การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 60 เซียงเย่เอ๋อร์กวนใจ
ผ่านไปนานเท่าไรก็สุดที่จะรู้กว่าต้วนชิงหมิงจะได้สติกลับมา นางมองไปที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เอ่ยถามเสียงเรียบ “นาง
ไปแล้วหรือ?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พยักหน้า “เจ้าค่ะ คุณหนู ข้าไปสืบได้ความมาแล้ว หลังจากที่ต้าชุ่ยกลับมาวันนี้ก็ไปที่ห้องของบ่าว
รับใช้ที่ชื่อว่าตงเอ๋อร์ก่อน แอบคุยกับนางเงียบๆ พักหนึ่งจากนั้นก็ไปหาชิวจวี๋อีก แล้วถึงได้มาหาคุณหนูเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวผู้เป็นนายกลับไม่รู้สึกเหนือความคาดหมายพลางกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ต้าชุ่ยรีบร้อนออกไปยังไม่ทันได้
จัดการของที่ฝังไว้เลย นางย่อมต้องหาคนรับช่วงต่อ…”
ต้าชุ่ย!แม้แต่ตอนที่เจ้ากำลังจะไป ก็ยังไม่ลืมที่จะวางแผนทำร้ายข้า ที่ข้าทำแบบนี้กับเจ้าถือว่าเมตตาเกินไปหรือ
ไม่
ก็ช่วยไม่ได้ขอเพียงแค่ต้วนชิงหมิงได้เห็นต้าชุ่ย นางก็จะคิดถึงลูกๆ ทั้งสองของนางหวนคิดถึงฝั่ามือที่กดอยู่บนบ่า
ของนางอย่างสุดกำลังของ… ต้าชุ่ย ทั้งชีวิตนี้ข้าไม่มีทางใจอ่อนให้เจ้าเด็ดขาด!
บ่าวรับใช้คนสนิทฟังเสียงของต้วนชิงหมิงที่ยืนพูดอยู่ริมหน้าต่างฟังดูทั้งโดดเดี่ยวทั้งเปลี่ยวเหงา ราวกับถูกหมอก
หนาสีเทาเข้มปกคลุมไว้หนึ่งชั้นมองไม่เห็นความหวัง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
ไม่นานก็ตัดสินใจก้าวขึ้นไปข้างหน้าพลางหยิบเสื้อคลุมนำมาคลุมให้ต้วนชิงหมิง เอ่ยเบาๆ ละม้ายปลอบโยน
“คุณหนูเจ้าคะ อากาศหนาวแล้ว ท่านต้องระวังสุขภาพหน่อยเจ้าค่ะ!”
นางห่อไหล่กระชับเสื้อคลุมที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คลุมให้เอ่ยถามเสียงเบา “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เจ้าก็รู้สึกเหมือนกันใช่หรือ
ไม่……ว่าข้าโหดเหี้ยม?”
ใช่เจ้าค่ะเป็นแค่บ่าวรับใช้คนหนึ่ง ทำเรื่องที่ผิดต่อเจ้านายตีไปยกหนึ่งแล้วโยนออกไปก็ว่าหนักแล้ว แต่วิธีการที่ต้
วนชิงหมิงใช้ก็คือทำให้ชีวิตของบ่าวรับใช้ผู้นั้นพังทลาย แม้มีชีวิตอยู่กลับทรมานยิ่งกว่าตาย!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อึ้งไปชั่วขณะนางเห็นผู้เป็นนายทำสีหน้าอ้างว้างและเงียบเฉยนั่นคือความหลุดพ้นที่เกิดขึ้นหลังจาก
ที่หัวใจได้ตายไปแล้วเท่านั้นทำให้คนที่เห็นรู้สึกตกใจ จึงส่ายหน้าตอบไปว่า
“บ่าวกลับรู้สึกว่าคุณหนูยกประโยชน์ให้นางไปแล้ว! ต้องทราบนะเจ้าคะ ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงเมื่อไร คนที่เสียหาย
ไม่ใช่แค่คุณหนูเท่านั้น ชื่อเสียงของสกุลต้วนก็ด้วย จะถูกกวาดหายไปเช่นกันถึงตอนนั้นหลิวอี๋เหนียงก็คงได้โอกาสต่อกร
กับคุณหนู อย่าว่าแต่ทั้งชีวิตนี้เลยกระทั่งความเป็นความตายของคุณหนู ล้วนถูกบีบอยู่ในมือหลิวอี๋เหนียงทั้งสิ้น!”
แววตาของต้วนชิงหมิงไหววูบพริบตาเดียวก็กลับมามั่นคงเช่นเดิมทว่าในใจกลับรู้สึกปลื้มปีติ ยังดีที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
เข้าใจนาง!
เมื่อเห็นนางยังนิ่งเงียบเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็มองไปยังนอกหน้าต่าง พูดขึ้น “คุณหนูไปโมโหเด็กที่กินบนเรือนขี้รดบน
หลังคาอย่างต้าชุ่ยก็ไม่คุ้มหรอกเจ้าค่ะข้าเห็นบ่าวรับใช้ของอี๋เหนียงแอบให้เงินนางหลายครั้ง……”
ภายนอกหน้าต่างลมจากเหมันตฤดูพัดพาใบไม้ร่วงปลิวผ่านหน้าคนทั้งสองไป อย่างไรเสียเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็มีจิตใจ
เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งนางเปลี่ยนบทสนทนาทันทีเมื่อสายลมหนาวเย็นพัดกรูมาปะทะโดนใบหน้า “เย้ๆ คุณหนูเจ้าคะ
ฤดูหนาวมาถึงแล้ว!”
เด็กสาวเสมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงใบไม้เปลี่ยนสีร่วงเกลื่อนพื้น ดอกไม้ปลิว ใบไม้ร่วง! ฤดูหนาวมา
เยือนอีกแล้ว วันเวลาที่ต้วนเจิ้งต้องออกศึกใกล้เข้ามาแล้ว!
ในชาติที่แล้วต้วนเจิ้งเพิ่งจะออกรบ หลิวหรงก็ควบคุมทั้งจวนต้วนเอาไว้แล้วชีวิตของนางในแต่ละวันเรียกได้ว่าแย่
ยิ่งกว่าแย่เสียอีก แต่ในชาตินี้นางจะทำให้หลิวหรงอยู่อย่างทรมานยิ่งกว่าตายแน่นอน!
…
…
ไม่นานม่านรัตติกาลก็คลี่คลุมรอบด้านตกอยู่ในความมืดฉับพลัน กระทั่งยื่นมือออกไปยังมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า!
เห็นเพียงเงาคนผู้หนึ่งนำชายอีกหลายคนวิ่งทะลุผ่านตรอกซอกซอยอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปทางบ้านหลังหนึ่ง!
ยามราตรีอันเงียบสงัด พลันมีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ไม่นานก็มีเสียงบ่นด้วยความโมโหของผู้หญิงคนหนึ่งตามมา
“นี่ท่านพี่ไปเกลือกกลั้วที่ไหนมาอีก? ดึกดื่นปั่านนี้แล้วถึงเพิ่งจะกลับมา?” ประตูแง้มออกเผยให้เห็นช่องเล็กๆ
แสงไฟสีเหลืองนวลลอดผ่านประตูออกมาสาดส่องลงบนพื้น! ท่ามกลางแสงของโคมไฟผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีชมพู
เดินออกมาเปิดประตูด้วยความหนาวจนตัวสั่นเทิ้ม!
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไปเล่นไพ่ไม้ไผ่มาประเดี๋ยวเดียวเอง!”
เขาฉวยโอกาสเบียดเข้าไปในประตูที่เปิดอ้าออกทันทีพาลมที่หนาวเหน็บตามร่างกายเขาเข้ามาด้วยเมื่อลมพัดวูบ
เข้ามาทำให้คนด้านในหนาวจนตัวสั่นอีกครั้ง!
ผู้หญิงคนนั้นรีบเอาประตูบังไว้เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามหยาดเยิ้มครึ่งหนึ่งคือใบหน้าของต้าชุ่ยนั่นเองประตูบ้าน
ถูกปิดแล้ว เหลือเพียงเสียงที่ดังมาอีกเป็นชุด “ท่านพี่บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะพาข้ากลับจวน!”
“ไม่ต้องรีบหรอก……กลับไปก็มีกฎมากมายเจ้าให้ข้าเสพสุขอยู่ข้างนอกสักหลายๆ วันหน่อยเถอะ!” เสียงอัน
คลุมเครือของชายผู้หนึ่งดังตอบกลับ
เสียงผู้หญิงคนนั้นพูดอะไรบางอย่างฟังดูอู้อี้ไม่รู้ความคล้ายถูกอุดปากไว้ไม่นานแสงไฟในห้องก็ดับลงภายในความ
มืดมิดมีเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของผู้ชายและผู้หญิงดังออกมา!
ราตรีที่มืดมิดทว่ายังเห็นเส้นแบ่งท้องฟั้าและพื้นดินเป็นสีดำไร้แสงจันทร์และแสงดาว พระพายราตรีพัดกรูเข้ามา
ทางหน้าต่างพัดพาผ้าม่านปลิวพะเยิบดุจเริงระบำแสงเทียนข้างหลังเต้นระริกวับแวมราวกับมีใครบางคนกำลังสอดแนม
เงียบๆผ่านคํ่าคืนอันมืดมิดนี้!
ในเรือนของต้วนอี้หลิวยวนกำลังสอนต้วนอวี้เล่นหมากล้อม
“หืม ก้าวแรกเจ้าควรจะเดินอย่างนี้… ถูกต้อง อย่างนี้แหละอุดให้ศัตรูเจอทางตัน!” เขามีความอดทนสูงมากชี้
แนะต้วนอวี้ทีละขั้นตอน ส่วนต้วนอวี้ก็ฉลาดมาก แทบจะเข้าใจทันทีที่สอน!
เมื่อเล่นหมากล้อมจบไปหนึ่งกระดานหลิวยวนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ต้วนอวี้ยอดเยี่ยมมากเลย แบบนี้ใช้
เวลาไม่นานเจ้าก็จะเอาชนะพี่ชายได้แล้ว!”
ที่จริงทักษะการเล่นหมากล้อมของเขาก็ไม่นับว่าสูงสักเท่าไรเป็นเพราะเขายังไม่เคยใช้ความพยายามกับมันอย่าง
จริงจังแม้สักครั้งเพียงแต่ถ้าสอนเด็กน้อยอย่างต้วนอวี้ ฝีมือเท่านี้ก็มากเกินพอแล้ว!
อีกไม่กี่วันหลิวยวนก็จะออกจากจวนท่านแม่ทัพแล้วช่วงไม่กี่วันนี้เขากำลังพักผ่อนอยู่พอดีจึงสอนทุกสิ่งที่ตัวเองรู้
ให้ต้วนอวี้ด้วยความใจกว้างดั่งมหาสมุทร!
“จริงหรือ?” ต้วนอวี้เงยใบหน้าอันหล่อใสไร้เดียงสาขึ้นมาหยุดเว้นจังหวะผลิยิ้มขึ้นจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตา
พร้อมบอกว่า
“ถ้าถึงตอนนั้น ข้าจะเล่นหมากล้อมกับพี่ทุกวันเลย!”
ต้องอย่างนี้สิเพราะเอาชนะเขาได้ ถึงได้เล่นกับเขาทุกวัน แบบนี้ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอนี่มันเป็นการทารุณ
อาจารย์ตัวเองชัดๆ!
หลิวยวนส่ายหน้า “หนึ่งในหลักการของหมากล้อมสิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือการฝึกฝนจิตใจตัวเอง แค่สืบ
เท้าเข้าไปก็พออย่าเล่นสนุกจนลืมแสวงหาความก้าวหน้าเด็ดขาด! ดังนั้นวันนี้เราเล่นกันเท่านี้พอ ไปท่องหนังสือต่อได้
แล้ว!”
การชี้แนะสั่งสอนของหลิวหยวนก็มาจากท่านแม่ของเขานั่นเองดังนั้นสำหรับศิลปะสี่แขนงของปัญญาชนอย่างกู่
ฉิน หมากล้อม เขียนอักษรและวาดภาพเขาจึงเรียนรู้มันแค่คร่าวๆ เท่านั้น ไม่นับว่าเป็นยอดฝีมือแน่นอน!
ต้วนอวี้เป็นเหมือนเด็กที่ได้คืบแล้วจะเอาศอกในเวลานี้เมื่อคนที่ยังเล่นไม่หายอยากได้ยินว่าจะไม่ได้เล่นต่อแล้วก็
เงยหน้าหัวเราะคิกคักทันที แล้วยื่นมือมากอดแขนหลิวยวน “ไม่เอา พี่หลิวเล่นอีกสักกระดานเถอะนะ!”
ต้วนอวี้สนใจการเล่นหมากล้อมมากเมื่อครู่นี้เพิ่งเล่นกับหลิวยวนไปแล้วหนึ่งกระดานทว่าเด็กชายร้องขอที่จะเล่น
ต่ออีกหนึ่งกระดาน แล้วก็ขอต่อไปเรื่อยๆ!
หลิวยวนส่ายหน้าช้าๆเอ่ยปาก “ไม่ได้ ถึงเวลาท่องตำราแล้ว!”
ต้วนอวี้บุ้ยปากผินหน้าไปทางอื่น!
ก็เขาชอบเล่นหมากล้อมนี่นาถึงแม้จะไม่ได้ต่อต้านการท่องตำรา แต่ยังไม่ทันเล่นหมากล้อมให้หนำใจก็ต้องไปท่อง
ตำราแล้ว เสียบรรยากาศเกินไปจริงๆ!
หลิวยวนทำท่าทางละม้ายคนที่ ‘ไร้ความปรานี’ มองต้วนอวี้ขรึมพร้อมสั่งว่า “วันนี้พวกเรามาท่องหกหลักการใน
คัมภีร์หลุนอวี่ [1] กัน! เอาล่ะ เปิดหนังสือ!”
เด็กชายไม่เต็มใจแต่ก็ไม่กล้าเถียง ทำได้เพียงยื่นมือไปพลิกหนังสือตามเขาบอกก่อนเริ่มอ่านประโยคแรก หลิว
ยวนก็กล่าวเสียงเรียบว่า
“ถ้าเจ้าสามารถท่องหกหลักการกับศีลเจ็ดในคัมภีร์หลุนอวี่ได้หมดก่อนเวลากินข้าวข้าก็จะพิจารณาเรื่องเล่น
หมากล้อมกระดานต่อไปกับเจ้า!”
“จริงหรือ?” บนใบหน้าเล็กๆพลันปรากฏรอยยิ้มชื่นมื่นราวกับดอกไม้ผลิบานทันที ‘หึหึพี่ชาย ท่านรอความพ่าย
แพ้ได้เลย ท่านต้องรู้เอาไว้นะว่าสองบทนี้ข้าท่องได้จนคล่องปรื๋อตั้งนานแล้ว!’
“ขงจื๊อกล่าวว่า ‘เรียนแล้วกลับมาทบทวนไม่ใช่ความสุขหรอกหรือ!’…”
“คุณชายหลิว คุณชายหลิวอยู่หรือไม่?” ทั้งสองเพิ่งจะอ่านไปได้หนึ่งบทจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงที่ชัดใสดังอยู่ข้างนอก
ต้วนอวี้พลันหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์ “พี่หลิว เย่เอ๋อร์เน่านั่นมาหาท่านอีกแล้วนะ!” เย่เอ๋อร์เน่าที่ต้วนอวี้พูดถึง ก็คือ
เซียงเย่เอ๋อร์หัวหน้าสาวใช้ของต้วนอวี้หรานนั่นเอง! ในช่วงนี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บ่าวรับใช้คนนี้ขยันถ่อมาหาหลิวยวน
มาก ตอนแรกจะมาทุกๆ สองวันสามวัน แต่ตอนนี้กลายเป็นมาวันละสองสามครั้งเสียแล้ว!
“สองหูอย่าฟังเรื่องนอกหน้าต่าง ท่องหนังสือ!” หลิวยวนทำทีดุเสียงตํ่าและแม้จะตำหนิต้วนอวี้ แต่เขาก็ขมวดคิ้ว
แน่นอย่างไม่สบอารมณ์เซียงเย่เอ๋อร์คนนี้ ทำไมถึงถ่อมาที่นี่ทุกวันเลยล่ะ? อย่าบอกนะว่าบ่าวรับใช้คนนี้ไม่รู้จักยึดถือ
ประเพณีเลย?
ดังนั้นต้วนอวี้จึงท่องหนังสือต่อไปอย่างว่านอนสอนง่าย! ทว่าปากก็ท่องไปพลางสายตามองนอกหนังสือไปพลาง
เห็นเซียงเย่เอ๋อร์แต่งตัวสวยงามฉูดฉาดกำลังถือกล่องอาหารเดินบิดเอวเข้ามาหาทั้งสอง!
เซียงเย่เอ๋อร์เป็นสาวใช้ของคุณหนูรองต้วนอวี้หราน ปีนี้อายุสิบสี่ปี เป็นช่วงเวลาที่หน้าตาน่าดึงดูดให้คนเอ็นดู
ทะนุถนอม!
…
[1] คัมภีร์หลุนอวี่เป็นคัมภีร์ที่ลูกศิษย์ของขงจื๊อได้รวบรวมคำสอนของขงจื๊อไว้ ทั้งด้านการศึกษาการเมืองการ
ปกครอง คุณธรรมเป็นต้น อีกทั้งยังใช้สำหรับสอบเข้ารับราชการในสมัยโบราณ