคนหนึ่งก็พอแล้ว”
ต้วนอวี้หันหน้าไปมองต้วนชิงหมิงทันใด “ท่านพี่คิดว่าหนิงหรานดูแลจัดการจวนได้ไหม?”
“หนิงหรานดูแลจัดการจวนย่อมทำได้ดีแน่… ลองดูอย่างฮูหยินเชวียที่ดูแลจัดการจวนเชวียอย่างเรียบร้อยดีงามก็
รู้ได้แล้ว” ต้วนชิงหมิงพูดยิ้มๆ
ต้วนอวี้จึงถามต่อไป “ท่านพี่ เพียงแต่ว่าฮูหยินเชวียทำได้ดีงาม ก็ไม่จำเป็นที่หนิงหรานจะทำได้ดีงามเช่นกัน เหตุ
ใดท่านพี่จึงได้มั่นใจว่าหนิงหรานจะต้องทำได้เหมือนกันด้วย?”
“ข้อแรก ฐานะบุตรสาวภรรยาเอกจวนเชวีย ไม่ว่าจะตบแต่งเข้าไปไหนย่อมต้องเป็นฮูหยินอยู่ดี ฉะนั้นเรื่องการ
ดูแลจัดการเรื่องในจวน ฮูหยินเชวียต้องอบรมสั่งสอนหนิงหรานอย่างรู้งาน ข้อต่อมา หนิงหรานเกิดในตระกูลตั้งแต่ลืมตา
ดูโลก สิ่งที่นางเห็น ได้ยินได้ฟัง ได้เรียนรู้ย่อมไม่น้อยไปกว่าพี่และเจ้า เพราะฉะนั้น ถ้าหนิงหรานได้ดูแลจวนต้องเป็นผู้
ช่วยที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน!” ต้วนชิงหมิงยิ้มหน้าบาน
ต้วนอวี้หัวเราะชอบใจ พลางหันไปมองที่หน้าของต้วนชิงหมิง ทันใดนั้น เขาถามขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว “ท่านพี่ละ
เรื่องการดูแลจัดการจวนไปเรียนรู้มาจากใครกัน?”
ต้วนอวี้เคยเห็นความสง่างาม ยุติธรรม และเมตตาของต้วนชิงหมิงผู้ซึ่งมีอายุสิบปีนิดหน่อย ทว่ากลับมี
ประสบการณ์ที่ลึกซึ้งเฉกเช่นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก
ใครกันที่คอยอบรมสั่งสอนการดูแลจัดการจวนให้แก่ต้วนชิงหมิง?
ถ้าบอกว่าเป็นหลิวหรง เกรงว่าต้วนอวี้หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อเป็นอันขาด เนื่องจากเมื่อก่อนหลิวหรง
กุมอำนาจดูแลจัดการจวนต้วนไว้ทั้งหมด ต้วนอวี้เห็นแล้วรู้สึกว่าห่างชั้นกับต้วนชิงหมิงราวกับฟั้าดิน แต่วิธีในการดูแล
จัดการของคนคนหนึ่ง ไม่มีทางติดตัวมาตั้งแต่เกิด ฉะนั้น ต้วนอวี้จึงประหลาดใจ ด้วยอยากทราบว่าต้วนชิงหมิงไปเรียนรู้
มาจากใครกันแน่
มือของต้วนชิงหมิงสั่นระริกขึ้นมานิดหน่อย แต่นางก็สามารถควบคุมให้หยุดนิ่งได้
“พี่ก็ต้องเรียนมาจากท่านแม่ยังไงเล่า……” ต้วนชิงหมิงหันไปพูดกับต้วนอวี้
ฉับพลันทันใดนั้น สายตาของต้วนอวี้กลับแน่นิ่งไปชั่วขณะ
ต้วนชิงหมิงอายุมากกว่าต้วนอวี้เพียงแค่สี่ปีนิดหน่อย การที่นางอายุมากกว่าเพียงแค่สี่ปี จะสามารถเรียนรู้วิธีการ
ดูแลจัดการจวนได้อย่างไม่บกพร่องเลยหรือ? จุดนี้ต้วนอวี้ไม่มีทางเชื่อคำพูดของต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย แต่ถ้าบอกว่า
เรื่องดูแลจัดการจวนต้วนไม่ได้ไปเรียนรู้มาจากท่านแม่ติงโหรว แล้วนางไปเรียนมากับใครกัน?
ต้วนชิงหมิงนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยขึ้น “ท่านแม่จากโลกนี้ไปเร็ว ตอนที่พี่อายุยังน้อย ย่อมเรียนรู้สิ่งใดไม่ได้
มากนักหรอก ทว่าตั้งแต่เติบโตขึ้นมา พี่ก็มักจะฟังคนเก่าคนแก่เล่าเรื่องดูแลจัดการจวนต้วนของท่านแม่ จึงสามารถเรียน
รู้และปฏิบัติตามได้”
ต้วนชิงหมิงพูดค่อนข้างคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง ด้านต้วนอวี้ก็รู้สึกไม่อยากซักไซร้ไล่ความต่อไป
เขาเชื่อว่าสำหรับต้วนชิงหมิงแล้ว ท่านแม่ติงโหรวย่อมเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวดในชีวิตของต้วนชิงหมิง
ตอนนี้ถ้ามัวแต่ฟืนฝอยหาตะเข็บ เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ก็คงไม่มีทางพูดคุยกันต่อไปได้อีก
ที่จริงแล้ว ก่อนที่ต้วนชิงหมิงจะเตรียมตัวแต่งงานออกเรือนในชาติที่แล้ว ต้วนเจิ้งได้ไปหาคนที่ดูแลจวนคนหนึ่ง
มาอบรม แนะนำทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรรู้ก่อนออกเดินทางไปจวนไปั๋ ส่วนหลิวหรงที่สืบรู้เข้าก็ให้คนที่สอนต้วนชิงหมิงมา
สอนต้วนอวี้หรานด้วย เพื่อเป็นการเปิดหนทางความรํ่ารวยมั่งคั่ง ส่วนต้วนชิงหมิงก็ถูกคนในจวนไปั๋ดูถูกดูแคลน จึงต้อง
เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ จนกระทั่งสามารถดูแลจัดการจวนไปั๋ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อย้อนคิดกลับไปเรื่องราวในชาติที่แล้ว ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ต่างเงียบงันลงทั้งคู่
ระหว่างนั้นชิวหนิงได้เดินเข้ามา พูดกับต้วนชิงหมิง “คุณหนู ได้เวลาที่ต้องออกเดินทางแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับรู้ จากนั้นจับมือต้วนอวี้เดินออกไปด้วยกัน
วันนี้ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ตั้งใจไปช่วยทำลายการดูตัวของเชวียหนิงหราน ถึงแม้แผนการทุกอย่างจะถูกตระ
เตรียมไว้เป็นอย่างดี ทว่าต้วนอวี้กลับยังรู้สึกไม่สงบอย่างบอกไม่ถูก เขาจับมือต้วนชิงหมิงไว้แนบแน่น พูดอย่างตื่นเต้นใจ
สั่น “ท่านพี่ เรื่องในวันนี้จะสำเร็จไหม?”
ต้วนชิงหมิงพบว่าฝั่ามือต้วนอวี้เต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา นางจึงหยุดก้าวเดินหันมามองต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ ถ้า
พี่ให้เจ้าไปเจอคนในตระกูลเชวีย เจ้ากลัวหรือไม่?”
ต้วนอวี้พิจารณาประเดี๋ยวก่อนตอบกลับ “เพื่อหนิงหราน อวี้เอ๋อร์ไม่มีความกลัวอันใด”
ต้วนชิงหมิงตบไปที่มือต้วนอวี้ พูดอย่างชื่นชม “ในเมื่อไม่กลัวก็ไม่จำเป็นจะต้องตื่นเต้นขนาดนี้ เรื่องไหนวันนี้จะ
ต้องสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากโชคดี เจ้ากับหนิงหรานจะได้สานสัมพันธ์กัน แต่ถ้าโชคไม่เข้าข้าง การดูตัวระหว่างจวนเช
วียและจวนจางไม่สำเร็จ ฮูหยินเชวียย่อมต้องหาคู่ให้กับหนิงหรานใหม่อยู่ดี……”
พอเห็นต้วนอวี้อ้าปากเหมือนอยากพูดบางอย่าง ต้วนชิงหมิงกลับพูดต่อโดยไม่หยุด “ไม่ว่าผลลัพธ์ในวันนี้จะออก
มาดีที่สุดหรือแย่ที่สุด สำหรับพวกเรานั้นล้วนเป็นสิ่งที่ทั้งสิ้น… ข้อแรก ถ้าเจ้ากับหนิงหรานได้สานสัมพันธ์ไปจนถึง
แต่งงานตามที่ปรารถนาไว้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีปรีดา หากมองในมุมแย่ที่สุด เจ้ากับหนิงหรานจะไม่ได้ครองคู่ แต่จวน
เชวียก็จะไม่กล้าหาคนดูตัวสุ่มสี่สุ่มห้าอีก… ขอเพียงหนิงหรานยังไม่ได้หมั้นหมาย เจ้าก็ยังมีโอกาสอยู่ ฉะนั้นผลลัพธ์ในวัน
นี้เป็นอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นผลดีกับพวกเราทั้งสิ้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น ต้วนอวี้ยืนอกขึ้นอย่างภาคภูมิ หันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “ท่านพี่… อวี้เอ๋อร์จะพยายามช่วงชิงให้
ได้โอกาสที่ดีที่สุด เพื่อจะได้สานสัมพันธ์กับหนิงหรานอย่างเปิดเผยเสียที”
ต้วนชิงหมิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลางยื่นมือไปจับเสื้อที่ยับของต้วนอวี้ให้คลายออก ก่อนจะพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“อันที่จริง อวี้เอ๋อร์ไม่ต้องบีบเค้นตัวเองหนักหน่วงขนาดนี้ก็ได้ จำไว้นะว่า ของอะไรที่เป็นของเรายังไงก็เป็นของเราอยู่วัน
ยังคํ่า แต่ถ้าไม่ใช่ของเรา ต่อให้แย่งชิงมาด้วยวิธีการใด ย่อมอันตรธานหายไปอยู่ดี อีกสิ่งที่อวี้เอ๋อร์ต้องจดจำไว้คือ ความ
พยายามอยู่ที่ตัวเรา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้น ฟั้าดินจะช่วยตัดสินอีกที”