การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 603 หนิงหรานของข้า
จางเย่ได้ฟังพลันแสยะยิ้มออกมา “เชวียจื่อซวน คนอื่นอาจกลัวเจ้า แต่ข้าไม่กลัวเจ้า… เจ้ากล้าถามน้องสาวของ
เจ้าหรือไม่ว่าตั้งใจมาดูตัวหมั้นหมายใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ข้ายอมตายเสียดีกว่า”
ในเวลานี้ เสียงเย็นชาเป็นที่สุดดังขึ้นมาจากนอกประตู “จางเย่ ไอ้คนชั่ว เจ้ากำลังด่าใคร? ไหนเจ้าลองไสหัวมาให้
ข้าดูก่อนสิ?”
ทันทีที่จางเย่ได้ยินสีหน้าก็โมโหขึ้นทันที เขากวาดสายตาที่แข็งทื่อมองไป “ใคร ใครเป็นคนพูด ไสหัวออกมาให้ข้า
ดูหน้าหน่อยสิ!”
หน้าประตูเสียงเย็นชานั้นดังขึ้นอีก “จางเย่ เรื่องนี้รู้กันทั่วเมืองหลวงแล้ว แต่เจ้ายังไม่รู้จักพูดภาษาคนอีก ไหน
ลองไสหัวออกมาให้ข้าดูเป็นตัวอย่างหน่อยสิ!”
คนคนนั้นพูดด้วยนํ้าเสียงหนักแน่นเฉียบขาด จนจางเย่ถึงกับอ้าปากไม่ออก
หน้าประตูมีผู้คนมาห้อมล้อมมุงดูเป็นจำนวนมาก ทุกคนต่างพากันชี้มาที่จางเย่ ซุบซิบนินทาไปต่างๆ นานา
จากนั้นมีเงารูปร่างไม่สูงเดินเข้ามา พอเห็นจางเย่เท่านั้น คนคนนั้นก็แสยะยิ้มออกมา “จางเย่ เจ้าคนไม่ได้เรื่อง
เจ้ามีความโกรธอะไรก็ไปหาคนรักเจ้าระบาย อย่าได้มาระบายอารมณ์กับเชวียหนิงหราน”
เงารูปร่างไม่สูงนั้นก็คือต้วนอวี้นี่เอง บัดนี้ เขาเดินขึ้นมาเบื้องหน้าเชวียหนิงหราน ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับ
นํ้าตาให้นาง ก่อนจะเอาแต่ส่ายหน้าพูดว่า “หนิงหราน ดูสิข้าไม่อยู่หน่อยเดียว เจ้ากลับโดนคนอื่นกลั่นแกล้งถึงเพียงนี้
อันที่จริง คิดเสียว่าเสียงของจางเย่ผู้นี้เป็นได้เพียงเสียงหมาเสียงแมว ไม่ควรค่าเอามาใส่ใจ”
หลังจากที่ต้วนอวี้พูดจบลง ผู้คนต่างหัวเราะชอบอกชอบใจขึ้นมา
ทางด้านเชวียหนิงหรานที่เห็นต้วนอวี้เดินเข้ามาก็ดีใจจนนํ้าตาไหลออกมา “ต้วนอวี้มาได้ยังไง?”
ต้วนอวี้เบะปากผายมือ “อันที่จริง ข้าก็อยากมาเร็วกว่านี้ เพียงแต่ว่าเด็กหนุ่มน้อยคนนั้น บอกว่าเป็นคนรักของ
จางเย่ ฉะนั้นข้าก็เลยพาเขามาด้วย ใครจะไปรู้ว่ายังไม่ทันได้ทำอะไร ก็ยังต้องมาเสียเวลามาไปหาเขาอีก”
เชวียหนิงหรานพูดด้วยความตกใจหูตั้ง “อะไรนะ? เจ้าพาคนรักของเขามาด้วยอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับ “ถูกต้องแล้ว เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนใจอ่อน เห็นคนอื่นร้องห่มร้องไห้ขอร้องทีไร เป็นอันต้องยื่น
มือเข้าช่วย”
หลังจากต้วนอวี้พูดจบลง เขาก็เดินไปยืนหน้าฮูหยินเชวียทำความเคารพ และเอ่ยว่า “ฮูหยินเชวีย ไหนอกว่าจะ
เอาเรื่องของกระผมมาบอกต่อหน้าทุกคน มิหนำซํ้าวันนี้ยังนัดหมายมาทานข้าวด้วยกันอีก ทว่าเป็นความผิดของหลาน
เพราะมีเรื่องมาขัดจังหวะทำให้มาสาย และเกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้นมา หลานต้องขอโทษท่านปั้าด้วยขอรับ”
ฮูหยินเชวียตะลึงกับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมา ในเวลานี้ที่เห็นต้วนอวี้มายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า นางกเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋
อร์……”
ต้วนอวี้รีบตอบกลับทันควัน “ท่านปั้า หลานทราบดีว่าท่านปั้ากับหนิงหรานได้รับความไม่เป็นธรรม ขอให้วาใจได้
หลานจะช่วยทวงความยุติธรรมให้เอง”
เดิมที จางเย่ที่กำลังต่อว่าเชวียหนิงหรานที่มาดูตัว ทุกคนต่างพร้อมใจกันชี้นิ้วตำหนิบุตรสาวภรรยาเอกจวนเชวีย
แต่เมื่อต้วนอวี้มาปรากฏตัวในเวลานี้ ท่าทางและอารมณ์ของเชวียหนิงหรานกับฮูหยินเชวีย ทำเอาทุกคนคิดไปว่าบุตร
สาวภรรยาเอกจวนเชวียนั้น ได้คบหากับบุรุษแต่ยังไม่ได้บอกกล่าวให้รู้กัน จึงทำให้จางเย่เข้าใจผิดเต็มๆ
เอาเข้าจริง จางเย่ที่มีนิสัยวิตถารแบบนี้เป็นที่ล่วงรู้กันในเมืองหลวง บัดนี้ต้วนอวี้พูดออกมา สายตาของทุกคนจึง
จับจ้องไปที่เขาแทน
จางเย่โกรธหน้าดำหน้าแดงจนพูดมิออก เขาจ้องต้วนอวี้ตาเขม็ง กำหมัดในมือไว้แน่น “ต้วนอวี้… รนหาที่ตายใช่
ไหม?”
“เจ้าคนวิตถาร วิตถารที่สุด” ต้วนอวี้ยังคงตะโกนอยู่อย่างนั้น
สำหรับจางเย่แล้ว เขาไม่ได้เป็นห่วงตัวเขาเองเสียเท่าไหร่ แต่ห่วงคนห่วงที่มิอาจเป็นที่ยอมรับของท่านพ่อท่านแม่
ได้
ต้วนอวี้ก้าวเดินไปเบื้องหน้าต้วนอวี้ เอ่ยขึ้น “จางเย่ เจ้าเป็นลูกผู้ชายจริงหรือไม่… ครั้งก่อนที่ข้าด่าทอเจ้าไป คง
ไม่มีที่ระบาย จนต้องกลับมาเอาคืนข้า เพื่อทำลายชื่อเสียงของเชวียหนิงหรานสินะ?”
ต้วนอวี้ทั้งปากไวและปากร้าย เขาจึงสวนกลับไปทันที “จางเย่ ตัวเจ้าก็เหมือนกันนั่นแหละ… เป็นบุรุษวิตถารแต่
ไม่กล้ายืดอกยอมรับ หนิงหรานของข้าไม่มีทางชอบคนอย่างเจ้าหรอก แม้แต่ช่วยยกรองเท้าให้หนิงหรานข้าเจ้ายังไม่
คู่ควรเลย นับประสาอะไรกับการดูตัวหมั้นหมาย น่าขันสิ้นดี……”
จางเย่โกรธจนหน้าสั่น ปากชาไปหมดแล้ว
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนเห็นต้วนอวี้มาช่วยน้องสาวของพวหเขา จึงส่งสายตาให้กันถอยไปด้านหลังคนละ
ก้าว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บังต้วนอวี้พอดี เพราะกลัวจางเย่จะเข้ามาลงไม้ลงมือกับเขา
ทางด้านฮูหยินจางเห็นคนรอบข้างพูดจาไม่ได้ความ นางจึงพูดออกโกรธๆ “เจ้าเป็นเด็กที่ไหน กล้าดียังไงมา
ทำลายชื่อเสียงบุตรชายข้า ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่”
ทางด้านต้วนอวี้ได้ฟังก็หัวเราะเยาะขึ้น “ฮูหยินจาง ชื่อเสียงบุตรชายท่านสำคัญที่สุด ส่วนชื่อเสียงของหนิงหรา
นข้าจะไม่สำคัญอะไรเลยใช่หรือไม่? ใครใช้ให้บุตรชายของท่านมาดูถูกดูแคลนหนิงหรานของข้าก่อน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่
ข้าพูดออกมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น ต่อให้เอาเรื่องไปกราบทูลฝั่าบาท ข้าก็ไม่หวาดกลัว!”
ฮูหยินจางหน้าซีดเป็นไก่ต้ม มือสั่นระริก ปากชาจนพูดมิออก
“อย่าหาว่าอะไรเลย บุตรชายของท่านก็เหลือเกิน เห็นชัดๆ ว่าชอบบุรุษด้วยกัน ไม่อยากแต่งงานกับสตรี แต่ด้วย
ท่านชอบอกชอบใจหนิงหรานจึงตั้งใจไม่บอกความจริงทั้งหมด จนถึงตอนนี้ หนิงหรานของข้าถูกบุตรชายของท่านทำให้
โกรธจนทนไม่ไหวแล้ว ท่านว่าบัญชีนี้ควรชำระยังไงดี ที่สำคัญบุตรชายของท่านชอบพอบุรุษหาใช่สตรีไม่ ฉะนั้น ถ้า
ต้องหาคนรักให้เกรงว่าต้องไปหาบุรุษ ไม่ใช่มาหาหนิงหรานของข้า”
ฮูหยินจางเถียงไม่ออก ที่ได้ยินต้วนอวี้เอแต่พูด “หนิงหรานของข้า”
นางโมโหจนหน้าเปลี่ยนสี หันไปพูดกับฮูหยินเชวีย “อวี้เจิน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ฮูหยินเชวียที่โมโหฮูหยินจางเป็นทุนเดิม จึงแสยะยิ้มตอบกลับเพียงว่า “ฮูหยินจาง ต่อไปกลับมาเรียกข้าว่าฮูหยิน
เชวียเหมือนเดิมดีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตระกูลเชวียจะจดจำขึ้นใจ วันข้างหน้าต้องตอบแทนสิ่งที่เจอในวันนี้ให้
สาสม… อวี้เอ๋อร์ หรานเอ๋อร์ พวกเรากลับกันเถอะ”
พอจางเย่เห็นต้วนอวี้กำลังจะกลับ พลันตะโกนอย่างเดือดดาล “ต้วนอวี้ เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!”
ต้วนอวี้หยุดฝีเท้าลง หันหลังกลับไปมองจางเย่ “เจ้าวิตถารลืมสิ่งที่ข้าบอกไปแล้วอย่างนั้นหรือ คนรักของเจ้า
อาละวาดจะผูกคอตาย ดีที่สหายของข้าเข้าไปช่วยชีวิตไว้ได้ทัน เจ้าต้องให้ข้าพามาดูหน้าไหม?”
เมื่อจางเย่ได้ยินก็สวนทันที “เกิดอะไรขึ้นกับจือถิ่ง? เขาอยู่ที่ไหน?”
คำพูดจางเย่เป็นหลักฐานหมัดตัวว่าเขาชอบบุรุษด้วยกัน ผู้คนที่ยืนมุงจึงซุบซิบเสียงดังไปมากว่าเดิม ระหว่างนั้น
เองมีเสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นมา “จางเย่ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้หลอกลวงข้า”
หลังจากนั้น เด็กหนุ่มน้อยเห็นจางเย่ก็รีบเข้าสวมกอดอย่างไม่รีรอ “จางเย่ ตอนนี้ข้ารู้แล้ว คนพวกนี้พูดไปเรื่อย
เจ้าไม่ได้เปลี่ยนใจ เจ้าไม่ได้อยากครองคู่กับคุณหนูเชวียอะไรนั่น”
เมื่อเด็กหนุ่มน้อยรู้สึกโล่งใจ ฮูหยินจางกลับเดือดดาลขึ้นมา นางยกมือชี้หน้าไปที่เด็กหนุ่มน้อย “เจ้าเป็นใคร?”
สีหน้าของจางเย่เจี๋ยมเจี่ยมขึ้นมา “ท่านแม่ เขาคือจือถิ่งขอรับ”
ฮูหยินจางดึงตัวจางเย่มา พูดอย่างเกรี้ยวกราดขึ้น “ถ้าท่านพ่อเจ้ารู้เรื่องนี้ ไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่… กลับจวนกับ
แม่ประเดี๋ยวนี้”
ในระหว่างที่ฮูหยินจางกำลังจะดึงจางเย่เข้ามา ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า จางเย่จะสะบัดมือออก พูดเสียงดังลั่นว่า
“ข้าไม่กลับไปเด็ดขาด หากกลับไปแล้ว ท่านแม่กับท่านพ่อต้องกักบริเวณข้า ไม่ให้พบหน้าจือถิ่งอีก……”
ผู้คนที่มุงดูอยู่นั้นต่างหัวเราะเยาะขึ้นมา ราวกับดูถูกฮูหยินจางที่มิอาจสั่งสอนบุตรชายได้ และเมื่อฮูหยินจางเห็น
คนมาห้อมล้อมมากเท่าไหร่ ชื่อเสียงของจวนจางก็ยิ่งเสื่อมเสียมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด นางก็มึนหัวตาลายล้มพับลงไปกับ
พื้น