การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 608 ต้วนชิงหมิงตำหนิตัวเอง
ที่ห้องด้านในไม่เป็นจุดสนในของผู้คน หลิวยวนกำลังยกนํ้าชาขึ้นมาจิบด้วยท่าทางที่สบายใจ แสงไฟในห้องดูสลัว
มองไม่ออกว่าด้านในมีสิ่งใด เพียงแต่มุมห้องมีเงาของคนกำลังนั่งจิบชาเป็นเพื่อนหลิวยวน
ทั้งสองคนต่างจิบชาของใครของมัน ราวกับว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อดื่มชาเพียงอย่างเดียว
ความหอมกรุ่นของใบชาอบอวลไปทั่วทั้งห้อง เสมือนกิล่นหอมนี้มิเคยจางหายไปจากห้องนี้มาก่อน
หลิวยวนนั่งนิ่งเงียบโดยไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมา ทันใดนั้นอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในมุมมืดได้เอ่ยปากถามขึ้น “วันนี้
เรื่องอื่นราบรื่นดีไหม… ไม่เกิดอะไรขึ้นกับหนิงหรานใช่ไหม?”
เสียงที่เอ่ยถามเป็นเสียงราบเรียบไหลลื่น เมื่อเข้าสู่โสตประสาทก็ทำให้ผู้ที่ฟังเคลิบเคลิ้มใหลหลง เสียงนั้นจะเป็น
ใครไม่ได้นอกเสียจากต้วนชิงหมิงนั่นเอง
เมื่อได้ยินเสียงต้วนชิงหมิงเอ่ยถาม ต้วนอวี้ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา “ชิงหมิงไม่ต้องเป็นเรื่องนี้หรอก หนิงหราน
คงได้รับบทเรียนในวันนี้ไปแล้ว และรู้ถึงความดีของต้วนอวี้ นับจากนี้ต่อไปหนิงหรานจะได้ครองคู่กับต้วนอวี้สมใจ
ปรารถนา เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา พลางมองไปทางหลิวยวน “หลิวยวนไม่เข้าใจหรอก ชื่อเสียงสำหรับสตรี
นั้นมีความสำคัญมากเพียงใด หนิงหรานเปั้นคนให้ความสำคัญกับชื่อเสียงที่สุด แต่วันนี้พวกเรากลับเห็นแก่ตัว ใช้หนิง
หรานเป็นเครื่องมือเพื่อให้นางรู้สึกประทับใจอวี้เอ๋อร์”
เรื่องในวันนี้ได้สร้างบาดแผลและความทรงจำด้านลบในใจให้เชวียหนิงหรานเป็นอย่างมาก ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะ
คิดถึงในจุดนี้มาก่อนแล้ว แต่นางกลับประเมินความไร้อางอายและความแค้นที่จางเย่มีต่อหนิงหรานน้อยเกินไป เพราะ
ฉะนั้นตั้งแต่ที่ต้วนชิงหมิงทำตามแผนการที่หลิวยวนวางไว้ให้ นางก็เอาแต่รู้สึกตำหนิและเสียใจกับสิ่งที่เกิดจึงเอาแต่นั่ง
เงียบปิดวาจา
เหตุผลในข้อนี้ มีหรือที่หลิวยวนจะไม่เข้าใจ
เพียงแต่สำหรับหลิวยวนแล้ว ผลลัพธ์ย่อมสำคัญกว่าวิธีการ ความรักที่ต้วนอวี้มีให้ก็ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่า
หลิวยวนพอเดาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะทำแบบนั้น โดยพยายามให้เกิดผลลบต่อเชวียหนิงหราน
ให้น้อยที่สุด
เมื่อหลิวยวนได้ยินที่ต้วนชิงหมิงตำหนิตัวเอง เขาก็พูดนิ่งๆ ขึ้นมา “ใช่แล้ว แม้วันนี้หนิงหรานจะเสี่ยงอันตรายไป
เสียหน่อย แต่นางก็ได้รับบทเรียนราคาแพงไปแล้ว ฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นก็ยุติธรรมและเป็นที่น่าพอใจของทุกฝั่าย……”
พอเหลือบเห็นต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วเข้าหากัน หลิวยวนก็พดยิ้มๆ ออกมา “ชิงหมิงเคยคิดบ้างหรือไม่? ฟังจากนํ้า
เสียงของฮูหยินเชวียแล้ว หากพบว่าจางเย่ผู้นี้ไม่มีปัญหา นางกับฮูหยินจางคงถือโอกาสหมั้นหมายงานแต่งให้จางเย่กับเช
วียหนิงหรานไปแล้ว… ชิงหมิงลองคิดดูนะ จางเย่เพียงแค่รู้ว่านี่เป็นเพียงการดูตัว ก็ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหร
กลับต่อว่าด่าทอหนิงหรานอย่างเสียๆ หายๆ ถ้าหนิงหรานแต่งกับจางเย่จริง นางคงได้รับความไม่เป็นธรรมไม่มากก็
น้อย”
หลังจากที่จางเย่ผู้นี้ถูกกักตัว เขาก็เป็นเหมือนคนคลุ้มคลั่งเสียสติ เอาแต่เพ้อฝันถึงเด็กหนุ่มน้อยคนรักอย่างโหย
หา จึงไม่แปลกที่หลังจากทราบเรื่องว่ามาดูตัวหมั้นหมายกับหนิงหราน เขาจะด่าทอหนิงหรานอย่างไม่ไว้หน้า หากจางเย่
มารู้ตัวหลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่ายตกลงกันแล้ว ถึงตอนนั้นเชวียหนิงหรานคงไม่รู้จะถอดตัวยังไง
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ จากนั้นผ่อนลมหายใจออกมา เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางกับต้วนอวี้สร้างขึ้น
มา ดังนั้นการที่วางแผนใช้สหายอย่างเชวียหนิงหราน ทำให้ต้วนชิงหมิงรู้สึกผิดในใจอยู่มิน้อย
ในเวลานี้ หลิวยวนพยายามพูดโน้มน้าวให้ต้วนชิงหมิงสบายใจ แต่นางกลับพูดอย่างเหนื่อยใจว่า “ต้นเหตุทั้งหมด
ของเรื่องนี้ชิงหมิงเข้าใจ แต่มันจะไปมีประโยชน์อะไรกัน ในเมื่อได้ทำร้ายสหายไปแล้ว จึงหวังเพียงว่า เมื่อหนิงหรานรู้
ความจริงจะไม่โทษก็พอแล้ว”
หลิวยวนตอบยิ้มๆ “ชิงหมิงวางใจเสียเถอะ ถ้าอวี้เอ๋อร์กับหนิงหรานได้ครองคู่กันจริง นางคงซาบซึ้งใจมากกว่าจะ
โทษชิงหมิงนะสิ”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” ต้วนชิงหมิงยิ้มเจื่อนๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ต้วนชิงหมิงได้พูดต่อไปว่า “แต่ว่าจางเย่ผู้นี้ก็ช่างน่าเกลียดเสียจริง มาต่อว่าหนิงหรานต่อหน้า
คนอื่นมากมายโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย วันข้างหน้าหากจางเย่ทำผิดและตกอยู่ในนํ้ามือข้าละก็ จะไม่มีทางปล่อยเขาไป
โดยง่ายอย่างแน่นอน”
ใบหน้าที่เปือนยิ้มของหลิวยวนหุบลงทันใด เขามองไปที่ต้วนชิงหมิงพูดอย่างเจ็บใจว่า “ใช่แล้ว จางเย่รักใครไม่ผิด
หรอก แต่ไม่ควรต่อว่าคนที่ไม่มีทางสู้ และโยนความผิดทั้งหมดให้หนิงหราน……”
การที่จางเย่รักใครชอบใครเป็นเรื่องของเขา แต่เขาไม่ควรมาโทษเชวียหนิงหรานที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แม้แต่น้อย เรื่อง
นี้จางเย่ทำไม่ถูกอย่างมหันต์
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมีอารมณ์ที่รุนแรงต่อจางเย่ หลิวยวนจึงเปลี่ยนเรื่องที่กำลังพูดคุยกัน “ชิงหมิง เจ้าเคยคิดบ้าง
หรือไม่? นี่เป็นครั้งแรกที่จางเย่ได้พบหน้าเชวียหนิงหรานก็ทำเกินไปถึงเพียงนี้ หากฮูหยินเชวียรู้เช่นเห็นชาติจางเย่ในวัน
ข้างหน้าก็คงสายเกินไปแล้ว ถึงตอนนั้นจุดจบของหนิงหรานจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบได้… วันนี้ แม้ว่าหนิงหรานจะตกใจ
จนทำตัวไม่ถูก แต่อวี้เอ๋อร์กลับยื่นมือเข้าไปช่วยมิให้นางเสียเปรียบ นี่จึงเป็นเรื่องที่รู้สึกติดค้างในใจใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงไม่พูดไม่จา เอาแต่ถอนหายใจเพียงอย่างเดียว
หลิวยวนรู้ดีว่าพูดจี้ใจดำต้วนชิงหมิงเข้าแล้ว นางจึงเงียบสงบไม่เปิดวาจา จนกระทั้่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึง
วางถ้วยนํ้าชาลงผินหน้ามองไปด้านนอก ทันใดนั้นก็พูดขึ้น “นี่ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว ทำไมอวี้เอ๋อร์ยังไม่มาอีก?”
ต้วนอวี้น่าจะหงายไพ่ในมือทั้งหมดให้เชวียหย่งเฉียงได้รู้แล้ว แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดต้วนอวี้จึงไม่ออกจากห้องมาอีก
แม้แต่สัญญาณก็ไม่มีส่งออกมาแม้แต่อย่างเดียว ทำเอาหลิวยวนเริ่มใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ขึ้นมา
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับไม่กังวลเหมือนหลิวยวน นางยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “ดูดูจาก
สภาพแล้ว น่าจะใช้เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วยาม”
เรื่องที่เชวียหย่งเฉียงกับต้วนอวี้พูดคุยกันเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวกับการแต่งงานดองญาติ หากรับปากแบบชุ่ยๆ ขอไป
ทีก็คงง่ายดาย แต่สิ่งใดที่ได้มาง่ายย่อมเสียไปง่ายด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้วนชิงหมิงมีความอดทนเพียงพอที่จะรออย่างใจเย็น
“ชิงหมิงทายใจพี่ถูกอีกแล้วนะ” หลิวยวนพูดอย่างประหลาดใจ
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมีความมั่นใจมากมายถึงเพียงนี้ ทางด้านหลิวยวนก็ยังงวยงงอยู่ว่านางไปเอาความมั่นใจนี้มา
จากไหนกัน
“ชิงหมิงเคยสนทนากับเชวียหย่งเฉียงมาก่อน จึงเข้าใจความคิดความอ่านของเขามาบ้าง” ต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้น
หลิวยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความฉงน “ชิงหมิงเข้าใจความคิดของเชวียหย่งเฉียง?”
“ก็ใช่นะสิ เมื่อก่อนชิงหมิงเคยพูดคุยเรื่องหนิงหรานกับเชวียหย่งเฉียงมาแล้วรอบหนึ่ง” ต้วนชิงหมิงพยักหน้า
ถึงแม้เรื่องที่สนทนาจะมาจากความไม่ยุติธรรมที่หนิงหรานได้รับ ด้วยเหตุนี้เอง เชวียหย่งเฉียงจึงไม่ค่อยพออกพอ
ใจต้วนชิงหมิงเป็นอย่างมาก แต่เรื่องนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงเข้าใจนิสัยใจคอและความคิดของเชวียหย่งเฉียง
หลิวยวนยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ต้วนชิงหมิงเล่าออกมา
สิ่งที่หลิวยวนยังไม่เข้าใจก็คือ ในเมื่อต้วนชิงหมิงเข้าใจเชวียหย่งเฉียงเป็นอย่างดี เหตุใดจึงไม่สอนวิธีรับมือให้กับต้
วนอวี้?
ต้วนชิงหมิงเหมือนอ่านความคิดของหลิวยวนออก นางจึงเอ่ยพูดนิ่งๆ “ใช่แล้ว คนอย่างเชวียหย่งเฉียงที่เห็นแก่
ตัว คิดว่าตัวใหญ่คับฟั้า จึงเห็นความสำคัญแต่ชื่อเสียงตระกูลเชวียและหน้าตาของเขาเอง”