การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 599 ช่วงก่อนการดูตัว
หลิวหรงได้ฟังที่แม่นมหวางพูดออกมาก็เอาแต่ถอนหายใต ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรื่องนี้ก็คงจัดการได้ง่าย แต่ตอนนี้คง
ไม่ง่ายแล้ว เนื่องด้วยต้วนชิงหมิงได้กลายเป็นจิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์ อีกทั้งยังมีตู้ชิงหรวนเข้ามาอยู่ในจวนต้วนอีก จึงทำให้
หลิวหรงทำอะไรได้ไม่สะดวกเหมือนที่เคยเป็นมา
ครั้งนี้แม่นมหวางก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ภายในห้องกลับเงียบงันลงไปทันใด เวลานี้นายบ่าวคู่นี้กำลังช่วยกันคิดว่า
ทรัพย์สินที่มาพร้อมติงโหรวอยู่ที่ใคร และเอาไปจากหลิวหรงได้อย่างไร
แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องรอให้นํ้าลดตอผุดขึ้นมาสักวันหนึ่ง แม้ตอนนี้ยังหาคำตอบไม่พบ และทำได้เพียงกัดฟันกร
อดๆ ด้วยความเจ็บใจ
ติงโหรวก็จากโลกนี้ไปแล้วแท้ๆ กลับเหลือบุตรชายกับบุตรสาวไว้ เป็นเสี้ยนหนามของหลิวหรงอีก
หรือว่าในชาติที่แล้วจะติดค้างหลิวหรงไว้?
พอหลิวหรงครุ่นคิดอยู่นาน ได้หันไปพูดกับแม่นมหวาง “แม่นมหวางไปช่วยข้าทำเรื่องหนึ่งก่อนดีกว่า”
เมื่อพูดจบ หลิวหรงยื่นหน้ามากระซิบเสียงเบาข้างหูแม่นมหวาง จนแม่นมหวางเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และตอบ
กลบว่า “อี๋เหนียงน่าจะทำแบบนี้มาตั้งแต่นานแล้วเจ้าค่ะ… รอรักษาให้โรคหายมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าทีดีขึ้นเลย
บ่าวว่าบอกนายท่านไป ท่านหมอรักษาหายแล้ว เพียงแต่ต้องระวังการร่วมห้องในช่วงนี้ไปก่อนก็น่าจะเพียงพอเจ้าค่ะ”
ถึงแม้หลิวหรงอายุอานามไม่น้อยแล้ว แต่เมื่อได้ยินเรื่องการร่วมห้องก็ทำให้หน้านางแดงกํ่าขึ้นมา จึงตำหนิแม่นม
หวางไป “เอาล่ะ แม่นมกี่โมงกี่กี่ยามแล้ว ยังมีเวลามาหัวเราะข้าอีก?”
แม่นมหวางรีบยกมือขึ้นมาปฏิเสธ “มิกล้าหัวเราะเยาะเจ้าค่ะๆๆ บ่าวจะไปทำตามที่อี๋เหนียงสั่ง ขอเพียงนายท่า
นกลับมา บ่าวก็จะรีบเชิญนายท่านมาที่นี่ อี๋เหนียงถือโอกาสนี้รีบแต่งองค์ทรงเครื่องรอต้อนรับนายท่านก็พอเจ้าค่ะ”
หลิวหรงผายมือไปมา “เรื่องนี้จะต้องปิดบังคนพวกนั้นเข้าใจไหม?”
คนพวกนั้นย่อมหมายถึงต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้ ตู้ชิงหรวน
แม่นมหวางพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่หลิวหรงต้องการสื่อออกมา
เมื่อแม่นมหวางเดินออกไป หลิวหรงก็ใช้มือลูบท้องไปมา พูดอย่างท้อแท้ใจ “ถ้าข้ามีบุตรชายสักคนก็ไม่จำเป็น
ต้องมาตกมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เพราะเจ้าโรคบ้านี่แท้ๆ ทำให้ข้าต้องเสียโอกาสไปมากมาย!”
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่นางแท้งลูก หลิวหรงก็เจ็บปั่วยออดๆ แอดๆ ไม่ได้ปรนนิบัติต้วนเจิ้งอย่างที่เคย และเมื่อตู้ชิงห
รวนมาที่จวน ต้วนเจิ้งก็ละเลิกไม่แยแสอี๋เหนียงเหมือนที่เคยเป็นมา บัดนี้ หลิวหรงได้เจอท่านหมอคนหนึ่งที่สามารถ
รักษาโรคนี้ให้หายแล้ว ฉะนั้น นางต้องกลับมาทวงสิ่งที่นางเคยมีให้กับมา
ขอเพียงโรคบ้าที่เป็นอยู่นี้ไม่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ นางก็ยังมีโอกาสให้กำเนิดบุตรชายให้กับตระกูลต้วน
หลิวหรงกำมือทั้งสองข้างแนบแน่น… ขอเพียงนางให้กำเนิดบุตรชาย ในจวนต้วนแห่งนี้ก็จะไม่มีที่ยืนให้ต้วนชิงหมิ
งกับต้วนอวี้อีกต่อไป นางจะหาวิธีกำจัดทีละคนให้กระเด็นจากจวนต้วนไป
ร้านอาหารเทียนฝูั่เป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ที่นี่ต้อนรับแขกเหรื่อที่มาจากทั่วสารทิศจึง
มีการค้าที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง และยังมีต้อนรับแขกที่สูงศักดิ์อีกด้วย
แขกเหรื่อที่มาใช้บริการที่นี่ ต่างแต่งตัวดูดีมีภูมิฐานกันทั้งนั้น บุรุษวัยกลางคนอายุราวๆ สี่สิบ ท่าทางเข้มงวดและ
มีระดับ กับสตรีวัยกลางคนที่อายุน่าจะผ่านมาสามรอบแล้ว แต่ใบหน้ายังเต่งตึงอยู่ ได้ยืนอยู่ข้างหลังบุรุษคนนั้น
ด้านหลังของคนทั้งสอง มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี ใบหน้าขาวผ่อง ดูเป็นคนซื่อๆ เมื่อมองจาก
ไกลๆ แต่ถ้าเข้ามามองใกล้ๆ อย่างพินิจ กลับดูออกว่าเป็นคนหัวแข็งและดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย
ในเวลานี้ ชายหนุ่มยืนอยู่ด้านหลังบุรุษและสตรีวัยกลางคน ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
บุรุษวัยกลางคนจึงเดินผ่านแขกเหรื่อเข้าไปนั่งในห้องด้านข้างที่จองไว้ ส่วนชายหนุ่มได้หันมาพูดกับสตรีวัยกลาง
คน “ท่านแม่ ถ้าลูกเจอหน้าคุณหนูเชวียอะไรนั่นเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ใช่ไหม?”
สตรีวัยกลางคนพูดเสียงแผ่วเบา ด้วยกลัวบุรุษวัยกลางคนได้ยินเข้า “เย่เอ๋อร์วางใจได้ ขอเพียงลูกตั้งใจพูดคุยกับ
คุณหนูเชวีย ไม่ว่าท่านพ่อพูดอะไร ลูกพยักหน้าเห็นด้วยก็เพียงพอ เสร็จงานแล้ว แม่จะให้ลูกไปเที่ยวเล่นกับสหายได้
ตามใจเหมือนเดิม”
ชายหนุ่มที่กำบัวพูดถึงคนนี้คือ “จางเย่” นั่นเอง ทั้งยังเป็นบุตรชายภรรยาเอกจวนจาง
ในวันนี้เป็นการนัดดูตัวระหว่างจวนเชวียกับจวนจาง จึงได้นัดแนะมาที่ร้านอาหารเทียนฝูั่ เพื่อพูดคุยนัดหมาย
เรื่องการหมั้นหมาย
จางเย่ฟังที่ฮูหยินจางพูดก็รีบพยักหน้าทันใด “ท่านแม่วางใจได้ ลูกจะไม่ทำตามทั้งหมด”
เมื่อรับปากเป็นที่เรียบร้อย จางเย่ก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก
ฮูหยินจางมองบุตรชายด้วยความโล่งใจ แต่เมื่อหันหน้ากลับมา สีหน้ากลับกลายเป็นกังวลขึ้นมาทันที
เมื่อได้ยินข่าวลือพูดแพร่สะพัดออกไปว่า จางเย่มีใจให้บุรุษ ไม่ชอบอิสตรี ช่วงนี้ยังเอาเวลาไปขลุกกับบุรษหน้าใส
อีก จึงทำให้ฮูหยินจางรู้สึกเป็นกังวลที่สุด
เรื่องนี้นายท่านจวนจาง “จางซู่” ได้ยินเรื่องเล่าลือนี้แล้ว ก็โมโหอย่างสุดขีด สั่งให้กักบริเวณจางเย่อยู่แต่ในเรือน
ห้ามออกไปไหน ทว่าจางเย่ที่ติดเล่น ติดเที่ยว ทำตามอำเภอใจจนเคยชิน มีหรือที่จะอยู่นิ่งเฉย
แม้มิสามารถออกจากเรือนได้ บรรดาบ่าวใช้ก็มิมีความสามารถห้ามปราบเขาได้เหมือนกัน จางเย่จึงทำให้จวนจาง
วุ่นวายมิอาจอยู่เป็นสุขได้เลย
ด้วยความจนปัญญา ฮูหยินจางรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น จึงเล่าให้ให้จางซู่ฟังเรื่องหาคู่ครองให้จางเย่ มิน่า
เชื่อว่าเขาก็เห็นดีเห็นงามด้วย ในฐานะของพ่อแม่ ย่อมเข้าใจช่วงวัยซุกคน ขาดความยั้งคิดของบุตร ขอเพียงเขาแต่งงาน
มีภรรยาเป็นตัวเป็นตน จิตใจและความคิดย่อมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
แน่นอนว่า ความคิดเหล่านี้เป็นเพียงความปรารถนาฝั่ายเดียวของจางซุ่และฮูหยินจาง ส่วนหลังจากแต่งงานแล้ว
จางเย่จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่นั้น มิใช่เรื่องที่จางซู่และฮูหยินจางเป็นกังวล
เมื่อฮูหยินจางและจางซู่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เลยเริ่มหาสตรีที่ดีให้แก่บุตรชายทันใด
เป็นที่รู้ว่า อายุของจางเย่ถึงวัยที่จะดูตัว หาคู่ครองแต่งงาน ส่วนสำหรับสตรีนั้นเริ่มตอนอายุสิบสามสิบสี่ปี ดังนั้
สตรีที่อายุไล่เลี่ยกับจางเย่ย่อมสามารถผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อฮูหยินตางและจางซู่เลือกไปเลือกมา จนสุดท้ายก็มีความ
เห็นตรงกันว่า คนที่เหมาะสมเป็นภรรยาของจางเย่ก็คือ เชวียหนิงหราน
ข้อแรก จางเชวียหย่งและจางซู่เป็นขุนนางระดับเดียวกัน ข้อสอง ตระกูลเชวียเป็นขุนนางที่เป็นเสาหลักให้ราช
สำนัก ตระกูลจางก็เป็นเสาหลักในฝั่ายตรวจการ ฉะนั้น หน้าตาและยศศักดิ์เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง สิ่งสำคัญที่สุด
คือ จวนเชวียกับจวนจางไปมาหาสู่กันน้อยครั้ง ย่อมมิทราบเรื่องฉาวโฉ่ของจวนจางมากนัก ในตอนนี้ หากตระกูลเชวีย
ตกลงกับการดูตัว หมั้นหมายในครั้งนี้ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
การดูตัวพูดคุยหารือเรื่องแต่งงาน หากไปจัดที่จวนใดจวนหนึ่งเกรงจะไม่เหมาะสมเสียเท่าไหร่ แต่ถ้าเลือกสถานที่
ที่ดีไปพูดคุยย่อมเหมาะสมกว่าด้วยประการทั้งปวง
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองตระกูลจึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก ประกอบกับเป็นครั้งแรกที่พบหน้ากันอย่างเป็นทางการ จึง
ต้องเลือกที่ไม่ดูแย่และดูดีมากจนเกินไป… หากการดูตัวพูดคุยไม่สำเร็จ ชื่อเสียงหน้าตาของสตรีก็จะได้ไม่ต้องเสื่อมเสีย
มาก
สำหรับทั้งสองตระกูลการรักษาหน้าตาถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ทั้งสองตระกูลจึงปรึกษากันลับๆ และได้
ข้อสรุปว่าจะนัดพบกันที่ร้านอาหารเทียนฝูั่ เพื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลได้เห็นหน้าคาดตาของกันและกันก็เท่านั้นเอง