การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 617 ยอมหรือไม่ยอม?
ต้วนอวี้พยักหน้าให้เยวี่ยเจีย จากนั้นก็เดินผ่านนางไป เดินตรงไปนั่งลงข้างกายต้วนชิงหมิง สีหน้าของต้วนอวี้
ซีดเซียวเล็กน้อย สีหน้าแย่พอสมควร พอเขานั่งลง ก็มองต้วนชิงหมิงอย่างอึมครึม สายตานั่นราวกับเด็กน้อยที่อดกิน
ลูกอม
ต้วนชิงหมิงกำลังดื่มนํ้าชา นิ้วของนางคีบถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวหมดจด นิ้วของนางขาวจนแทบโปร่งแสง
แทบจะเป็นสีเดียวกับถ้วยนํ้าชา เมื่อเห็นต้วนอวี้มาแล้ว นางก็วางถ้วยนํ้าชาในมือ แล้วถามพร้อมรอยยิ้ม “อวี้เอ๋อร์มาได้
อย่างไร?”
ต้วนอวี้เบะปากอย่างไม่สบอารมณ์ ตอบว่า “แม้แต่ท่านพี่ก็ไม่ต้อนรับข้าเหมือนกันสินะ…”
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้ว ถามว่า “เหตุใดพูดเช่นนี้ล่ะ”
ต้วนอวี้ตอบว่า “ก็ท่านพี่น่ะ ผ่านไปสามวันถึงให้อวี้เอ๋อร์พักผ่อนครึ่งวัน ทั้งยังไม่อนุญาตให้ออกจากจวนด้วย นี่
ไม่ใช่การเปลี่ยนวิธีกักบริเวณหรอกหรือ เพราะกลัวว่าข้าจะมารบกวนท่านพี่น่ะสิ แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าไม่ต้อนรับข้า แล้ว
จะเรียกว่าอะไรอีก?”
แม้จะเป็นชีวิตมนุษย์ทำงานยุคปัจจุบัน การพักผ่อนหนึ่งวันต่อสัปดาห์ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ต้วนชิงหมิงให้เขาพัก
ผ่อนสามวันหนึ่งครั้งนับว่าไม่น้อยแล้ว แต่หลังจากต้วนอวี้ข้ามมิติมา ก็คุ้นชินกับชีวิตอิสระไปเสียแล้ว ตอนนี้พอโดนขัง
ขึ้นมา เขารู้สึกไม่คุ้นชินขึ้นมาจริงๆ
“ไม่รู้ว่าอวี้เอ๋อร์เคยได้ยินประโยคนี้แล้วหรือยัง?” ต้วนชิงหมิงถามพร้อมรอยยิ้ม
ต้วนอวี้จิบนํ้าชาคำหนึ่ง พอวางถ้วยนํ้าชาลง ก็ถามเหมือนไม่ใส่ใจนัก “ประโยคอะไรเหรอท่านพี่?”
“ความคมของมีด ขึ้นอยู่กับหินลับมีด การเติบโตของคน ขึ้นอยู่กับวิชาความรู้?” ต้วนชิงหมิงกล่าว
“ปัญหาก็คือทุกคนล้วนเข้าใจหลักการเหตุผล แต่ถ้าคิดจะทำให้ได้จริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างนั้น” ต้วนอวี้ตอบโดยไม่
แม้แต่จะเงยหน้า
“อ้าว นี่อวี้เอ๋อร์กำลังโทษว่าพี่เข้มงวดกับเจ้าเกินไปสินะ?” ต้วนชิงหมิงถามยิ้มๆ
เป็นเพียงเด็กอายุไม่กี่ปีเท่านั้น แต่ให้คำสัญญาอย่างนั้นไป เพื่อไม่อยากให้คนที่ตัวเองชอบเป็นห่วง ดังนั้น ต้วนอวี้
ได้ใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังแล้ว
“ข้าไม่กล้าโทษท่านพี่หรอก เพียงแต่ว่า ในใจรู้สึกไม่ยอมนิดหน่อยเท่านั้นเอง” ต้วนอวี้กล่าวอย่างกลัดกลุ้ม
ต้วนชิงหมิงมองดูท่าทางดื้อรั้นของต้วนอวี้ พร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “หรือไม่อย่างนั้น พวกเราเลื่อนสัญญาไปเป็น
หลังฤดูใบไม้ร่วงดีไหม?”
ต้วนอวี้ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ อุทานถามอย่างตกใจว่า “เหตุใดพี่สาวถึงพูดอะไรอย่างนี้ออกมาได้?”
ต้วนชิงหมิงยักไหล่ ตอบว่า “ก็เจ้ารังเกียจความลำบากนี่ แล้วบังเอิญว่าพี่เห็นเจ้าแล้วรู้สึกปวดใจเหมือนกัน ดัง
นั้นก็ช่างมันเถอะปล่อยมันผ่านไป แบบนี้เจ้าก็ไม่ต้องลำบากลำบนแล้ว ไม่ต้องคอยบ่น พี่เองก็ดีใจที่จะได้อยู่ว่างๆ ดีไหม
ล่ะ”
ต้วนอวี้หน้าแดงด้วยความโกรธ ตอบว่า “ไม่ดี แบบนี้ไม่ดีเลยสักนิด”
ต้วนชิงหมิงยิ้มแล้ว นางจูงมือต้วนอวี้ แล้วบอกว่า “เอาล่ะ พอแล้ว อวี้เอ๋อร์ แม้ตอนนี้จะพยายามเพื่อหนิงหราน
แต่อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเจ้าพยายามเพื่อตัวเองเหมือนกันนะ เจ้าลองคิดดูสิ ถ้าช่วงนี้เจ้าอ่านหนังสือ เจ้าจะได้ผล
ประโยชน์มากแค่ไหน?”
ต้วนอวี้ลองครุ่นคิด แล้วตอบว่า “นั่นก็ใช่ ตอนนี้ถ้าข้าศึกษาหาความรู้ ก็รู้สึกคล่องมือมากเลย”
ต้วนชิงหมิงบอกว่า “แบบนี้ก็ดีแล้วนี่? ลูกผู้ชายนะ ถ้าอยากมีที่ยืนในใต้หล้านี้ ก็ต้องมีต้นทุนให้ยืนหยัด เขามัก
พูดกันว่า บุรุษมีปณิธาน ทั่วทิศยอมศิโรราบไงล่ะ”
ต้วนอวี้โบกมือให้ต้วนชิงหมิง กล่าวเหมือนขอร้องให้ยกโทษว่า “พอแล้ว ท่านพี่ อย่ามาพูดหลักการพวกนี้เลย ข้า
อ่านตำราแสวงหาความก้าวหน้าทุกวัน ดูท่าอ่านมาเยอะกว่าท่านพี่เสียอีก”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะ แล้วจูงมือต้วนอวี้เดินออกไป
“ท่านพี่จะพาข้าไปที่ไหนเหรอ?” ต้วนอวี้แปลกใจ
ต้วนชิงหมิงยิ้มให้เขา “ข้าก็จะพาเจ้าออกไปเดินเล่นน่ะสิ ช่วงนี้ให้เจ้าเก็บตัวจนจะแห้งเหี่ยวคาจวนไปแล้ว?”
`
ต้วนอวี้ได้ฟังดังนั้น ก็ถูฝั่ามือพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้น พวกเราก็ออกไปกินอะไรอร่อยๆ สักมื้อได้หรือ
เปล่า?”
“ฟังจากที่เจ้าพูด เหมือนในจวนของพวกเราปล่อยให้เจ้าหิวอย่างนั้นแหละ” ต้วนชิงหมิงพูดเชิงตำหนิ
ต้วนอวี้ส่ายหน้า บอกว่า “ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น เพียงแต่ว่า ท่านเองก็รู้นี่ท่านพี่ เด็กน้อยต่างตะกละกันทั้ง
นั้น กินของในจวนจนชินแล้ว มักอยากจะกินอาหารข้างนอกบ้าง”
ตอนที่ทั้งสองเดินออกจากประตูเรือนออกไป จู่ๆ ต้วนอวี้ก็ถามว่า “ใช่แล้ว ท่านพี่ ไม่กี่วันก่อนท่านบอกข้า ว่า
เรื่องพวกนี้ข้าไม่ต้องยุ่ง ท่านพี่เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้วละ?”
ต้วนชิงหมิงตอบเขาว่า “ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วนี่? ข่าวลือเงียบไปแล้ว เรื่องก็ค่อยๆ เงียบลงแล้วด้วย ทางจวนเชวี
ยก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรแล้วเช่นกัน ดูท่าแล้ว คงกำลังรอให้เจ้าพยายามเตรียมตัวสอบจอหงวนอย่างเต็มที่”
“แต่ว่า ท่านพี่ ข้ายังกังวลนิดหน่อย…ท่านก็รู้ว่าคนอย่างเชวียหย่งเฉียง…” ต้วนอวี้กล่าวอย่างกังวลเล็กน้อย
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าควรจะเรียกว่าท่านลุงเชวียสิ” ต้วนชิงหมิงเตือน
ต้วนชิงหมิงเคยสอนต้วนอวี้แล้ว ว่าการให้เกียรติเชวียหย่งเฉียง ก็คือการให้เกียรติหนิงหราน ดังนั้นนางต้องการ
ให้ต้วนอวี้ไม่ว่าจะอยู่ในโอกาสและสถานที่ใด ก็ไม่ควรเรียกชื่อของเชวียหย่งเฉียงโดยตรงอีก แต่ต้องเรียกว่าท่านลุง
ต้วนอวี้จึงบอกนางว่า “ก็ได้ คนอย่างท่านลุงเชวียน่ะ ครั้งนี้ถูกข้าบีบให้ยอมจำนนแล้ว แต่ข้ากลัวจริงๆ ว่าเขาจะ
มีความคิดชั่วร้ายอะไรมาขัดขวางข้ากับหนิงหรานอีก”
ต้วนชิงหมิงจึงบอกน้องชายว่า “อวี้เอ๋อร์ เจ้าเองก็อย่าลืมนะ ท่านลุงเชวียให้ความสำคัญกับหน้าตาศักดิ์ศรีของ
ตระกูลเชวียที่สุด ทั้งยังห่วงหน้าตาของตัวเขาเองด้วย เรื่องนี้แพร่ออกไปจนคนรู้กันหมดแล้ว ประการแรก ต่อให้เขา
อยากจะปิดบังก็ปิดบังไม่อยู่ ประการที่สอง ถ้าเขาคิดจะกลับคำ ก็ยิ่งไม่มีทางกลับคำได้เลย เพราะว่าของที่แทนคำ
สัญญาก็อยู่ในมือเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ท่านพี่อย่าพูดถึงของแทนคำสัญญานั่นเลย… ข้ายังนึกว่าท่านลุงเชวียนั่นจะฝากฝังหนิงหรานให้ข้าจากใจจริง แต่
คาดไม่ถึง ข้าไปค้นหาจากตำรามา พบว่าของนั่นมีไว้ใช้เพื่อตัดสัมพันธ์” ต้วนอวี้กล่าวอย่างกลุ้มใจ
ในตำราโบราณ มีช่วงหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘มอบแหวนหยกแทนคำสัญญา เหมือนมอบมีดเพื่อตัดสัมพันธ์’
หรือพูดได้อีกอย่างว่า หากมอบแหวนหยกให้ ตามปกติแล้วเป็นตัวแทนของการคบหา คำสัญญาและการหมั้น
หมายด้วย เพราะรูปวงกลมก็เหมือนแสงจันทร์ เป็นตัวแทนของความกลมเกลียวและความสุข
ส่วนมีดหยกนี่ล่ะ ก็นำมาใช้ตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนให้ขาดสะบันอย่างไรล่ะ
ตอนนี้เชวียหย่งเฉียงเป็นพ่อสื่อให้ต้วนอวี้ แต่กลับมอบมีดให้ ความหมายแฝงนั้นบอกไว้ชัดเจนแล้ว ว่าเขาก็แค่ถูก
สถานการณ์บีบบังคับ ถึงได้ตอบรับการสู่ขอของต้วนอวี้ ในใจของเขาไม่เคยเห็นความสำคัญของต้วนอวี้เลย
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า “อวี้เอ๋อร์ในจุดนี้เจ้าวางใจได้ ในเมื่อท่านลุงเชวียกล้ามอบของแทนใจให้เจ้า
พวกเราก็กล้านำของแทนใจนี้ไปสู่ขอแต่งงาน รับรองว่าท่านลุงเชวียอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกแน่!”
หลังจากชะงักไปครู่เดียว ต้วนชิงหมิงก็บอกอีกว่า “เอาเป็นว่าอวี้เอ๋อร์จำไว้นะ ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่
ท่านลุงเชวียมอบอะไรให้เจ้า ปัญหาก็คือเจ้าจะทำอย่างไร ปัญหาเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้คือเรื่องความสามารถต่างหาก
ตอนนี้ขอเพียงเจ้ามุมานะพยายาม เรื่องอื่นๆ เดี๋ยวพี่สาวจัดการเอง”
ต้วนอวี้เชื่อฟังแล้ว พยักหน้าตอบว่า “ก็ได้ ข้าเชื่อฟังท่านพี่”
ทั้งสองเดินไปคุยไปตลอดทาง จากนั้นก็เริ่มเดินไกลออกไปเรื่อยๆ
สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ ตอนที่พวกเขาเดินจากไปแล้ว ในมุมห้องของอีกห้องหนึ่ง จู่ๆ ก็มีเงาคนคนหนึ่งแวบ
ออกมา เงาร่างนั้นยืนอยู่หลังต้นไม้ มองต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ค่อยๆ เดินจากไปไกล ใบหน้าเล็กสวยพริ้มอดไม่ได้ที่จะ
เริ่มแสยะยิ้มอย่างมีพิษร้ายที่สุด
ดูจากเงาคนคนนั้น ก็รู้แล้วว่าเป็นต้วนอวี้หราน ไม่กี่วันมานี้นางให้เงินบ่าวใช้ไปแล้วไม่น้อย เพราะอยากจะสืบ
เรื่องราวต่างๆ ของต้วนชิงหมิง แต่ต้วนชิงหมิงแทบจะเตรียมพร้อมปั้องกันไว้แล้ว ไม่เพียงไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาในลาน
เพื่อสืบข่าวอะไร อีกทั้งบรรดาบ่าวใช้ที่เคยรับเงินของต้วนอวี้หรานก่อนหน้านี้ ก็เริ่มทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนไม่อยาก
ช่วยต้วนอวี้หรานสืบข่าวอะไรอีก
ต้วนอวี้หรานเกิดโทสะในใจ แต่ก็ไม่รู้จะใช้แผนการอะไร ภายใต้ความจนใจนี้ นางจึงตัดสินใจออกโรงด้วยตัวเอง
อยากจะสืบข่าวสักหน่อยว่าช่วงนี้ต้วนชิงหมิงกำลังทำอะไร ตอนนี้ ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้ว ว่าที่แท้ต้วนชิงหมิงไม่ได้อยู่
ว่างๆ ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะวางแผนกับจวนเชวียแล้ว
ต้วนอวี้หรานเริ่มกำหมัดแน่นอย่างช้าๆ นางยังสงสัยอยู่เลยว่าเหตุใดจู่ๆ ต้วนอวี้ถึงได้มุมานะพยายามขึ้นมาได้?
ที่แท้เขาก็กำลังทุ่มเทเพื่อการสอบจอหงวน และที่มาของความทุ่มเทนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนิงหราน?
หรือพูดได้อีกอย่างว่า เชวียหนิงหรานก็คือแรงขับเคลื่อนทั้งหมดในความพยายามของต้วนอวี้? ความหมายของคำ
กล่าวนี้ ถ้าลองคิดในทางกลับกัน ย่อมเข้าใจเป็นอย่างนี้ได้หรือเปล่า หากไม่มีเชวียหนิงหรานแล้ว เช่นนั้น ต้วนอวี้ก็จะ
ไม่มีแรงขับเคลื่อนให้พยายามอีกแล้ว?
ต้องทราบไว้ว่า ต้วนอวี้คือบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก ในอนาคต ทุกสิ่งในจวนต้วนนี้ก็จะเป็นของเขา
สำหรับต้วนอวี้หรานที่ใจร้อนอยากเปลี่ยนสถานะของตัวเอง นี่นับเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง เช่นนั้น หากต้วนอวี้สร้างผล
งานผ่านความทุ่มเทพยายามอีก แล้วแต่งงานกับบุตรสาวภรรยาเอกของจวนเชวีย เรียกได้ว่าเขาเป็นเสือติดปีกแล้วไม่มี
หนทางใดที่จะโค่นล้มเขาได้อีก