การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 606 โต้แย้งด้วยเหตุและผล
ยิ่งไปกว่านั้น ต้วนอวี้ที่อายุยังน้อย กลับมายักคิ้วหลิ่วตาให้สตรีอย่างเชวียหนิงหราน เรื่องนี้ในสายตาของเชวีย
หย่งเฉียงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเสียเท่าไหร่ ทำให้เขาเริ่มไม่ชอบใจต้วนอวี้ขึ้นมา
เชวียหย่งเฉียงมองต้วนอวี้ด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “เจ้าอยากบอกว่าเด็กอายุน้อยอย่างเจ้ายอดเยี่ยม ตาแก่อย่างข้าไร้
ประโยชน์แล้วอย่างนั้นสิ?”
เชวียหนิงซวนที่ได้ยินเชวียหย่งเฉียงพูดเกินเลยไปถึงกับนั่งไม่ติดกับที่… เห็นชัดเลยว่า เชวียหย่งเฉียงตั้งใจเล่นงาน
ต้วนอวี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าเขาทำสิ่งใดเรื่องใดก็มิอาจแก้อคติที่เชวียหย่งเฉียงมีต่อได้
เชวียหนิงซวนเคยเสียรู้ต้วนอวี้มาก่อนจึงเข้าใจถึงฝีปากลับคมของต้วนอวี้ บัดนี้ ฮูหยินเชวียกับเชวียหนิงหรานยัง
ไม่ได้กลับมา เชวียจื่อซวนก็ยังไม่อยู่ในห้องอีก จึงไม่มีใครจะออกหน้ามาช่วยได้ เชวียหนิงซวนกลัวว่าต้วนอวี้อาจรับ
อารมณ์ร้ายของเชวียหย่งเฉียงไม่ไหว สุดท้ายอาจระเบิดอารมณ์ออกมาก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้น เรื่องของต้วนอวี้กับเช
วียหนิงหรานก็ถือเป็นอันจบเห่
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เชวียหนิงซวนและเชวียจื่อซวนสองพี่น้อง เริ่มเอนเอียงมาทางต้วนอวี้ เพื่อลุ้นให้เชวียหนิง
หรานได้แต่งกับต้วนอวี้
เรื่องที่เชวียหนิงซวนเอาใจช่วยอยู่นั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง ส่วนต้วนอวี้ได้แต่ยิ้มมุมปากจางๆ “เหตุใดท่านลุงจึงพูด
เช่นนี้ขอรับ ในสมัยก่อนมาเสนาบดีอายุแปดสิบนามว่าเจียงไท่กง มีชื่อเสียงและความสามารถระบือระบินไปทั่วใต้หล้า
ไม่เห็นมีผู้ใดกล้าหาว่าเขาไร้ประโยชน์ขอรับ ตามความคิดของกระผมนั้น การที่ใครจะมีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ย่อม
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ กลับอยู่ที่ทำอะไรให้ผู้อื่นมากกว่า ดูอย่างพี่ชายกับน้องชายตระกูลเชวียทั้งสอง ผู้คนต่างชื่นชมกันมิ
ขาดปาก แสดงว่าท่านลุงอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี”
เชวียหย่งเฉียงมองหน้าต้วนอวี้ด้วยความฉงนใจ ไม่รู้จะเอ่ยคำใดต่อ
เป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวง ต้วนเจิ้งผู้เป็นแม่ทัพที่กลับเข้ามารักษาการณ์ในเมืองหลวง ไม่มีอำนาจและพรรคพวก มิ
หนำซํ้ายังสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เยาว์วัย ภายหลัง ต้วนเจิ้งกับคุณหนูติงโหรวได้แต่งงานกันไม่นาน บุตรสาวของเสนาบดีก็
ด่วนจากไปก่อนวัยอันควร นับจากนั้น ต้วนเจิ้งก็ต้องรอนแรมออกรบทำศึก จึงตระกูลใดคอยหนุนหลัง
ในเมืองหลวงแห่งนี้ แม้ว่าต้วนเจิ้งจะกลับมารับตำแหน่งขุนนาง แต่ว่าเขาไม่ได้เป็นที่ให้ความสำคัญในหมู่ขุนนาง
ราชสำนักเท่าที่ควร ทุกครั้งที่เชวียหย่งเฉียงปะหน้าต้วนเจิ้ง ทั้งสองคนที่ไม่ได้มีปณิธานเหมือนกัน อย่างมากก็แค่พยัก
หน้าก้มหน้ารับไปตามมารยาท
เชวียหย่งเฉียงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากย่อมอ่านคนมานับมิถ้วน อย่างเช่น ต้วนเจิ้งไม่ค่อยชอบอะไรให้โดดเด่น
แต่บัดนี้ บุตรชายของเขาที่ชื่อต้วนอวี้กลับมีฝือปากกล้า โต้คารมพูดมีนํ้าหนักน่าเชื่อถือ แม้ว่าเขาจะมีความคิดแปลกประ
หลาดไปบบ้าง แต่ว่าสิ่งที่พูดออกมาล้วนเป็นความจริงจนเถียงไม่ออก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเชวียหย่งเฉียงกลับเจ้าเล่ห์ขึ้นมา “หลานแค่บอกลุงมาอย่างตรงไปตรงมาก็พอ ว่ารู้
เรื่องที่เชวียหนิงหรานถูกดูถูกดูแคลนได้อย่างไร”
การที่ต้วนอวี้มาช่วยเชวียหนิงหรานได้ทันท่วงทีย่อมต้องรู้มาเรื่องมาก่อนล่วงหน้า ทว่าเขาไปรู้มาจากที่ไหนกัน?
จุดนี้เชวียหย่งเฉียงก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ดังนั้นสำหรับเชวียหย่งเฉียงแล้ว การที่ต้วนอวี้มาช่วยแก้ต่างให้บุตรสาว
ของเขาจึงเป็นข้อกังขาในใจที่สุด
“จริงๆ แล้วหลานก็ๆไม่ทราบเรื่องนี้ขอรับ แต่วันนี้บังเอิญมีธุระข้างนอกพอดี และเผอิญได้ยินเรื่องที่คุณชายจาง
มีคนรักที่ตั้งใจมาเอาเรื่องถึงที่นี่ ด้วยความอยากรู้หลานจึงอยากมาดูให้เห็นกับตา ซึ่งได้ยินคุณชายจางด่าทออย่างสาด
เสียเทเสีย หลานจึงทนดูไม่ได้ขอรับ” ต้วนอวี้ตอบ
เชวียหย่งเฉียงมองไปที่ต้วนอวี้เอ่ยถามต่อไป “อย่างนั้น เจ้าจึงถือโอกาสเข้ามาช่วยอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อครู่นี้ เชวียหย่งเฉียงได้ยินต้วนอวี้บังอาจกล้าคุยโว ว่าเขาเป็นว่าที่สามีของหนิงหรานในอนาคต ถึงทำให้จางเย่
ยอมถอยกลับไป
ตอนนี้จางเย่จากไปแล้ว หน้าตาชื่อเสียงของเชวียหนิงหรานจึงรักษาไว้ได้ แต่ต้วนอวี้กลับมาเป็นอุปสรรคใหม่เสีย
แทน เนื่องจากต้วนอวี้คุยโวว่าเขาเป็น “ลูกเขยของจวนเชวีย” ซึ่งนั่นทำให้ตระกูลเชวียเป็นที่ขันของผู้คนไปทั่ว
มีหรือที่เชวียหย่งเฉียงจะยอมให้บุตรสาวคนเดียวออกเรือนไปกับคนไร้อนาคตอย่างต้วนอวี้ ฉะนั้นสิ่งที่ต้วนอวี้
ปั่าวประกาศต่อหน้าทุกคนเมื่อครู่ว่าเป็นว่าที่สามีของหนิงหราน แค่เรื่องนี้ก็ทำเอาเชวียหย่งเฉียงหงุดหงิดใจเป็นที่สุดแล้ว
เมื่อถามไปถามมาจนถึงตรงนี้ก็เหมือนไม่มีเประโยชน์อะไรที่จะถามต่อไป เพราะว่าเชวียหย่งเฉียงอุดรูปิดทางมิให้
ต้วนอวี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเชวียจนหมดทุกทาง
หากเรื่องที่ต้วนอวี้พูดต่อหน้าทุกคนเมื่อครู่เมื่อครู่นี้ เชวียหย่งเฉียงสามารถไม่ถือสาหาความจากปากเด็กน้อย
อย่างเขา ถึงแม้ต้วนอวี้จะช่วยเชวียหนิงหรานไว้ได้ แต่ในสายตาของเชวียหย่งเฉียงก็ยังไม่ยอมรับ และคิดเพียงแต่ว่าเป็น
เรื่องที่บังเอิญเจอก็เท่านั้น
ด้านเชวียหนิงซวนที่นั่งอยู่ด้านข้างชะเง้อสายตามองไปข้างนอกหลายต่อหลายครั้ง เพื่อคอยมองพี่ชายที่สุขุมลุ่ม
ลึก กับท่านแม่ที่ยืนกรานในความถูกต้องกลับมา เนื่องจากตั้งแต่สนทนาพาทีกันมา เชวียหย่งเฉียงเป็นคนยิงคำถามใส่ต้
วนอวี้อย่างเดียว โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้เชวียหนิงซวนได้พูดแทรกได้เลย
เชวียหนิงซวนกำลังหวาดหวั่นใจ ไม่ว่าต้วนอวี้จะพูดอย่างไร เชวียหย่งเฉียงก็สามารถหาทางโต้กลับอย่างรวดเร็ว
หากต้วนอวี้มิอาจอดทนอดกลั้นตอบคำถามเชวียหย่งเฉียงได้ต่อไป เขาอาจเก็บอารมณ์ไม่อยู่ระเบิดมันออกมา
เชวียหย่งเฉียงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์มองไปที่ต้วนอวี้ ราวกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างต้วนอวี้ต้องพ่ายแพ้ต่อหน้าเขา
ในเมื่อเชวียหนิงซวนฟังคำถามแล้วยังไม่สบายใจเลย มีหรือที่ต้วนอวี้จอมสังเกตสังกาจะฟังไม่ออก?
ต้วนอวี้เงยหน้ามองเชวียหย่งเฉียงขณะที่ในใจกลับเบะปากใส่ ผู้ใหญ่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเชวียหย่งเฉียงอยากพูด
กระทบกระเทียบให้ต้วนอวี้ยอมถอยกลับไป แต่ถ้าต้วนอวี้ยอมถอยให้เชวียหย่งเฉียงหนึ่งก้าว นั่นก็คงไม่ใช่ต้วนอวี้ตัวจริง
เขาจึงก้าวออกไปด้านหน้าสองก้าว โค้งคำนับเชวียหย่งเฉียงแล้วเอ่ยขึ้น “หลานมีเรื่องอยากบอกท่านลุง แต่ท่าน
ลุงต้องให้อภัยหลานก่อนนะขอรับ”
เชวียหย่งเฉียงจ้องไปที่ต้วนอวี้ “มีเรื่องอะไรก็รีบบอกมาให้หมด”
“เรื่องนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก เกี่ยวพันไปถึงชื่อเสียงตระกูลเชวีย ดังนั้นถ้าท่านลุงยังไม่รับปากยกโทษให้ก่อน หลานจะ
ไม่มีทางปริปากแม้แต่คำเดียวขอรับ” ต้วนอวี้ตอบ
เชวียหย่งเฉียงพลันเลิกคิ้วขึ้นเอ่ยว่า “พูดออกมาได้เลย”
ในสายตาของเชวียหย่งเฉียงไม่มีเรื่องใดยิ่งใหญ่ไปกว่าชื่อเสียงของจวนเชวีย ฉะนั้นเมื่อต้วนอวี้เอ่ยเรื่องที่เกี่ยวพัน
ถึงชื่อเสียงจวนเชวีย เชวียหย่งเฉียงย่อมตกลงอย่างง่ายดาย
เขาหยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ขอเพียงไม่ทำลายชื่อเสียงและหน้าตาจวนเชวีย ย่อมรับปากเจ้าทั้งหมด”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ขอรับ” ต้วนอวี้ตอบยิ้มๆ
ไม่เพียงจะไม่ทำลายชื่อเสียงของจวนเชวีย มิหนำซํ้ายังเป็นหน้าเป็นตาให้อีก มีหรือที่เชวียหย่งเฉียงจะปฏิเสธ
หลังจากนั้น ต้วนอวี้เงียบไปประเดี๋ยวหนึ่ง ก่อนพูดขึ้น “หลานอยากขอให้ท่านลุงยกหนิงหรานมาเป็นภรรยาของ
หลานขอรับ”
ทันใดนั้น นํ้าชาที่อยู่เต็มปากของเชวียหย่งเฉียงกลับพุ่งออกมา ไปใส่หน้าและทั่วทั้งตัวเชวียหนิงซวน
เชวียหนิงซวนยกมือขึ้นปาดอย่างเก้ๆ กังๆ จากนั้นหยิบผ้าส่งไปให้เชวียหย่งเฉียง พูดเสียงเบาๆ “ท่านพ่อ ผ้า
ขอรับ”
เชวียหย่งเฉียงมิได้สนใจผ้าผืนนั้นแม้แต่น้อย สายตาของเขาเบิกโตจ้องเขม็งอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ และพูด
เสียงดังลั่นขึ้น “เจ้าลองพูดใหม่อีกครั้งสิ เจ้าอยากขออะไรนะ?”
ต้วนอวี้ยืนตัวตรงอกผายไหล่ผึ่ง พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำเสียงดังฟังชัด “หลานอยากขอให้ท่านลุงยกหนิงหรานให้
เป็นภรรยาของหลานขอรับ”
สายตานั้นกลับกลายเป็นมองอย่างดูถูกดูแคลน ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าถือดีอะไรให้ข้ายกให้ด้วย?”
“ก็ถือดีที่ทุกคนต่างได้ยินกันไปแล้ว ว่าหลานเป็นว่าที่สามีของเชวียหนิงหรานขอรับ” ต้วนอวี้ตอบเสียงเรียบ
เชวียหย่งเฉียงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้จึงแสยะยิ้มออกมา “แต่เมื่อครู่เจ้าบอกเองนี่หน่า ว่าเป็นเพียง
แผนรับมือเฉพาะหน้า เพื่อช่วยให้หนิงหรานไม่เป็นขี้ปากคนอื่น”
เชวียหย่งเฉียงหัวว่างไม่รู้จะรับมือยังไงดี เขาจึงครุ่นคิดก่อนขู่ฟอดๆ ออกมาว่า “เจ้าต้องการกลับคำพูดรึ?”