การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 600 พบหน้าดูตัว
ฮูหยินจางรู้นิสัยของบุตรชายเป็นอย่างดี หากต้องการปิดบังเรื่องนี้เห็นทีจะไม่ได้ แต่หากบอกความจริงทั้งหมดก็
ไม่ได้อีกเช่นกัน
ในที่สุดฮูหยินจางก็คิอหาวิธีออกจนได้ นางเข้าไปหลอกล่อบุตรชายไปทานข้าวกับน้องสาว โดยกำชับให้บุตรชาย
รักษาหน้าตา อย่าเสียมารยาทเป็นอันขาด ส่วนจางเย่ก็ไม่คิดจะเสียมารยาทแต่อย่างใด เพราะเขาอยากออกมานอกจวน
จนตัวสั่นแล้ว
เมื่อมาถึงร้านอาหารเทียนฝูั่ ทั้งจางซู่และเชวียหย่งเฉียงได้ทักทายกันสองสามประโยค จากนั้นก็เข้าไปคุยกันส่วน
ตัว โดยให้ฮูหยินจางก็พาจางเย่ไปอีกฝัง
จางซู่กับเชวียหย่งเฉียงเป็นขุนนางที่อยู่ระดับเดียวกัน โดยปกติ แม้จะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่พอต้องพบ
หน้ากันก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยกันเสียหน่อย ตามประสาลูกผู้ชาย ส่วนฮูหยินจางพาจางเย่ไปพบหน้าฮูหยินเชวียกับเชวีย
หนิงหราน
ฮูหยินเชวียกับเชวียหนิงหรานกำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้อง ระหว่างนั้นมีบ่าวใช้รายงานขึ้นจากหน้าประตู ว่าฮูหยิน
จางได้พาชายหนุ่มมาด้วยคนหนึ่ง
เมื่อฮูหยินเชวียเห็นจึงรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ และจับมือฮูหยินจางเข้ามาพูดอย่างดีใจ “อวิ๋นอวี่ ไม่เจอกันตั้งนาน
เลย”
ฮูหยินจางมองหน้าฮูหยินเชวียด้วยความยินดี และเอื้อนเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว อวี้เจิน ไม่เจอกันตั้งนานจริงด้วย แต่ดูยัง
ไงเจ้าก็ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเลยนะ หลายปีมานี้เป็นยังไงบ้าง?”
ทั้งสองคนพูดคุยกันต่างเรียกชื่อจริงของกันและกัน ตั้งแต่ที่เป็นเด็กน้อยกันแล้ว มาวันนี้ได้ยินอีกครั้ง กลับกลาย
เป็นแม่คนไปแล้ว ทำเอารู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน
ฮูหยินจางกับฮูหยินเชวียรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ การพบเจอกันในวันนี้ย่อมมีเรื่องได้พูดคุยกันมากมาย ทั้งสองคน
จึงจับมือกันไปนั่งที่โต๊ะด้านหน้า และเริ่มถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของอีกฝั่าย บรรดาสตรีที่ออกเรือนไปแล้ว มีเรื่องพูดกัน
ไม่มากนักหรอก อย่างมากก็เรื่องสามี ลูกๆ พ่อตา แม่ยาย ไม่ก็เรื่องราวสนุกในวัยเยาว์ ไม่ว่าจะมีเรื่องอื่นให้พูดคุยกัน
มากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องวนมาที่เรื่องพวกนี้อยู่วันยังคํ่า
เมื่อฮูหยินเชวียนั่งลง ก็รีบจับลูกทั้งสามคนให้ทำความเคารพฮูหยินจาง
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนต่างรู้ดีแก่ใจว่าวันนี้มาด้วยเรื่องอันใด เวลานี้ ทั้งสองคนเดินขึ้นไปเบื้องหน้าฮูหยิน
จาง ทำความเคารพอย่างนอบน้อม และถอยกลับมาดังเดิม
พอถึงตาของเชวียหนิงหรานที่ต้องเดินไปเบื้องหน้าฮูหยินจาง นางก็ทำความเคารพเหมือนพี่ชายทั้งสอง ทว่าฮู
หยินจางที่ได้เห็นเชวียหนิงหราน ดวงตาทั้งสองข้างก็เปล่งประกายขึ้นมา ฮูหยินจางเข้าไปจับมือเชวียหนิงหราน “โอ้โห
หลานคนนี้งดงามเหลือเกิน”
เชวียหนิงหรานสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ ที่ฮูหยินจางจ้องมองมา จนรู้สึกหน้าแดงและพยายามดึงมือออก
ฮูหยินเชวียจึงพูดยิ้ม “ท่านปั้าจางมีแต่บุตรชาย ไม่มีบุตรสาวแม้แต่คนเดียว ดังนั้นเห็นเจ้าแล้วจึงรู้สึกอยากมีบุตร
สาวขึ้นมาบ้าง เจ้าอย่าเข้าใจผิดไปล่ะ”
เชวียหนิงหรานได้ฟังก็เม้มปากพูดเคืองๆ “ท่านแม่หัวเราะเยาะลูกอีกแล้วนะ”
“ใช่แล้ว ปั้าไม่ได้มีวาสนาเหมือนแม่เจ้าหรอก ที่มีบุตรสาวด้วย พอปั้าได้เห็นหน้าหนิงหรานก็รู้สึกเหมือนเราสนิท
ชิดเชื้ออย่างมาก… หนิงหราน ต่อไปต้องไปมาหาสู่กับปั้าบ่อยๆ ปั้าจะได้รู้สึกเหมือนว่ามีบุตรสาวกับเขาบ้าง” ฮูหยินจาง
พูดยิ้มๆ
ฮูหยินเชวียแอบปรายตามองไปที่จางเย่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง “่คนนี้คงเป็นคุณชายตระกูลจางใช่ไหม?”
ฮูหยินจางรีบดึงตัวจางเย่ออกมายืนด้านหน้า พูดยิ้มแย้มว่า “นี่คือเย่เอ๋อร์ เป็นบุตรชายคนรอง ส่วนบุตรชายคน
โตแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว มีลูกชายหนึ่งลูกสาวอีกหนึ่ง ส่วนเย่เอ๋อร์เอาแต่ติดเล่นคิดเที่ยว จนตอนนี้ยังหาสตรีที่ถูกใจ
ยังมิได้เลย”
ด้านจางเย่เดินขึ้นมาหนึ่งก้าว พร้อมทำความเคารพฮูหยินเชวีย “หลานจางเย่ คารวะท่านปั้าเชวีย”
จางเย่ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี เรื่องกฏระเบียบ การทำความเคารพจึงทำได้อย่างสมบูรณ์ พอฮู
หยินเชวียเห็นเช่นนั้น จึงพูดอย่างปลื้มปริ่มใจขึ้น “โอ้ หลานจางเย่ทำได้ดีกว่าเจ้าลิงข้างสองคนนั้นของปั้าเป็นหลายเท่า
นัก”
ฮูหยินจางจึงหันไปยิ้มกับเชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวน “อวี้เจิน เจ้าอย่าทำให้ข้าขายหน้าเลย ดูหลานชายทั้ง
สองคนนี้เป็นถึงสหายที่รํ่าเรียนมากับองค์ชายสาม ท่าทางใจกว้างหนักแน่น ข้าอยากจะถามวิธีเลี้ยงหลานสองคนนี้เสีย
หน่อย”
ฮูหยินเชวียได้ยินที่ฮูหยินจางออกปากชมบุตรชายทั้งสองของนาง จิตใจก็ฟูฟั่องขึ้นมา จากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อ
สนทนาเจาะจงมาที่จางเย่ เช่น ถามเกี่ยวกับความรู้ต่างๆ และการใช้ชีวิต เป็นต้น
ในใจของจางเย่เริ่มรู้สึกรำคาญใจที่ต้องตอบคำถามพวกนี้ แต่เมื่อรับปากท่านแม่ไปแล้ว จำต้องฉีกยิ้มตอบคำถาม
ไปอย่างอดทน
ทางด้านฮูหยินจางก็เข้าไปจับไม้จับมือหนิงหราน ถามนู้นนี่นั่นอยู่หลายคำถาม โดยสิ่งที่ถามส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยว
กับ ชอบอ่านหนังสือตำราอะไร ปกติชอบเย็บปักถักร้อยย้างไหม เป็นต้น
ฮูหยินจางเป็นคนที่จับสังเกตนิสัยใจคอคนจากการสนทนาได้ดีเยี่ยม ส่วนเชวียหนิงหรานก็รู้สึกได้ว่า สถานการณ์
นี้เหมือนถูกจัดเตรียมมาก่อนล่วงหน้า แต่เมื่อรู้นางก็ยังพูดคุยกับฮูหยินจางอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินใจ
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนต่างยืนนิ่งอยู่ข้างฮูหยินเชวีย โดยเห็นสายตาของท่านแม่จ้องมองจางเย่ด้วยความ
ชื่นชม
เมื่อทั้งสี่คนพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอแล้ว จางซู่และเชวียหย่งเฉียงก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองคนต่างเดินเข้าไป
จับไม้จับมือบุตรชายของอีกฝั่าย จากนั้นค่อยนั่งโต๊ะลงตามลำดับอาวุโส
จางเย่ทำตามที่รับปากฮูหยินจางได้ดีมาโดยตลอด แต่พอนั่งจะทานข้าว เขากลับขอตัวออกไปด้านนอก
ฮูหยินจางไม่ได้สนใจที่บุตรชายเดินไปข้างนอก เอาแต่พูดคุยกับฮูหยินเชวียต่อไป ส่วนจางซู่และเชวียหย่งเฉียง
กลับพูดคุยกันเรื่องราชสำนัก มีเพียงเชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนสองคนที่ไม่ได้พูดคุยกับใคร เขาทั้งสองเลยเดินตาม
จางเย่ออกไป
ในใจของเชวียหนิงซวนรู้สึกอึดอันมาตั้งนานแล้ว จึงถือโอกาสที่เดินออกมา บ่นกับเชวียจื่อซวนเสียหน่อย “ท่านพี่
ข้าว่าท่าทางจางเย่อะไรนั่น ดูไม่มีกำลังวังชา เหมือนคนปั่วยโรคเยอะต่างหาก แต่ทำไมท่านแม่ถึงได้ถูกอกถูกใจเพียงนี้?”
เชวียจื่อซวนตอบปลงๆ “น้องรอง เจ้าคงยังไม่รู้สิว่า จวนจางนั้นมีกฏบ้าๆ อยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือหากภรรยาเอกยังอยู่
สามีมิอาจหาเล็กหาน้อยได้ ส่วนจางเย่คนนั้นถนัดเรื่องการแสดงเสแสร้ง จึงไม่ยากเย็นที่จะหลอกท่านแม่ได้”
ฮูหยินเชวียเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก แต่ความที่เชวียหย่งเฉียงมีภรรยาเล็กภรรยาน้อยมากมาย นางจึงรับนิสัยแบบ
นี้ไม่ไหว แต่วันนี้ พอได้ยินกฎข้อแรกของจวนจาง “หากภรรยาเอกยังอยู่ มิอาจรับภรรยาอื่นใดได้” ข้อนี้เองทำให้ใจของ
ฮูหยินเชวียเต้นแรงขึ้นมา ทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฮูหยินเชวียได้ยินจางเย่ จึงเกิดความชอบพอขึ้นทันที
เชวียจื่อซวนที่อายุมากกว่าเชวียหนิงซวนจึงเข้าใจความคิด ความรู้สึกของฮูหยินเชวียผู้เป็นท่านแม่
เชวียหนิงหรานนิสัยตรงไปตรงมา และได้รับการทะนุถนอมมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เยาว์วัย หากนางแต่งเป็นภรรยา
เอกต้องเสียเปรียบพวกภรรยาน้อยแน่นอน ดังนั้น ฮูหยินเชวียอยากให้บุตรสาวเพียงคนเดียว ได้เป็นภรรยาเอกโดยที่ไม่
ต้องไปสู้รบปรบมือกับใคร
เชวียหนิงซวนอายุน้อยกว่าพี่ชาย จึงคิดได้ไม่ลุ่มลึกมากนัก เขาจึงพูดอ่อมแอ่มออกมา “อะไรคือการมิอาจหาเล็ก
หาน้อยได้… ข้ากลัวเหลือเกินว่าจางเย่ผู้นี้ไม่อยากแต่งงาน เพราะอยากดูแลเด็กหนุ่มน้อยนั่นไปทั้งชีวิตมากกว่า!”
สถานการณ์ในเวลานี้ ฮูหยินเชวียประทับใจจางเย่เป็นที่สุด หากนางได้ยินที่บุตรชายทั้งสองคนกำลังสนทนาอยู่
ต้องคิดว่าพวกเขากำลังจ้องทำลายชื่อเสียงจางเย่เป็นแน่
สองพี่น้องเดินออกมาเผลอแวบเดียวก็ไปอยู่หลังร้านอาหาร ทั้งคู่นั่งเก้าอี้ที่ทำจากไม้ไผ่ จากนั้นต่างถอนหายใจ
ด้วยความเป็นห่วงอนาคตของเชวียหนิงหราน
ในตอนนั้นเอง มีเสียงเด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่งร้องไห้ขี้มูกโปั่งขึ้นมา “ท่านหลอกข้า… วันๆ ข้าเอาแต่เผ้าคิดถึงท่าน
รอท่านมา แต่นี่ท่านกลับมาดูตัว คงห่างวันที่ต้องแต่งงานไม่ไกลแล้วกระมัง? ช่างเถอะ ท่านหลอกข้า ข้าไม่มีทางเชื่อใจ
ท่านอีกแล้ว……”