การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 602 ต้วนอวี้มาแล้ว
คำพูดนี้เป็นความจริง เพราะว่าพี่น้องสองคนนี้ได้เห็นมากับตา ไม่ว่ายามใด ต้วนอวี้จะคอยปกปั้องเชวียหนิงหรา
นอยูาเสมอ และไม่มีทางทำร้ายนางอย่างแน่นอน
ต้วนอวี้ดูแล้วมีความจริงใจกับเชวียหนิงหรานมากกว่าจางเย่เป็นไหนๆ ดังนั้นการเลือกใครสักคนจากสองคนนี้จึง
ไม่มีอะไรให้ต้องลังเลใจ แต่บัดนี้ความจริงใจของต้วนอวี้ทำให้เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนเริ่มตัดสินใจไม่ถูก
เชวียหนิงซวนกับเชวียจื่อซวนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าต้วนอวี้อายุน้อยไปหน่อย ซึ่งน้อยกว่าเชวียหนิงหรานถึงเจ็ด
ปีเต็ม หากเขาอายุมากกว่านี้เสียน้อย เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนอาจช่วยพูดชมต่างๆ นานาต่อหน้าฮูหยินเชวียให้
อย่างเต็มที่
แต่ปัญหาในเวลานี้ที่ทั้งสองต่างถอนหายใจนั่นก็คือ การที่ต้วนอวี้กับเชวียหนิงหรานมาพบหน้านั้นช่างผิดที่ผิด
เวลา
เชวียหนิงซวนได้แต่ส่ายหน้า “เอาล่ะ ข้าจะไปตามหาตัวต้วนอวี้เดี๋ยวนี้”
ขอเพียงหาต้วนอวี้เจอ เขาจะต้องหาทางช่วยเชวียหนิงหรานไม่ให้ตกเข้าไปในกองเพลิงที่ลุกโชนนี้อย่างแน่นอน
เชวียหนิงซวนกลับตัวเดินจากไปด้วยความร้อนรนใจ
แต่ระหว่างนั้นเอง เชวียจื่อซวนได้คว้ามือเชวียหนิงซวนเอาไว้ พร้อมพูดขึ้น “น้องรองไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดใน
ตอนนี้ ไม่ใช่เล่นงานจางเย่ แต่ต้องหาต้วนอวี้ให้เจอก่อน เพื่อให้ท่านพ่อท่านแม่รับทราบเรื่องนี้ จะได้ไม่ต้องทำตาม
สัญญาปากเปล่าที่มีให้กันมา”
ใช่แล้ว เชวียหนิงซวนต้องไปตามหาตัวต้วนอวี้ให้พบเสียก่อน หากปล่อยให้ฮูหยินเชวียกับฮูหยินจางทำตามที่
สัญญากันไว้ ถึงตอนนั้นต่อให้ต้วนอวี้มาก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
เชวียหนิงซวนได้ฟังเช่นนั้นก็รีบสาวเท้าจากไปอย่างว่องไว “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ทำไมข้าลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย… เร็วเข้า
ต้องรีบไปห้ามเรื่องนี้”
สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือ คือการเข้าไปขัดขวางให้การเตรียมตัวหมั้นหมายหยุดลงไปชั่วคราวก่อน จากนั้นค่อย
วางแผนว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
เชวียหนิงซวนมีนิสัยรีบร้อนเป็นทุนเดิมจึงอยากรีบไปหาต้วนอวี้ตั้งแต่ที่ยังไม่ทันพูดจนจบ ส่วนเชวียจื่อซวนกลับ
ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่ใจร้อนไม่เปลี่ยน… วางใจได้ จางเย่ยังอยู่ที่นี่ พวกเราจะเร่งรีบไปทำไมกัน?”
เชวียหนิงซวนหันหน้ามองเชวียจื่อซวนเริ่มอึกอักพูดไม่ถูก ดวงตาทั้งสองข้างแดงกํ่าขึ้นมา “เจ้ายังดูไม่ออกอีก
หรือ? วันนี้หากจางเย่รู้ว่าเป็นการมาดูตัว มีหรือที่เขาจะยอมมาโดยง่าย? เพราะฮูหยินจางหลอกเขาว่าเป็นเพียงการทาน
ข้าวธรรมดา พอเสร็จสิ้นแล้วจะปล่อยให้เป็นอิสระ”
“ในเมื่อจางเย่ไม่รู้ พวกเราพี่น้องก็ช่วยกันบอกเขาแล้วกัน…” เชวียจื่อซวนแสยะยิ้ม
ในเมื่อจางเย่ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกให้มาดูตัวและเตรียมตัวหมั้นหมาย อย่างนั้น ขอเพียงเขารู้เรื่องนี้ย่อมไม่มี
ทางให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นแน่
เดิมที เชวียจื่อซวนอยากเข้าไปเล่นงานจางเย่ด้วยตัวเขาเอง แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว เชวียจื่อซวนเห็นว่าไม่เหมาะสม
เท่าไหร่
หากจางเย่ล่วงรู้ความจริง คนนิสัยอย่างเขามีหรือจะไม่อาละวาดจนงานแตก หากเขาอาละวาดขึ้นมา หน้าตาของ
จวนจางย่อมดูไม่ดี และหน้าตาของจวนเชวียก็คงไม่แตกต่างกันมากนักหรอก
จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด!
สิ่งใดที่ทำลายชื่อเสียงของเชวียหนิงหราน สิ่งใดที่ส่งผลกระทบไม่ดีต่อเชวียหนิงหราน ย่อมไม่สมควรให้เกิดขึ้น
ระหว่างนั้นเอง เชวียจื่อซวนคิดหาวิธีขึ้นมาได้ทันใด “พวกเราทั้งสองมิอาจบอกเรื่องนี้ให้จางเย่รู้ได้ แต่คนรักของ
จางเย่ทำได้นี่หน่า หากเด็กหนุ่มน้อยคนนั้นอาละวาดขึ้นมา เรื่องนี้ก็ย่อมไม่เกี่ยวอะไรกับเราแม้แต่น้อยนิด…”
เชวียจื่อซวนคิดได้ดังนี้จึงเริ่มลงมือ โดยการไปบอกเด็กหนุ่มน้อย ถึงการเปลี่ยนใจของจางเย่ที่กำลังวางแผนหมั้น
หมายกับคุณหนูเชวีย
เชวียหนิงซวนนิ่งสงบคิดบางอย่างอยู่ เมื่อหันหน้ากลับมาเห็นเชวียจื่อซวนกำลังจะไป จึงรีบคว้าชายเสื้อเชวียจื่อ
ซวนเอาไว้ พูดอย่างรีบร้อน “ท่านพี่ ท่านพี่ จะเอาอย่างนั้นไม่ได้ หากเด็กหนุ่มน้อยเอาเรื่องนี้ไปบอกจางเย่ว่าพวกเรา
เป็นคนบอก ถึงตอนนั้นความก็แตกหมดนะสิ”
เชวียจื่อซวนรีบดึงสายเสื้อให้หลุดจากมือเชวียหนิงซวน พร้อมกับยิ้มมุมปากออกมา “เจ้าคิดว่าพี่ชายคนนี้จะเป็น
คนหุนหันพลันแล่นอย่างนั้นหรือ พี่ไม่มีทางไปบอกเด็กหนุ่มน้อยคนนั้นด้วยตัวเองหรอก พี่ต้องหาคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
เรื่องนี้ไปพูดแทนต่างหาก……” `
พี่ชายน้องชายตระกูลเชวียทั้งสองต่างยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
ทั้งสองคนเดินปรึกษาหารือถึงคนที่สมควรไปบอกเรื่องนี้กับเด็กหนุ่มน้อยของจางเย่ เพื่อไม้ให้มีพิรุจสาวมาถึง
พวกเขาได้ จากนั้นค่อยคิดหาทางช่วยเชวียหนิงหราน
เดิมทีแผนการช่วยเหลือได้วางแผนเป็นที่เรียบร้อย แต่พอทั้งสองคนเดินไปได้เพียงครึ่งทาง ได้มีเสียงเรียกอย่าง
โอหัง
แย่แล้ว!เสียงนั้นเป็นเสียงที่ดังมาจากห้องทานอาหาร
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนต่างสบตากันและวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
ประตูถูกเปิดออก แขกเหรื่อต่างชี้นิ้วไปที่ห้องอาหารพร้อมซุบซิบนินทา เมื่อเดินเข้าไปในห้องก็พบสายตาที่แข็ง
ทื่อของเชวียหนิงหราน ด้วยความปากไวของเชวียหนิงซวน เขาจึงถามขึ้น “หนิงหรานเกิดอะไรขึ้น?”
ดูเหมือนเชวียหนิงหรานได้รับความไม่เป็นธรรมมา สีหน้าจึงบึ้งตึง สายตาจึงแข็งทื่อ นํ้าตาไหลเอ่อท่วมคลอเบ้า
แต่ว่านางกลับพยายามฝืนกลั้นเอาไว้ไม่ให้ไหลรินออกมา
ในเวลานี้ พอเชวียหนิงซวนเข้ามาในห้อง เชวียหนิงหรานจึงพรั่งพรูนํ้าตาทั้งสองข้างให้ไหลอาบแก้ม ด้วยรู้ว่าคน
ช่วยชีวิตมาถึงแล้ว นางยื่นมือชี้ไปทางที่จางเย่ยื่นอยู่ พูดอย่างตะกุกตะกัก “ท่านพี่ จางเย่รังแกข้า!”
ใครกล้าบังอาจมากลั่นแกล้งเชวียหนิงหราน?
เชวียหนิงซวนเลือดขึ้นหน้าทันที ที่เห็นจางเย่หน้าดำหน้าแดง และพูดตะคอกเชวียหนิงหราน “ดูตัวหมั้นหมาย
อะไรกัน? หรือว่าเจ้าไม่มีใครเอาแล้ว ถึงได้ต้องมาแต่งกับข้า?”
เมื่อเห็นจางเย่พูดไม่ละอายปาก ฮูหยินจางจึงรีบเข้าไปบีบแขนด้วยหมายให้จางเย่หุบปาก แต่เขากลับไม่สนใจพูด
ออกมาเสียงดังลั่น เสียดายที่จางซู่กับเชวียหย่งเฉียงไม่อยู่ที่นี่ จางเย่จึงปากกล้าพูดอย่างไม่เกรงใจ ทำเอาฮูหยินเชวีย
โกรธจนตัวสั่น พูดมิออกเลยทีเดียว
จางเย่หัวเราะเยาะออกมา “ใครจะกล้ารังแกน้องสาวเจ้า… นางต่างหากที่ระริกระรี้อยากแต่งกับข้าจนตัวสั่น…
ฝากบอกนางด้วยว่าให้ล้มเลิกความคิดนี้ซะ!”
ที่หน้าประตู เชวียหนิงหรานกระทืบเท้าด้วยความโมโห และจ้องมองด้วยใบหน้าที่นํ้าตาเอ่อขึ้นมา
มีบางเรื่องที่สตรีมิอาจแก้ต่างให้ตัวนางเอง ถ้าเชวียหนิงหรานเอ่ยปากอธิบายก็มีแต่จะทำให้เรื่องแย่ลงไป ดังนั้น
เชวียหนิงหรานได้แต่กลํ้ากลืนฝืนทน มิอาจด่าทอต่อว่ากลับไปได้
ทางด้านฮูหยินเชวียหันมองหน้าฮูหยินจาง พูดอย่างเยือกเย็น “ฮูหยินจาง เรื่องนี้ควรเป็นท่านที่ต้องอธิบายเรื่องที่
เกิดขึ้นหน่อยกระมัง?”
ฮูหยินจางทั้งหน้าทั้งตัวต่างชาจนไม่รับรู้ความรู้สึก นางได้แต่ขอโทษขอโพยฮูหยินจาง และหันไปต่อว่าจางเย่มิ
หยุดหย่อน
ด้วยความโกรธ จางเย่จึงสวนกลับทันที “ท่านแม่บอกข้าว่ามาทานข้าวเพียงเท่านั้น ทำไมถึงได้กลายเป็นการดูตัว
หมั้นหมายไปได้? ท่านแม่หลอกข้า หลอกลวงข้า!”
ฮูหยินจางยกมือชี้หน้าจางเย่ “อกกตัญู” จากนั้นก็รีบเอามือขึ้นมาลูบอกระงับความโกรธที่พุ่งพล่าน
เชวียหนิงซวนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงกำหมัดหมายเข้าไปตะบันหน้าจางเย่สักครั้ง แต่เชวียจื่อซวนกลับห้าม
ปรามเอาไว้ เขาจึงจ้องเขม็งไปที่จางเย่ พูดอย่างขัดเคือง “จางเย่ การพบหน้าในวันนี้แค่มาทานข้าวพบหน้ากันธรรมดา…
ใครบอกเจ้าว่ามาดูตัวหมั้นหมาย?”
จางเย่ชี้ไปที่ฮูหยินเชวีย และเชวียหนิงหรานตามลำดับ “เจ้าก็ลองถามพวกนางดูแล้วกัน……”
ฮูหยินเชวียโกรธเลือดขึ้นหน้า แต่พยายามระงับความโกรธเอาไว้ สิ่งที่อยากพูดนั้น เชวียจื่อซวนได้ถามแทนขึ้นมา
แล้ว “ดูตัวหมั้นหมายอะไร? ที่จวนของเจ้ามีคุณหนูอยากแต่งกับข้า หรือเจ้าอยากแต่งงานเอง? เชวียหนิงซวนกับข้ายัง
ไม่ได้หมั้นหมายกับผู้ใด ฉะนั้นจะถึงตาของน้องหนิงหรานได้อย่างไร? จางเย่ เจ้าลองตักนํ้าใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเอง
เสียก่อนเถอะ ว่าคู่ควรกับน้องหนิงหรานของข้าหรือไม่!”
เมื่อเห็นจางเย่ยิ้มเยาะกำลังจะสวนกลับ เชวียจื่อซวนพูดอย่างมีลับลมคมใน “จางเย่ ข้าขอเตือนเจ้า เรื่องหน้าตา
ของตระกูลเชวียเป็นเรื่องใหญ่นัก หากเจ้ายังพอมีความคิดอยู่บ้าง จงรีบขอโทษขอโพยน้องสาวและท่านแม่ของข้าเสีย
โดยดี มิอย่างนั้น เจ้าต้องรับผลกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด”