การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 616 ใครบงการอยู่เบื้องหลัง?
จางเซี่ยวเทียนลูบไล้ผมของจางซวนอย่างเบามือ พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “เพราะพี่โตกว่าไม่กี่ปี ประกอบกับท่าน
พ่อยุ่งอยู่กับงานเป็นประจำ ให้ท่านแม่ดูแลจัดการจวนเพียงคนเดียวคงไม่ไหว คนเป็นลูกอย่างพี่จึงต้องเข้ามาแบงเบา
ภาระนะสิ”
จางซวนยังคงบิดตัวไปมาโดยไม่พูดไม่จา
จางเซี่ยวเทียนจึงพูดปลอบประโลมจางซวนไปสองสามประโยค ก่อนเดินกลับไปที่จวนของเขา
ทันใดนั้น จางซวนตะโกนมาจากด้านหลัง “ท่านพี่ อย่างนั้นพรุ่งนี้พี่ไปด้วยไหม?”
“ท่านแม่บอกแล้วว่าให้พี่กับเจ้าไปด้วยกัน” จางเซี่ยวเทียนตอบเสียงเรียบ
จางซวนกะพริบตาปริบๆ “ท่านพี่อย่างนั้น เรื่องครั้งที่แล้ว เชวียจื่อซวนยังโทษพี่อยู่หรือเปล่า?”
เรื่องการโต้เถียงในครั้งที่แล้ว เป็นเพราะการถือทิฐิของจางเซี่ยวเทียนและเชวียจื่อซวน สาเหตุของเรื่องเกิดเพ
ราะเชวียหนิงซวนกับจางซวนต่างอยากเอาชนะคะคานอีกฝังให้จมดิน จนสุดท้ายทั้งสองคนเกือบลงไม้ลงมือกัน จางเซี่ยว
เทียนปรี่เข้าไปห้ามศึก กลับถูกเชวียหนิงซวนชักสีหน้าใส่ ด้วยเหตุนี้จางซวนเลือกปกปั้องพี่ชาย ทำเอาเชวียหนิงซวน
โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และพาลลงกับเชวียจื่อซวนอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความไม่พอใจจนต้องจบลงอย่างไม่สวยงาม
เดิมที ทั้งสี่คนนี้เป็นวัยรุ่นที่เริ่มหัวร้อนหงุดหงิดง่าย เถียงไปเถียงมาไม่ทันไร สุดท้ายเกิดแตกคอกันนับจากนั้น
จางเซี่ยวเทียนหน้าขรึมเอ่ยเสียงเรียบ “พูดก็พูดเถอะ เรื่องในครั้งนั้นไม่ใช่ความผิดทั้งหมดของเชวียจื่อซวนเพียงผู้
เดียว พรุ่งนี้ถ้าได้ไปที่จวนเชวีย พี่จะหาโอกาสอธิบายให้เชวียจื่อซวนฟัง”
จางซวนตอบเสียงเรียบนิ่งเพียงแค่ “อืม”
จากนั้นจางเซี่ยวเทียนก็เดินกลับเรือนไป ทิ้งจางซวนยืนอยู่ที่เดิม โดยไม่รู้ว่านางกำลังคิดเรื่องใด
บ่าวใช้ตัวน้อยที่อยู่ด้านหลังนางจึงหัวเราะคิกคัก “คุณหนู คุณหนู ใจลอยอะไรอยู่เจ้าคะ… คุณชายใหญ่เดินไปตั้ง
นานแล้ว คุณหนูอย่าได้ยืนเหม่อลอยอยู่ที่นี่อีกเลยเจ้าค่ะ”
จางซวนได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ใจ “เสี่ยวโยว ข้ากำลังคิดอยู่ว่า พรุ่งนี้หากไปที่จวนเชวีย อ ข้าต้อง
เข้าไปขอโทษเชวียจื่อซวนแทนท่านพี่”
เรื่องในครั้งก่อน ข้าเปั้นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ทำให้ท่านพี่กับพี่น้องตระกูลเชวียต้องเป็นอันเหินห่างผิดใจกัน
ครั้งหน้าหากมีโอกาสได้เจอเชวียจื่อซวน จางซวนต้องเข้าไปขอโทษแทนพี่ชาย เพื่อจะได้ยุติการผิดใจกัน
เป็นที่รู้ว่า จางเซี่ยวเทียนไม่ได้เป็นคนมีเพื่อนมากมายนัก แต่เขากับ301มีความคิดความอ่านไปในทางเดียวกัน
แต่ด้วยความดื้อรั้นถือทิฐิของจางซวนทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีกลับขาดสะบั้นลง
เสี่ยวโยวพูดยิ้มๆ “คุณหนูคิดได้แค่นี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ถ้าคุณชายทราบต้องบอกว่าคุณหนูโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีเหตุมีผล
แล้วเจ้าค่ะ”
จางซวนกลับส่ายหน้าไปมา “เจ้าไม่ต้องชมข้าแล้ว ถ้ารู้ตัวดีว่าข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือยัง เจ้าดูสายตาที่ท่านที่
มองหา สายตานั้นเหมือนกำลังมองเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่เท่านั้น”
เสี่ยวโยวเงยหน้าขึ้นมามองจางซวนพลางยกมือขึ้นมาปิดปากที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
จางซวนจึงจ้องเขม็งไปที่เสี่ยวโยว พูดอย่างขัดเคือง “เจ้าจะหัวเราะอะไร? หรือว่าเจ้าเห็นว่าสิ่งที่ท่านพี่พูดออกมา
นั้นเป็นความจริง ว่าข้ายังดูเป็นเด็กน้อย?”
จางซวนยกมือทั้งสองข้างท้าวสะเอว จ้องเขม็งพูดใส่หน้าเสี่ยวโยว “ชิชะ! ข้าจะบอกเจ้าให้นะว่า ต่อให้ข้าเป็นเด็ก
น้อยก็ยังโตกว่าเจ้าอยู่ดี เจ้าต่างหากที่เป็นเด็กน้อยไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว เข้าใจไหม?”
นิสัยที่โกรธง่ายของจางซวนนั้น เสี่ยวโยวย่อมรู้ดีมากกว่าใครทั้งนั้น หากเสี่ยวโยวยั่วให้จางซวน โกรธขึ้นมา นาง
คงอยู่ไม่สุขไปทั้งวัน ด้วยเหตุนี้เสี่ยวโยวจึงรีบวิงวอนขอร้อง “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวผิดไปแล้ว บ่าวสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ… ต่อ
ไปบ่าวจะไม่กล้าหัวเราะคุณหนูอีกแล้ว… ต่อไปหากคุณหนูใช้ให้บ่าวเดินไปทางซ้าย บ่าวจะไม่มีวันเดินไปทางขวาเด็ด
ขาดเจ้าค่ะ”
จางซวนจึงแกล้งต่อว่ากลับไป “เจ้าตัวดี เจ้ายังพูดวกวนมากัดข้าได้อีกนะ… ที่เจ้าพูดข้าให้ไปซ้าย เจ้าไม่กล้าไป
ขวาหมายความว่ายังไง?”
……
นายบ่าวสองคนนี้กลับยังเดินไป ด่าไป หัวเราะไปตามทาง
ที่สวนดอกไม้ด้านหลัง มีสตรีสองคนแอบซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ คนหนึ่งใส่ชุดสีแดงมองไปทางจางซวน เอ่ยด้วยความ
ชิงชัง “เชอะ! เจ้าไม่ดูสารรูปตัวเองเลยหรือว่างี่เง่ามากเพียงใด ยังมีหน้าจะไปดูตัวหมั้นหมายที่จวนต้วนอีก ยังไม่
สำเหนียกตัวเองอีก ข้ากลัวใจเหลือเกินว่าพอนางไปหน้าจวนต้วนจะถูกไล่ตะเพิดกลับไป” `
ส่วนสตรีอีกคนหนึ่งสวมชุดสีเขียว อายุน้อยกว่าคนแรกนิดหน่อย นางสำทับขึ้นว่า “ใช่แล้วๆ อายุของจางซวนยัง
น้อยกว่าพี่สาวครึ่งปี ถือดีอะไรไปดูตัวหมั้นหมาย อีกอย่างคนที่อายุถึงวัยก่อนย่อมได้เปรียบ ทำไมคนที่ต้องได้ดูตัวไม่เป็น
พี่สาวของข้าด้วย?”
สตรีชุดแดงหัวเราะเยาะขึ้นมา “ทุกอย่างเป็นเพราะนางเป็นบุตรสาวภรรยาเอก ส่วนข้าเป็นแค่บุตรสาวลูกอนุ
ฉะนั้นจึงมีหน้ามีตาในสังคมมากกว่าข้า… เชอะ! ข้าไม่มีทางให้จางซวนได้ดูตัวหมั้นหมายสมใจนึกหรอก เรื่องนี้ข้าต้อง
เข้าไปขวางอย่างสุดกำลัง……”
จากนั้นนางก็หันไปมองสตรีชุดเขียว พูดเสียงแผ่วเบาอยู่หลายประโยต
จนกระทั่งสตรีชุดเขียวผงะถอยหลังไปสองก้าว ยกมือขึ้นมาปิดปาก “ห๊ะ… ทำแบบนี้จะได้เหรอ?”
สตรีชุดแดงจึงพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “ถ้าเจ้าทำให้คนจับได้ พวกเราต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่!”
“ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด จะมีใครกล้าพูด? อีกอย่างต่อให้คนอื่นสืบจนรู้ พวกเราก็สามารถปัดเรื่องให้พ้นตัวได้อย่าง
หมดจด แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวก็แค่นั้น” สตรีชุดแดงสำทับขึ้นมาอีก
สตรีชุดเขียวได้แต่ส่ายหน้าไปมา “พวกเราอย่าทำแบบนี้เลย พี่สาวก็รู้นี่ว่า ฮูหยินรักนางยิ่งกว่าสิ่งใด หากทราบ
ว่าเรื่องนี้พี่สาวเป็นคนบงการ พวกเราก็ตายสถานเดียวนะสิ”
“เจ้านี่มันขี้ขลาดตาขาวเห็นๆ ถ้าเจ้าไม่กล้าทำ ข้าจะไปหาคนอื่นทำแทน แต่นับจากนี้ เจ้าไม่ต้องมายุ่งกับข้า ไม่
ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก!” สตรีชุดแดงกำชายเสื้อด้วยความไม่พอใจ
สตรีชุดเขียวได้ฟังก็ได้แต่ถอดใจ ด้วยรู้ว่าวิธีการของบุตรสาวลูกอนุ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน หากครั้งนี้นางไม่รับปาก
ครั้งหน้าจะต้องถูกแก้แค้นที่ไม่เชื่อฟังทำตามอย่างเลี่ยงมิได้
นางจึงหันหน้าไปพูดกับสตรีชุดแดง “อย่างนั้นก็ได้ พี่สาวว่าอย่างไร ข้าก็ว่าอย่างนั้น ขอเพียงไม่เกิดข้อผิดพลาด
ให้เอามาจับผิดก็พอ ถึงตอนนั้นเราสองคนจะได้ไม่มีมลทิน”
สตรีชุดแดงรับรู้ได้ว่าสตรีชุดเขียวกำลังพูดข่มขู่นาง จึงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา “เจ้าวางใจได้ ต่อให้เรื่องแดง
ขึ้นมา ข้าก็จะใช้แพะรับบาปที่เตรียมไว้มารับโทษแทน”
จากนั้นสตรีชุดแดงก็กำหมัดแน่นทั้งสองข้าง พูดอย่างชิงชัง “เชอะ! ต่อให้ต้องเจออะไร ข้าก็ไม่มีวันให้คนอย่าง
จางซวนแย่งสิ่งที่ควรเป็นของข้าไปหมด!”
สตรีชุดเขียวได้แต่ส่ายหน้าไปมา และถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยที่ไม่ให้อีกฝั่ายรู้ตัว
แม้ด้านหลังจะไม่มีพุ่มไม้ที่มีหนามแหลมและสิ่งกีดขวางใดๆ ทว่าสตรีชุดเขียวกลับถอยหลังอย่างระมัดระวังเป็น
พิเศษ
การใช้ชีวิตอยู่ในจวนที่กว้างใหญ่เช่นนี้ เรือนมีมากมายหลายหลัง การใช้ชีวิตในแต่จะก้าวจำต้องระมัดระวังให้
มากที่สุด มิอย่างนั้นอาจจบชีวิตลงได้ทุกเมื่อโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
กลับมาที่จวนต้วน หลังจากที่ต้วนอวี้กลับมาจากจวนเชวียแล้ว
หลายวันมานี้ เขาเอาแต่นั่งอ่านหนังสือตำรับตำราอย่างขะมักเขม้น ส่วนต้วนชิงหมิงก็ช่วยวางแผนการอ่าน
หนังสือเตรียมตัวให้น้องชายอย่างสุดกำลัง
ตอนนี้ต้วนอวี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับประเภทตัวอักษรที่มักใช้ในการสอบจอหงวน ต้วนชิงหมิงถือคติว่า “ความโชคดี
เป็นของไม่แน่นอน แต่ความขยันหมั่นเพียรเป็นเรื่องของเราเอง” ฉะนั้น นอกจากนางจะให้ต้วนอวี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ
การสอบแล้ว ยังเลือกตำรับตำราที่เป็นประโยชน์ในด้านอื่นให้เขาอ่านเพิ่มเติมอีกด้วย
ต้วนอวี้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ หากเขาตัดสินใจในเรื่องใด ย่อมยืนหยัดทำให้ถึงที่สุด บัดนี้ เขา
พากเพียรเตรียมสอบ เพื่อเชวียหนิงหรานและเพื่อต้วนชิงหมิง เนื่องด้วยชีวิตของต้วนอวี้ สองคนนี้เป็นคนที่สำคัญที่สุดใน
ชีวิตและมีผลต่อชีวิตเขาอย่างมาก
หลายวันมานี้ ต้วนอวี้ตั้งใจอ่านหนังสือจนร่างกายสูบผอมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาดูรูปร่างสูงโปร่งขึ้น เด็กน้อยที่
อายุยังไม่ถึงเจ็ดปี เริ่มมีความนิ่งสงบเป็นผู้ใหญ่เหมือนต้วนชิงหมิง
เมื่อเยวี่ยเจียเห็นต้วนอวี้มาถึงเรือนต้วนชิงหมิง นางรีบแสดงความเคารพ จากนั้นเอ่ยยิ้มๆ “คุณชายใหญ่มาแล้ว
หรือเจ้าค่ะ คุณหนูกำลังรออยู่ด้านใน เชิญคุณชายใหญ่เข้ามานั่งเถอะเจ้าค่ะ”