การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 614 ข้าเชื่อมั่นในตัวเขา
เมื่อเห็นบุตรสาวสาบานยืนกรานอย่างหนักแน่น ทำให้คนเป็นแม่อย่างฮูหยินเชวียรับรู้ได้ว่าบุตรสาวของนาง
เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว รู้จักเลือกสิ่งที่มีความสุขให้กับตัวเองแล้ว
ฮูหยินเชวียแอบยิ้มอยู่ภายในใจ นางเดินเข้าไปตบหลังของเชวียหนิงหรานอย่างเบามือ ก่อนเอ่ยขึ้น “เอาล่ะ ยังไง
แม่ก็เชื่อใจลูก”
ในใต้หล้าแห่งนี้ นางอาจเชื่อไม่ได้ทุกคน แต่สำหรับบุตรสาวเพียงคนเดียวแล้ว ฮูหยินเชวียย่อมเชื่ออย่างสนิทใจ…
การที่บุรุษสักคนหนึ่งทำให้สตรีรวบรวมความกล้า ยืนหยัดแสดงความรู้สึกในใจ ย่อมไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ถึงแม้บุรุษผู้นี้อายุยังเยาว์วัย ไม่มีความสามารถในการดูแลเชวียหนิงหรานได้ในเวลานี้ แต่ว่าเขาก็ย่อมเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ในสักวันและมอบความสุขให้บุตรสาวของนางได้
เชวียหนิงหรานยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งออกมา ทว่าฮูหยินเชวียกลับคิดว่าไม่ควรเอาเรื่องในใจของบุตรสาวมาพูด
เชวียหนิงหรานพูดหน้าแดงกํ่าเสียงสูงขึ้น “ท่านแม่” จากนั้นก็รีบก้มหน้าลงทันที
ฮูหยินเชวียเห็นเชวียหนิงหรานก้มหน้าก้มตา จึงพูดยิ้มๆ ออกมา “เมื่อครู่ยังพูดฉอดๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้บ้าใบ้
ไปแล้วล่ะ?”
ไม่เสียแรงจริงๆ เพื่อการเอาชนะคะคานยอมที่จะโต้แย้งโต้เถียงอย่างไม่ลดละ แต่พอพูดออกไปแล้วกลับอํ้าๆ
อึ้งๆ เสียงอ่อยไปหมด
ฮูหยินเชวียอดขำเชวียหนิงหรานมิได้ นางจึงกระทืบเท้าฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ “่ท่านแม่ ขำลูกอยู่นั่นแหละ……”
ฮูหยินเชวียจึงรีบหยุดขำทันที “ก็ได้ ก็ได้ แม่ไม่ขำแล้ว”
เชวียหนิงหรานเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “ท่านแม่ ลูกหวังว่าท่านพ่อจะให้โอกาสต้วนอวี้สักครั้งหนึ่ง… มิต้องรอนาน
หรอก รอหลังจากที่เขาสอบในปีนี้ก็ได้ อย่างไรเสีย ลูกก็อายุยังน้อยอยู่ ไม่ถึงเวลาที่จะแต่งงานออกเรือนไป ถ้า่านแม่และ
ท่านพ่อยอมให้เวลาต้วนอวี้เสียหน่อย ลูกจะซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนี้เป็นที่สุด”
เดิมทีคำสาบานเป็นเหมือนเวลาทดสอบที่ยืดยาว เพราะคนน้อยที่จะสามารถผ่านด่านทดสอบนี้ได้ และได้เขียน
กระดาษคำตอบได้อย่างสมบูรณ์ แต่บัดนี้เชวียหนิงหรานกลับยินยอมใช้เวลาในชีวิตที่มีค่าของนาง ในการรอคนที่มีใจให้
อย่างนี้มีหรือที่ฮูหยินเชวียจะไม่ใจอ่อน
เชวียหนิงหรานเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินเชวียเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ถ้าหลังจากปีนี้ไปแล้วต้วนอวี้สอบจอหงวนไม่ได้ ถึง
ตอนนั้นลูกยอมทำตามที่ท่านพ่อท่านแม่วางแผนให้ทุกอย่าง โดยไม่ปริยายบ่นสักคำเลย ท่านแม่วตกลงไหมเจ้าคะ?”
ฮูหยินเชวียตอบเสียงตํ่า “หนิงหรานรู้หรือไม่ว่าลูกอายุสิบสี่ปีแล้ว จะเสียเวลาอีกไม่ได้แล้วนะ?”
เชวียหนิงหรานเพิ่งจะฉลองงานวันเกิดครบรอบสิบสามปีไปหมาดๆ แต่ตามหลักจะนับเือนที่อยู่ในท้องเข้าไปด้วย
นางจึงเป็นสตรีที่อายุสิบสี่ปี
อายุสิบสี่หมั้นหมาย สิบห้าเจรจาสินสอด สิบหกมาสู่ขอ จากนั้นนางก็แต่งออกเรือนไป
เชวียหนิงหรานยืดอกเชิดหน้าเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ลูกทราบข้อนี้ดี แต่ลูกยอมรอต้วนอวี้อีกสักหนึ่งปีด้วยความ
เต็มใจ”
ในราชวงศ์ต้าเซี่ย สตรีใดยากที่จะไปขอตัวมาย่อมเป็นที่หมายปองมากยิ่งขึ้น แต่นางเลือกรอคอยต้วนอวี้อีกปี
โดยที่ยอมให้เวลาอันมีค่าสำหรับสตรีผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ฮูหยินเชวียตบไปที่ไหล่ของเชวียหนิงหรานเบาๆ พลางจ้องไปที่แววตาและเอ่ยขึ้น “หรานเอ๋อร์จะไม่เสียใจภาย
หลังกับการตัดสินใจใช่ไหม?”
“ไม่เจ้าค่ะ ลูกทราบดีว่าต้วนอวี้ไม่มีทางทำให้ลูกผิดหวัง” เชวียหนิงหรานกัดฟันแน่น
ฮูหยินเชวียอมยิ้มอย่างประหลาดใจที่ต้วนอวี้มีวาสนาเหลือเกินที่ทำให้เชวียหนิงหรานมีใจให้ ก่อนเอ่ยขึ้น “เอาล่ะ
นเมื่อลูกพูดขนาดนี้แล้ว แม่ยจะทำตามที่ขอแล้วกัน……”
จากนั้น นางก็เสริมต่อไปว่า “แม่รับปากลูก ถ้าต้วนอวี้สอบจอหงวนได้ แม่ไม่เพียงจะไม่ห้ามปรามเจ้า ยังจะหา
ทางช่วยให้ได้สมหวังตามที่คิด ส่วนเรื่องท่านพ่อนั้น แม่จะวางแผนให้เอง แต่ถ้าต้วนอวี้สอบจอหงวนไม่ได้เป็นหนึ่งใน
สามคนแรกที่ได้เข้าเฝั้าฝั่าบาทต่อหน้าพระพักตร์ ถึงตอนนั้นลูกต้องรับปากแม่ว่าจะทำตามที่พ่อและแม่เลือกให้”
เชวียหนิงหรานรู้สึกแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นรีบรับปากโดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง “ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่
ลูกเชื่อว่าต้วนอวี้จะไม่ทำให้ลูกต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
ฮูหยินเชวียได้ฟังก็เอาแต่ส่ายหน้าโดยไม่เอ่ยวาจา
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว สตรีมักให้ความสำคัญกับความรักและความรู้สึกมากกว่าบุรุษเป็นไหนๆ บัดนี้ เชวียหนิง
หรานออกหน้าช่วยพูดแทนต้วนอวี้อย่างขันแข็ง ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นเขาจะทำตามที่ลั่นคำสาบานได้หรือไม่?
พูดก็พูดเถอะ ตอนนั้นขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเอาจริงเอาจังกับคำสาบานได้จริงไหม?
แม่ลูกคู่นี้เปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่ในห้องให้รู้ได้เพียงสองคนเท่านั้น
ทางด้านฮูหยินจางที่จู่ๆ ได้รับใบเทียบเชิญจากฮูหยินเชวีย ก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
เป็นที่รู้กันทั่ว ฮูหยินจางนั้นมักใช้ชีวิตอยู่ในจวนโดยแทบจะไม่ได้ออกไปด้านนอก จางจื่อเฟยก็ไม่ได้นำเรื่องที่เกิด
ขึ้นในราชสำนักไปเล่าให้ฟังบ้างเลย ดังนั้น ฮูหยินจางเกิดรู้สึกแปลกใจที่เชวียหย่งเฉียงกับจางจื่อเฟยมีความคิดตรงกัน
ฮูหยินจางเปิดดซองออกมากดูเนื้อหาใบเทียบเชิญ กลับไม่คิดไม่ฝันว่าฮูหยินจางจะคิดเรื่องอื่นขึ้นมาแทน
ตระกูลเชวียเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แม้ว่าฮูหยินเชวียจะมีชื่อเสียงที่ดีอยู่บ้าง แต่ฮูหยินจางกลับไปเห็น
หน้าคาดตาเพียงไม่กี่ครั้ง ถึงกระนั้น ฮูหยินจางกลับรู้สึกแปลกใจที่ฮูหยินเชวียส่งใบเทียบเชิญมาให้กับนาง
ฮูหยินจางอ่านข้อความบนใบเทียบเชิญแล้ว จึงหันไปพูดกับบ่าวใช้ที่อยู่ด้านข้าง “เจ้าไปตามคุณชายมาให้ข้า
หน่อย”
บุตรชายภรรยาเอกที่ชื่อจางเซี่ยวเทียนนับเป็นความภาคภูมิใจของฮูหยินจาง ถึงแม้อายุยังไม่มากนัก แต่เมื่อมี
เรื่องใดเกิดขึ้น นางมักเรียกบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนมาปรึกษาหารือ
ในเวลานี้ จางจื่อเฟยไม่ได้อยู่ที่จวน ฉะนั้นหากมีเรื่องใดเกิดขึ้น ก็ต้องมาหาบุตรชายแทน
ไม่นานนัก จางเซี่ยวเทียนก็มาถึงแล้ว เขายืนทำความเคารพท่านแม่อยู่หน้าประตู ก่อนได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามา
ได้
ปีนี้ จางเซี่ยวเทียนอายุสิบหกปีเท่ากับเชวียจื่อซวน ทั้งสองเคยเคยสนิทกันมาก่อน แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด พัก
หลังเกิดเรื่องกันขึ้นจึงห่างกันไป
จางเซี่ยวเทียนเป็นหนุ่มที่ใบหน้าหล่อเหลาเอาการ ขาวผ่องเป็นยองใย คิ้วที่ดกดำโก่งขึ้นอย่างได้รูป ดวงตาที่
วาววับราวกลับนํ้าใสในลำธาร จมูกที่โด่งเป็นลํ่าเป็นสัน ริมฝีปากรูปกระจับแดงเหมือนกุหลาบชมพูอย่างไรอย่างนั้น……
ที่ตัวของเขาเปล่งแสงอันอบอุ่นให้กับผู้เข้าใกล้ เสมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น
บ่าวใช้ข้างกายฮูหยินจางที่ได้เห็นใบหน้าของจางเซี่ยวเทียน กลับหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา นางจึงต้องรีบก้มหน้าก้ม
ตา แต่แอบชำเลืองมองหลายครั้งหลายคราวเท่านั้น
ฮูหยินจางเป็นแม่ที่รักบุตรชายดั่งแก้วตาดวงใจ เมื่อเห็นเขามาก็รีบเอ่ยขึ้นทันที “เทียนเอ๋อร์ รีบเข้ามาเร็วเข้า”
จางเซี่ยวเทียนรีบตอบรับและเดินเข้ามานั่งข้างกายท่านแม่อย่างว่านอนสอนง่าย
ฮูหยินจางจึงยื่นใบเทียบเชิญจากจวนเชวียในมือให้กับจางเซี่ยวเทียนอ่าน พอเขาอ่านหมดทุกถ้อยคำแล้ว ฮูหยิน
จางจึงเอ่ยถึงวัตถุประสงค์ของใบเทียบเชิญ และเอ่ยถามจางเสี้ยวอย่างแปลกใจ “หรานเอ๋อร์ ลูกเคยคิดบ้างไหม แม่กับฮู
หยินเชวียอะไรนั่น ไม่ได้สนิทชิดเชื้อมาแต่ไหนแต่ไร เหตุใดฮูหยินเชวียจึงส่งใบเทียบเชิญมาที่จวนเราด้วย?”