การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 605 โต้แย้ง
หลิวยวนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ท่านลุงวางใจได้ขอรับ กระผมแค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ส่วนเรื่องในจวนเชวีย
ของท่านลุง กระผมจะไม่เอาไปเล่าที่ไหนอย่างแน่นอนขอรับ!”
เชวียหย่งเฉียงมองต้วนอวี้ด้วยสายตาที่ยังเต็มไปด้วยความสงสัย ราวกับไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดอย่างนั้น แต่สายตาของ
ต้วนอวี้กลับไม่เหมือนคนพูดปด เชวียหย่งเฉียงจึงตอบกลับไปว่า “เอาล่ะ ยังไงก็ต้องขอบใจเจ้ามาก”
หน้าตาของตระกูลเชวียเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป คนอื่นอาจเอาไปพูดต่อได้ ทางที่ดีที่สุด
ในเวลานี้คือ นั่งพักผ่อนปรับอารมณ์ตามที่หลิวยวนแนะนำ
เมื่อเชวียหย่งเฉียงตอบตกลง หลิวยวนก็หันทำความเคารพฮูหยินเชวีย จากนั้นก็เดินตามหลิวยวนไปที่ห้อง โดย
ก่อนจะเข้าไปหลิวยวนได้ยินจางๆ ให้ต้วนอวี้เหมือนเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง
ต้วนอวี้สบตาหลิวยวนเพียงแวบเดียวก็เข้าใจความหมายนั้น สำหรับต้วนอวี้ การที่ขึ้นหลังเสือแล้วนั้นย่อมยากที่
จะลง หากเชวียหย่งเฉียงโกรธเคืองกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันจะกลับจวนเชวีย ถึงตอนนั้น ต้วนอวี้ไม่รู้ว่าจะตามไปด้วยดี
หรือไม่ตามไปด้วยดี?
ถ้าตามกลับไปด้วยก็เกรงจะไม่เหมาะสม ถ้าไม่ตามกลับไปด้วยก็เกรงจะทำให้ละครที่แสดงพังไม่เป็นท่า จึงต้อง
ถือโอกาสแสดงต่อไป
อีกอย่างถ้าเชวียหย่งเฉียงเห็นต้วนอวี้ตามไปด้วย ต้วนอวี้จะพูดรับมืออย่างไรดี เพราะบางเรื่องพูดไปอาจดูไม่
เหมาะไม่ควร
แต่ถ้าให้ต้วนอวี้ยืนนิ่งสงบไม่พูดไม่จาและหยุดทุกอย่างที่ทำอยู่ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่เขาพยายามมาทั้งหมดจะสูญ
เปล่า ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้วนอวี้อยากเห็น ต้วนอวี้ไม่อยากใช้แผนการเล่นงานเชวียหย่งเฉียง ด้วยกลัวว่าเชวียหย่งเฉียงจะ
เอาความโกรธไประบายกับเชวียหนิงหราน หรือไม่ก็เรื่องระหว่างต้วนอวี้กับเชวียหนิงหรานก็จะพังไม่เป็นท่า
ถ้าเชวียหย่งเฉียงกลับจวนไปแล้วไม่รักษาคำพูดก็เท่ากับความพยายามที่สร้างมาก็ถือว่าสูญเปล่า ดังนั้นต้องหา
เวลาและสถานที่อันเหมาะเจาะในการจัดการปัญหานี้เสียใหม่ รวมทั้งหาคนที่สามารถกดคนในตระกูลเชวียได้ เรื่อง
ทั้งหมดก็จบอย่างสวยงาม
ทุกอย่างได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้นเอง
เมื่อเชวียหย่งเฉียงเดินเข้าไปในห้องแล้ว หลิวยวนรีบจัดแจงยกถ้วยนํ้าชาไปให้ บรรยากาศในห้องนี้เป็นเหมือนที่
หลิวยวนกล่าวไว้ คือภายในห้องเพิ่งถูกเก็บกวาดทำความสะอาด ดูท่าแล้ว มีคนมาทานอาหารและเพิ่งจากไปจริงๆ ส่วน
หลิวยวนกลับอยู่ที่นี่เพื่อรอคอยพวกเขา
เชวียหย่งเฉียงเอ่ยถามหลิวยวนขึ้นมาว่า “ขอบใจหลานชายมาก การช่วยเหลือในครั้งนี้ ตระกูลเชวียจะจดจำ
ขึ้นใจ”
ที่จริงแล้ว ตระกูลเชวียกับตระกูลหลิวไม่ค่อยลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร ในครั้งนี้เมื่อเชวียหย่งเฉียงเอ่ยขอบใจ
ออกมาก็เท่ากับเปิดทางให้หลิวยวน นับจากนี้คนในจวนเชวียเห็นหลิวยวนเมื่อใดก็จะต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
หลิวยวนได้ยินก็รู้สึกดีอยู่มิน้อย ท่าทางของเขากลับถูกใจฮูหยินเชวียอยู่มิน้อย นางจึงคิดว่าหากวันนี้คนที่มาดูตัว
เป็นหลิวยวน ไม่ใช่จางเย่ก็คงดีอยู่มิน้อยทีเดียว
แต่น่าเสียดายตรงที่จวนเชวียกับจวนหลิวไม่ได้ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นฮูหยินเชวียได้แต่คิดอยู่ในใจไม่ได้
เอ่ยออกมา ด้วยรู้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
พอเชวียหย่งเฉียงเห็นหลิวยวนเดินออกไปปิดประตูจนสนิทก็แอบยิ้มมุมปาก จากนั้นหันหน้าไปพูดกับเชวียจื่อ
ซวน “จื่อซวนไปสืบมาสิ วันนี้หลิวยวนมาทานข้าวกับใคร?”
ถึงแม้หลิวยวนบอกว่ามาทานข้าวกับสหาย ทว่าเชวียหย่งเฉียงกับหลิวจื๋อผู้เป็นพ่อของหลิวยวนต่างรู้เช่นเห็นชาติ
กันมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่มีทางเชื่อใจคนตระกูลหลิวอย่างสนิทใจ
เชวียจื่อซวนรู้ว่าหลิวยวนไม่ได้เป็นคนที่เสแสร้งแกล้งทำ แต่เพื่อความสบายใจของเชวียหย่งเฉียง จำต้องรับปาก
เพื่อตามออกไปสืบ
เชวียหย่งเฉียงมองไปที่เชวียหนิงหรานอีกครั้ง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับฮูหยินเชวีย “ดูบุตรสาวสิ หน้าตาผมเผ้าดูกระ
เซอะกระเซิงไปหมด ฮูหยินยังไม่รีบช่วยนางแต่งตัวทำหน้าทำผมใหม่อีกหรือ?”
เชวียหนิงหรานกลืนนํ้าลายเฮือกใหญ่ก่อนตอบกลับเชวียหย่งเฉียง “ท่านพ่อ ลูกเสียหน้าไปเมื่อครู่ยังรู้สึกหวาด
กลัวอยู่ แต่เมื่อลูกได้เห็นหน้าท่านพ่อ ความกลัวเหล่านั้นก็สงบระงับไปมากเจ้าค่ะ”
ในเวลานี้เชวียหย่งเฉียงรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยสู้ดี แต่พอเห็นเชวียหนิงหรานมีท่าทางที่ต้องการพึ่งพิงเขา จึงพูด
ปลอบใจขึ้น “หรานเอ๋อร์ เรื่องในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับลูกแม้แต่น้อย เป็นเพราะพ่อกับแม่ดูคนไม่ขาด และยังปิดบังลูกอีก
ทำให้เสื่อมเสียมาถึงชื่อเสียงของลูกด้วย……”
“ท่านพี่ เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเชี่ยเสินเพียงผู้เดียว ถ้าเชี่ยเสินอ่านคนออกก็คงไม่เสื่อมเสียชื่อเสียงมาจวน
เชวียได้ ท่านพี่ลงโทษเชี่ยเสินเถิด……” ฮูหยินเชวียพูดอย่างละอายใจ
เป็นที่รู้ว่า ฮูหยินเชวียนั้นเป็นคนแข็งทื่อ ไม่เคยพูดจาหวานแหววกับเชวียหย่งเฉียงมาตั้งนานแล้ว มาตอนนี้กลับ
ได้ยินฮูหยินเชวียพูดเสียงอ่อย เชวียหย่งเฉียงที่รู้สึกตัวเองเป็นที่พึ่งของทั้งสองคน จึงรีบผายมือปฏิเสธ “ช่างเถอะ เรื่อง
ทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของฮูหยินเสียหน่อย เป็นเพราะจางเย่ที่น่ารังเกียจ บังอาจมาหลอกบุตรสาวลูกภรรยาเอกจวนเช
วียได้!”
เชวียหย่งเฉียงกัดฟันกำมือแน่น “ข้ากับจางเย่ ไม่ขออยู่ร่วมใต้หล้าเดียวกันอีกต่อไป”
ฮูหยินเชวียกัดริมฝีปากแน่นไม่เอ่ยวาจา… ไม่น่าเชื่อว่าฮูหยินจางผู้นี้จะกล้าเอาจางเย่มาย้อมแมวหลอกดูตัวหมั้น
หมายกับเชวียหนิงหราน
โชคดีที่สิ่งที่จางเย่อาละวาดเสียก่อน มิอย่างนั้น ถ้าเรื่องดำเนินการไปถึงขั้นผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่ายตกลงกัน ความสุข
ในชีวิตของหรานเอ๋อร์ต่อจากนี้คงถูกพรากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ถึงตอนนั้น ฮูหยินเชวียคงโกรธเกลียดชิงชังตระกูลจางทุกคน เช่นเดียวกับที่เชวียหย่งเฉียงมิอาจอยู่ร่วมใต้หล้า
เดียวกันกับจางเย่ได้
ทางด้านเชวียหนิงหรานไปแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าทำผม โดยมีฮูหยินเชวียไปคอยดูแล ในห้องจึงเหลือเพียง
ต้วนอวี้ เชวียหนิงซวนและเชวียหย่งเฉียงเพียงสามคน
เชวียหย่งเฉียงเห็นต้วนอวี้ด้วยหางตาจึงเลิกคิ้วถามขึ้น “ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่?”
เดิมทีนั้น เชวียหย่งเฉียงไม่ประทับใจต้วนชิงหมิงที่ฉลาดเฉลียวเป็นกรดเสียเท่าไหร่ เขาจึงพาลไม่ชอบต้วนอวี้โดย
มิต้องสงสัย เขาอยากรู้นักว่าต้วนอวี้ได้รับคำสั่งจาก123 เพื่อมาดูเรื่องอับอายของจวนเชวียใช่หรือไม่
ทันทีที่เชวียหนิงซวนได้ยินนํ้าเสียงที่ไม่ค่อยเป็นมิตรของท่านพ่อ จึงรีบเข้าไปยืนกันเบื้องหน้าต้วนอวี้ “ท่านพ่อ ต้
วนอวี้มาช่วยหนิงหรานให้รอดพ้นสถานการณ์คับขันเอาไว้ได้ โชคดีเหลือเกินที่ต้วนอวี้อยู่ มิอย่างนั้นชื่อเสียงของหนิงหรา
นคงปั่นปีด้วยนํ้ามือของจางเย่”
เชวียหย่งเฉียงมองตาขวางไปทางต้วนอวี้ที่ยืนตัวตรงอยู่ พลางเอ่ยเสียงนิ่ง “ก็แค่เด็กไม่ประสีประสาคนหนึ่ง
เท่านั้น”
ความหมายที่ต้องการสื่อคือ เด็กตัวกะเปียกอย่างต้วนอวี้จะทำอะไรได้
ด้านต้วนอวี้ยืนโค้งคำนับเชวียหย่งเฉียงอย่างไม่ลุกลี้ลุกลน “หลานได้ยินมาว่าบรรพบุรุษตระกูลเชวียได้เป็นเส
นายดีตั้งแต่อายุสิบสอง นั่นแสดงว่าความสามารถมิได้วัดกันที่อายุมากน้อยขอรับ”
บรรบุรุษตระกูลเชวียนามว่า “จื่อเจียน” พออายุสิบสองปีได้ฉายแวว รับตำแหน่งเป็นเสนาบดี ซึ่งถือเป็นความ
ภาคภูมิใจไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ต้วนอวี้ตั้งใจหยิบยกเรื่องบรรพบุรุษตระกูลเชวียขึ้นมา เพื่อแสดงว่าคนที่ความสามารถตั้งแต่อายุน้อยยังมี
ด้านเชวียหย่งเฉียงกลับมองต้วนอวี้อย่างคาดคิดไม่ถึง “เรื่องนี้เจ้าก็ยังรู้ด้วย?”
ต้วนอวี้ตอบกลับยิ้มๆ “เรื่องตระกูลเชวียมีคนที่เก่งกาจ คอยเป็นกำลังให้ต้าเซี่ยนั้น หลานได้ยินได้ฟังมาก็ไม่ใช่
เรื่องแปลกนิขอรับ?”
เรื่องนี้ในสายตาของเชวียหย่งเฉียงรู้สึกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเขาแม้แต่น้อย ไม่เพียงไม่เกี่ยวข้องกับเชวียหย่งเฉียง
แล้ว เขายังรู้สึกว่ากำลังถ่วงความเจริญของตระกูลเชวีย ถึงแม้ต้วนอวี้ออกปากชมตระกูลเชวียก็จริง แต่กลับไม่ได้ชมเชวีย
หย่งเฉียงด้วย ทำให้เขารู้สึกไม่อยากญาติดีกับต้วนอวี้