การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 615 แม่ลูกกตระกูลจาง
ในเมื่อใบเทียบชิญถูกส่งมาถึงที่จวนแล้ว ฮูหยินจางก็ต้องสืบเสาะให้ชัดถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ จากนั้นค่อยตัดสิน
ใจอีกครั้งว่าจะไปหรือไม่ไปดี
จางเซี่ยวเทียนพับใบเทียบเชิญหลังจากอ่านเสร็จสิ้น จากนั้นเขาก็ครุ่นคิดอยู่ระยะหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ บุตร
ชายจวนเชวียเคยเป็นสหายคนสนิทของลูกมาก่อน แต่พักหลังเรามีความคิดที่ไม่ลงรอยกันจึงห่างกันไป เมื่อก่อนลูกเคย
ไปเคยไปจวนเชวียอยู่หลายครั้ง พอจะเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง… ฮูหยินเชวียนั้นนิสัยตรงไปตรงมาและเป็นภรรยาที่ดี
ส่วนใต้เท้าเชวียกลับปฏิบัติต่อฮูหยินของเขาได้ค่อนข้างแย่ ตามความเห็นของลูก ฮูหยินเชวียเหมาะที่ท่านแม่จะเสวนา
ได้”
ฮูหยินจางหันไปถามลูกชายขึ้น “เทียนเอ๋อร์คงยังไม่เข้าใจความหมายที่แม่ต้องการสื่อละสิ นี่ไม่ใช่เรื่องจะหาส
หายมาเสวนา แต่การที่ฮูหยินเชวียส่งใบเทียบเชิญมานั้น แม่เดาไม่ออกว่านางต้องการสิ่งใดกันแน่?”
การส่งใบเทียบเชิญมาอย่างไม่มีปีไม่ขลุ่ย ทำให้ฮูหยินจางจำเป็นต้องไปเข้าร่วม เรื่องดูว่าอีกฝั่ายมีเปั้าหมายสิ่งใด
กันแน่ เพื่อจะได้หาวิธีการรับมือได้อย่างถูกต้อง
“ท่านแม่ ไม่ว่าจวนเชวียมีเปั้าหมายอย่างไรก็แล้วแต่ คงไม่ยอมบอกมาหมดใบเทียบเชิญหรอก… หากท่านแม่ไป
ถึงจวนเชวียแล้วต้องคุยหาเรื่องคุยทั่วๆ ไป โดยห้ามถามออกไปตรงๆ นะขอรับ” จางเซี่ยวเทียนพูด
ฮูหยินจางพยักหน้าเป็นการเข้าใจ “เทียนเอ๋อร์พูดถูก… เพียงแต่ว่าช่วงนี้แม่ไม่มีเวลานะสิ จึงตั้งใจหาคนไปร่วม
งานแทน”
“ท่านแม่ เรื่องอื่นรอให้ใกล้เข้ามาค่อยจัดการก็ได้ แต่การเชิญจากจวนเชวียอย่าได้ทำกระนั้นเลยขอรับ” จางเซี่ยว
เทียนส่ายหน้า
ฮูหยินจางพลันพูดเชิงตำหนิบุตรชาย “หรือว่าในสายตาของลูก คำเชิญของจวนเชวียสำคัญมากกว่าเรื่องของแม่
อย่างนั้นหรือ?”
“ท่านแม่ก็เข้าใจนิขอรับว่าลูกไม่ได้ต้องการสื่อความเช่นนี้ แต่ด้วยจวนเชวียกับจวนจางต่างเป็นขุนนางที่มีระดับ
สูง การที่ไปมาหาสู่กันจึงเปั้นเรื่องที่ควรกระทำ อีกอย่างลูกทราบดีว่า ท่านแม่ไม่ได้ออกไปนอกจวนนานแล้ว ถือโอกาส
ครั้งนี้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดีขอรับ” จางเซี่ยวเทียนโน้มน้าว
ฮูหยินเชวียจึงตอบกลับทันควัน “เทียนเอ๋อร์พูดได้ถูกต้อง แม่ไม่ได้ออกนอกจวนมานานแล้ว ได้ยินมาว่าจวนเชวีย
นั้นมีคุณชายถึงสองคนที่ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างนี้ให้น้องสาวของเจ้าไปเปิดหูด้วยกันเลย”
“จวนเชวียนั้นมีคุณชายทั้งหมดสองคน คุณชายใหญ่ชื่อเชวียจื่อซวน เทียนเอ๋อร์รู้จักอยู่แล้ว เขาเป็นคนที่สงบนิ่ง
เคร่งขรึม มีความกตัญูอย่างแรงกล้า ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน ส่วนคุณชายรองชื่อเชวียหนิงซวน นิสัยตรงไปตรงมา
ซื่อสัตย์สุจริต… พูดก็พูดเถอะ บุตรชายฮูหยินเชวียทั้งสองคนเป็นคนที่หาได้ยากแล้ว ลูกคิดว่าหากให้เชวียหนิงซวนแต่ง
กับน้องซวนก็คงเหมาะสมลงตัว” จางเซี่ยวเทียนกล่าว
บัดดลนั้น ฮูหยินจางรีบขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เหตุใดถึงเป็นคุณชายรอง ไม่ใช่คุณชายใหญ่ด้วยเล่า?”
ฮูหยินจางคิดในใจว่าชื่อเสียงของเชวียหนิงซวนผู้เป็นคุณชายใหญ่โด่งดังกว่า เมื่อเทียบกับคุณชายรองอย่างเชวีย
หนิงหราน แต่จางเซี่ยวเทียนกลับเลือกเลือกคุณชายรอง ทำเอาฮูหยินจางเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ
“น้องซวนนิสัยตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น ดูเหมือนเหมาะสมกับเชวียจื่อซวน แต่ท่านแม่เคยคิดบ้าง
ไหมเอ่ย? เชวียจื่อซวนเป็นบุตรชายคนโต ฮูหยินเชวียย่อมต้องตั้งความปรารถนาสูงมาก อีกทั้งนิสัยของน้องซวนเอ๋อร์ก็
ไม่ชอบมีสิ่งใดมาผูกมัดตีกรอย หากน้องสาวแต่งกับเชวียจื่อซวนไป ต้องได้รับความยากลำบากไม่มากก็น้อย ส่วนเชวีย
หนิงซวนนั้นไม่เหมือนผู้เป็นพี่ชาย เนื่องจากไม่ต้องคิดกังวลถึงเรื่องตำแหน่งมากนัก ลูกจึงคิดว่าหากน้องซวนเอ๋อร์ได้
ออกเรือนกับเชวียหนิงซวน นางย่อมมีความสุขมากกว่าเชวียจื่อซวนเป็นไหนๆ ขอรับ” จางเซี่ยวเทียนพยายามอธิบาย
ฮูหยินจางพูดกลับแบบยิ้มๆ “ที่แท้เทียนเอ๋อร์ช่างคิดได้รอบคอบยิ่งนัก สรุปเอาตามนี้แล้วกัน… เทียนเอ๋อร์ถึง
เวลาที่ต้องไปทบทวนหนังสือ พรุ่งนีเเช้าพวกเราค่อยออกเดินทาง”
“ห๊ะ ลูกต้องไปด้วยหรือขอรับ?” จางเซี่ยวเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ลูกไม่เห็นหรือว่า ฮูหยินเชวียเขียนบอกว่าให้พาบุตรชายชื่อจางเซี่ยวเทียน และบุตรสาวชื่อจางซวนไปด้วยกัน”
จางเซี่ยวเทียนพูด
จางซวนนิสัยตรงไปตรงมาและเปั้นที่รักของคนพบเห็น ไม่เว้นแม้แต่จางเซี่ยวเทียนกับฮูหยินจาง
กลับมาที่ฮูหยินเชวียที่วางแผนได้อย่างรอบคอบรัดกุม โดยเขียนระบุให้พาบุตรชายกับบุตรสาวมาร่วมงานด้วย
จะได้ไม่รู้สึกเก้อเขิน เก้งๆ กางๆ แต่แสดงถึงความให้ใจใส่ใจไป
จางเซี่ยวเทียนครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยว จากนั้นจึงพูดขึ้น “เอาอย่างนั้นก็ได้ ในเมื่อท่านแม่พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ลูกจะ
ปฏิเสธได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นลูกกับเชวียหนิงซวนเคยมีเรื่องผิดใจกันนิดหน่อย การใช้โอกาสนี้ไปดูจวนเชวียให้เข้าใจก็
นับว่าดีเหมือนกันขอรับ”
เมื่อจางเซี่ยวเทียนกล่าวจบขอตัวลากลับไป ระหว่างทางที่เดินกลับนั้น เขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาจาก
สวนดอกไม้ด้านหลัง
จางเซี่ยวเทียนหันขวับไปมอง ได้พบสตรีอายุประมาณสิบสอง สิบสามปี วิ่งอมยิ้มตรงมาที่เขา นางใา้ชุดกระโปรง
สีชมพูเรียบ แต่งหน้าอย่างบรรจง ดูแล้วมีสง่าราศีไม่น้อย ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสนิทสนมตั้งแต่แรกพบ
จางเซี่ยวเทียนมองดูแล้วก็ส่ายหัวทันใด “ซวนเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
จางซวนได้ยินเสียงบุรุษเอ่ยชื่อนางขึ้นมา ก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก “ท่านพี่ไปไหนมา?”
จางเซี่ยวเทียนจึงเดินไปตอบไป “ท่านแม่ให้บ่าวมาตามพี่ไปพบ แต่เจ้านี่อะไรกันออกมาวิ่งไปทั่วตั้งแต่เช้าตรู่เลย
หรือ?”
“ข้ากำลังเล่นอยู่ ตอนนี้กำลังจะวิ่งไล่จับแสงตะวัน” จางซวนผู้เป็นน้องสาวตอบ
จางเซี่ยวเทียนเห็นใบหน้าเหงื่อไหลทั่วกายและใบหน้าของจางซวน กลับเห็นใบหน้าที่สดใสที่น้องสาวยิ้มออกมา
ทำเอาผู้เป็นพี่ชายอย่างเขารู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา
จางเซี่ยวเทียนรีบอมยิ้ม “น้องพี่ริอาจมาวิ่งไล่จับดวงตะวัน… น้องอายุก็ไม่น้อยแล้ว จนท่านแม่ตั้งใจพาเจ้าไปดูตัว
เพื่อหาคนหมั้นหมาย แต่ดูเจ้ากลับวิ่งเล่นพล่านไปทั่ว สงสัยว่าที่แม่สามีคงขยาดกับเจ้ากระมัง?”
จางซวนได้ฟังรีบกระทืบเท้าตึงตังด้วยควาไม่พอใจ “ใครจะดูตัวหมั้นหมายกันหรือ? ้ข้ายอมอยู่กับท่านแม่ไป
ตลอด ไม่ยอมแต่งงานออกเรือนไปไหนทั้งนั้น!”
“เจ้ายังกล้าพูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำ ว่าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ทั้งชีวิต สงสัยอยากทำให้ท่านแม่โกรธจน
อกแตกตายใช่ไหม?” จางเซี่ยวเทียนสัพยอกกลับ
จางซวนกัดริมฝีปากแน่น หันมองค้อนขวับให้พี่ชายไปหนึ่งที “ท่านพี่อายุมากกว่าข้าสองปี ทำไมท่านพี่ยังไม่ดูตัว
หมั้นหมายเลย แต่กลับมาเป็นข้าก่อน… ไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ”
จางเซี่ยวเทียนได้ฟังก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “จะไม่ยุติธรรมได้อย่างไร หรือว่าเจ้าไม่เข้าใจหัวอกของท่านแม่ ที่
อยากให้เจ้ามีที่พึ่งโดยเร็วที่สุด ก็แค่ดูตัวเฉยๆ ไม่เห็นต้องมาปริวิตกให้มากความ”
อันที่จริง ฮูหยินจางคิดอยู่ในใจลึกๆ แล้วว่าจะเลือกคุณหนูจวนไหนให้เขา เพียงแต่ว่าอีกฝั่ายอายุยังไม่ถึง จึงไม่
เหมาะที่จะดูตัวหมั้นหมาย
จางซวนเถียงสู้พี่ชายไม่ได้จึงเริ่มงอแงสะบัดสะบิ้ง
โดยปกติแล้ว จางเซี่ยวเทียนเป็นคนที่รักน้องสาวเป็นอย่างมาก จึงยอมน้องสาวในทุกเรื่อง แต่ครั้งนี้ จางซวนกลับ
ถามอย่างฉงน “ท่านพี่ ทำไมต้องดูตัวหมั้นหมายด้วย? พวกเราอยู่ที่จวนจางมีความสุขจะตาย ทำไมต้องให้ข้าออกเรือน
ไปอยู่ที่อื่น และเต็มไปด้วยคนแปลกหน้าด้วย”
“เอ่อ… เรื่องนี้รอซวนเอ๋อร์โตกว่านี้ก็จะเข้าใจเอง” จางเซี่ยวเทียนพูดอย่างปลงๆ
ทันทีที่จางซวนได้ยินเช่นนั้น พลันโกรธขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางถลึงตาค้อนไปที่พี่ชายหนึ่งที ก่อนจะหันขวับไป
อีกทาง
จางเซี่ยวเทียนมองน้องสาวอยู่นานสองนาน ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้น “ซวนเอ๋อร์ หรือว่า้จ่าไม่อยากรู้ว่า การดูตัวในครั้ง
นี้ของเจ้าเป็นคุณชายคนไหนกัน?”
“ไม่ ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น ไม่คิดอยากรู้ด้วย!” จางซวนตอบด้วยความขัดเคือง
จางเซี่ยวเทียนกลับยิ้มอย่างได้ใจและเฉลยออกมา “คนคนนั้นก็คือคุณชายรองจวนเชวีย ที่ชื่อเชวียจื่อซวนยังไง
ล่ะ”
จางซวนพูดอย่างไม่ลดราวาศอก “ชิชะ ข้ารู้แล้ว ท่านแม่มีเรื่องอะไรก็จะตามท่านพี่ไปปรึกษาหารือ เอาแต่คิดว่า
ข้าเป็นเด็กน้อยอมมือ ดังนั้น ท่านพี่รู้เรื่องนี้จึงไม่น่าแปลกใจสำหรับข้าแม้แต่นิดเดียว”