การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 612 ความคิดของเชวียหย่งเฉียง
ตอนแรกนั้น ผู้คนต่างรู้สึกว่าจางเย่ผู้ชอบไม่ปั่าเดียวกัน สร้างเรื่องได้อย่างน่าละอายใจยิ่งนัก ในขณะเดียวกัน
ผู้คนก็รู้สึกว่าจางซู่และฮูหยินจางเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด… คนพวกนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของบุตรชาย โดย
พร้อมลงมือทำลายสตรีที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเชวียหนิงหราน เห็นได้ชัดว่า เรื่องนี้มีสาเหตุมาจากพ่อแม่ของจางเย่ ด้วย
เรื่องนี้นี่เอง จางซู่จึงส่งเขียนใบลาไม่ไปราชสำนักติดต่อกันเป็นเวลาครึ่งเดือนเห็นจะได้ ทั้งยังปิดจวนไม่ต้อนรับแขกคนใด
เพื่อหนีสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
การที่จางซู่เอาแต่กกตัวอยู่ในจวน มิได้ทำให้เรื่องนี้สงบลงตามไปด้วย ในทางกลับกัน กลับยิ่งกระพือให้เรื่องนี้
แพร่สะพัดออกไปไกลกว่าเก่า
พอเรื่องแพร่ไปเรื่อยๆ จนทุกคนในเมืองหลวงรับรู้แล้ว พวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนประเด็นมาชื่นชมความอดทนของคุณ
หนูเชวีย และว่าที่สามีที่มาช่วยว่าที่ภรรยาได้ทันท่วงที
ตามที่คนเล่าต่อๆ กันมา ว่าที่สามีของคุณหนูเชวียได้ให้สาบานต่อหน้าผู้คน ต้องสอบจอหงวนให้ได้ และไม่มีวัน
รับอนุภรรยาแม้แต่คนเดียว เขาจะรักคุณหนูเชวียไปชั่วชีวิต ตราบจนลมหายใจสุดท้ายมาพรากจากกัน
เรื่องเล่ายังมีต่อไปอีก ว่าที่สามีของคุณหนูเชวียอายุยังน้อย แต่กลับกล้าหาญชาญชัยตกลงให้คำมั่นกับผู้ใหญ่จวน
เชวีย ว่าจะสอบให้ติดและจะรับคุณหนูเชวียเป็นภรรยาเพียงคนเดียว
บางแหล่งเล่าว่า เชวียหย่งเฉียงได้ให้ของติดตัวเป็นคำมั่นสัญญาแก่ว่าที่สามีคุณหนูเชวีย รอให้สอบได้ก็จะกลาย
เป็นลูกเขยจวนเชวียทันที
บางคนเล่าว่า ว่าที่สามีที่อายุน้อยคนนั้นมีความสามารถโดดเด่นรอบด้าน สิ่งใดที่ผ่านสายตาเขาแล้ว สามารถ
จดจำมิลืมเลือน
บางที่เล่ากันว่า……
ด้วยเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมานั้น ทำให้ผู้คนต่างสงสัยกระหายใคร่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใครกัน ที่เอาตัวเข้ามาปก
ปั้องคุณหนูเชวีย และลั่นวาจาสาบานหนักแน่นเช่นนั้น
ในที่สุด มีผู้หวังดีได้บอกให้ผู้คนรู้กันโดยทั่ว ว่าที่สามีอายุน้อยคนนั้นก็คือต้วนอวี้ บุตรชายภรรยาเอกจวนต้วน
นั่นเอง
เพียงไม่นาน ชื่อต้วนอวี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง จนมิมีผู้ใดต้านทานได้เลย
เป็นที่รู้กันว่า ความคิดรักเดียวใจเดียวเป็นสิ่งที่คุณหนูทุกจวนต่างปรารถนากันทั้งนั้น อีกทั้งฮูหยินจวนต่างๆ ต้อง
เลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาว ทั้งยังต้องจัดการเรื่องต่างๆ ภายในจวน ยังต้องเอาเวลามาทนทุกข์ทรมานกับพวกอนุอีก
ฉะนั้น ฮูหยินทั้งหลายได้แต่นอนเฝั้าเรือนอย่างเดียวดาย ไร้สามีนอนพูดคุยเคียงหมอน ในใจของทุกคนตอนนี้ต่างอิจฉา
ริษยาคุณหนูเชวียอย่างพร้อมเพรียงกัน
ส่วนสหายคนสนิทของเชวียหนิงหรานต่างแปลกใจกันอย่างมาก จนกระหายอยากรู้ความจริงจากปากเชวียหนิง
หราน ถึงสาเหตุว่าทำไมคุณชายต้วนที่ดีงามเช่นนี้ถึงเลือกปกปั้องนาง
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง นั่นก็คือหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นทั้งต้วนอวี้และเชวียหนิงหรานต่างเก็บตัวไม่
ออกจากจวนไปไหนทั้งนั้น ไม่ว่าสหายคนสนิทของทั้งสองคนมาขอพบหน้าถึงจวน มักถูกปฏิเสธให้พบหน้าทุกกรณี
เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ได้เล่าลือสะพัดไปทั่วเมืองหลวง วิธีการรับมือของจวนเชวียและจวนต้วนมีทั้งเหมือนและต่าง
กันออกไป
สำหรับจวนต้วนไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ ส่วนจวนเชวียก็เช่นกัน เพียงแต่ว่าทุกครั้งที่เชวียหย่งเฉียงออกไปข้าง
นอก เขามักถูกคนอื่นชมจนยิ้มหน้าบานอย่างสุขใจ
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปหลายวัน เชวียหย่งเฉียงก็เริ่มมองหาบุรุษที่อายุใกล้เคียงและเพียบพร้อม เพื่อให้แต่งงา
นกับเชวียหนิงหราน
วันนี้หลังจากที่เชวียหย่งเฉียงเลิกประชุมขุนนางในราชสำนัก ระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับ เขาก็ได้ยินขุนนาง
หลายคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ขึ้นมา
มีใต้เท้าจางท่านหนึ่งได้เอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูเชวียเป็นคุณหนูที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน หากไม่มีว่าที่คู่หมั้นละก็
กระผมคงไปสู่ขอนางมาให้เจ้าลูกชายตัวดีแล้ว”
ฝีเท้าของเชวียหย่งเฉียงกลับชะงักหยุดลง เขาปรายตามองเห็นใต้เท้าจางที่มีนามเต็มว่าจางจื่อเฟย
จางจื่อเฟยผู้นี้ตระกูลทั้งสามรุ่นเป็นขุนนางชั้นสูงมาโดยตลอด บัดนี้ ใต้เท้าจางได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับสี่ ทั้ง
ยังเป็นที่วางพระทัยของฝั่าบาทยิ่งนัก บุตรชายของเขามีทั้งความรู้ความสามารถ นับว่าโดดเด่นในเมืองหลวงคนหนึ่ง
หากได้บุตรชายเขามาเป็นลูกเขยแล้ว ความก้าวหน้าในราชสำนักย่อมไหลลื่นอย่างแน่นอน
ด้วยความดีใจ เชวียหย่งเฉียงจึงเดินเข้าไปหวังเชื่อมสัมพันธ์กับใต้เท้าจาง ทว่าใต้เท้าเนี่ยที่อยู่ข้างใต้เท้าจางกลับ
พรวดขึ้นมา “คุณหนูเชวียมีชื่อเสียงไปทั่ว ทุกคนจึงต่างจับจ้อง แต่ว่าเรื่องเล่าลือในเมืองหลวงที่ว่าคุณหนูเชวียมีเจ้าของ
จับจองได้แพร่ไปทั่วแล้ว หรือต่อให้จะไม่มีจริง คุณหนูเชวียก็คงไม่ตกมาถึงพวกเราหรอก”
ใต้เท้าจางได้ฟังพลันถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย จากนั้นก็เดินทางกลับจวนไป
เชวียหย่งเฉียงจึงได้แต่ชายตามองใต้เท้าจางเดินจากไปด้วยสีหน้าแววตาที่เสียดาย เขาอยากเอ่ยปากรั้งไว้ แต่ปาก
เจ้ากรรมกลับแข็งที่จนพูดมิออก
ถึงแม้เชวียหย่งเฉียงจะพูดมิออก ทว่าความตั้งใจที่อยากหาลูกเขยที่ดีให้กับเชวียหนิงหรานนั้นก็ยังไม่หมดไป
ระหว่างทางกลับจวนเชวีย เชวียหย่งเฉียงได้ครุ่นคิดถึงใต้เท้าจางอยู่อย่างนั้น ด้วยกำลังหาวิธีการที่จะให้ใต้เท้า
จางมาคุยเรื่องดูตัวหมั้นหมายระหว่างบุตรสาวกับบุตรชายของเขา
หากจะใช้โอกาสในตอนอยู่ท้องพระโรงพูดถึงเรื่องนี้ ย่อมมีโอกาสความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากเชวียหย่ง
เฉียงไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกับใต้เท้าจาง จึงไม่รู้ว่าควรเริ่มเปิดประเด็นจากตรงไหน ในมุมกลับกัน หากคุ้นเคยกัน เชวีย
หย่งเฉียงก็มิกล้าเอ่ยปากขึ้นก่อน ฉะนั้นหลังจากใคร่ครวญจนตกผลึก เขาคิดหาทางได้แล้ว นั่นก็คือให้ฮูหยินไปจัดการ
เรื่องนี้ถึงจะดูเหมาะสมที่สุด
เชวียหย่งเฉียงเป็นคนที่คิดและทำอะไรว่องไว พอกลับมาถึงจวนก็รีบจัดแจงเปลี่ยนชุดแล้วไปที่เรือนของฮูหยินเช
วีย ในขณะนั้น ฮูหยินเชวียกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ เมื่อเห็นเชวียหย่งเฉียงพรวดเดินเข้ามาโดยที่มิทันตั้งตัว นางก็
ชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดยิ้มๆ อย่างดีใจออกมา “ท่านพี่กลับมาแล้วเหรอเจ้าคะ?”
โดยปกติแล้ว เชวียหย่งเฉียงเมื่อกลับมาถึงจวนหากไม่ไปห้องหนังสือ ก็ไปห้องอนุคนใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา บัดนี้ ฮู
หยินเชวียได้เห็นหน้าสามีตั้งแต่หัววัน มีหรือที่นางจะไม่ดีอกดีใจ
เชวียหย่งเฉียงมิไม่ทันสังเกตใบหน้าที่ดีใจของฮูหยินเชวีย เขาไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อมแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอย่างตรง
ไปตรงมา “วันนพรุ่งนี้ฮูหยินจะสามารถเชิญ ฮูหยินของจางจื่อเฟยและบุตรชายของเขามาเป็นแขกที่จวนได้ไหม?”
ฮูหยินเชวียถามกลับอย่างแปลกใจ “ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เก้อเขินของเชวียหย่งเฉียง ฮูหยินเชวียจึงเข้าไปช่วยถอดเสื้อคลุมบนตัวของเชวียหย่งเฉียงออก
จากนั้นสั่งให้บ่าวใช้ยกชาเข้ามา ก่อนจะนั่งลงพูดคุยกัน
ฮูหยินเชวียถามยิ้มๆ “ท่านพี่ จวนจางกับจวนเชวียของเรานั้นไม่ได้ไปมาหาสู่กันเท่าไหร่นัก หากอยากเชิญครอบ
ครัวฮูหยินจางมาเป็นแขกที่จวนก็มิใช่ว่าทำมิได้ เพียงแต่ต้องมีที่มาที่ไป ท่านพี่อาจต้องบอกจุดหมายในการเชิญพวกเขา
มา มิอย่างนั้น อีกฝั่ายมาที่จวน เชี่ยเสินไม่รู้จะรับมือได้อย่างไรเจ้าค่ะ”
เชวียหย่งเฉียงได้ฟังที่ฮูหยินเชวียพูด พลันนึกขึ้นในใจว่าเขารีบร้อนจนเกินงาม เขาหยิบนํ้าชาร้อนๆ ขึ้นมาจิบ
ถอนหายใจออกมา “วันนี้หลังจากเลิกประชุมขุนนางในราชสำนัก ข้าได้ยินจางจื่อเฟยอยากได้หนิงหรานเป็นสะใภ้
ฉะนั้น ข้าอยากให้ฮูหยินช่วยเชิญครอบครัวฮูหยินจางมา เพื่อดูท่าทีของพวกเขา”
ฮูหยินจางได้ฟังก็ร้องตกใจขึ้นมา “ท่านพี่ว่าอะไรนะเจ้าคะ? ใต้เท้าจางอยากได้หนิงหรานเป็นสะใภ้?”
ฮูหยินเชวียคิดไว้แล้ว ว่าเรื่องราวที่เล่าไปทั่วเมืองหลวงย่อมมิใช่เรื่องดีนัก ดูเอาแล้วกัน เรื่องราวผ่านไปแค่ไม่กี่วัน
เรื่องลำบากก็มาหาถึงจนได้
พูดถึงจางจื่อเฟยผู้นี้ ฮูหยินเชวียก็พอได้รู้จักเห็นหน้าคาดตามาบ้าง เพียงแต่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อ ในเวลานี้ ฮูหยินเช
วียยังคงตกใจกับสิ่งที่เชวียหย่งเฉียงเอ่ยขึ้น
เชวียหย่งเฉียงปรายตามองฮูหยินเชวียด้วยสีหน้าไม่ค่อยพออกพอใจ เขาพูดด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “ทำไมกัน หรือว่าฮู
หยินคิดว่าบุตรชายของจางจื่อเฟยไม่คู่ควรกับหนิงหรานของเรา?”