การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 618 หลิวหรงสลบแล้ว?
ตอนนี้ หลิวหรงทุ่มเทสุดกำลังที่มีแล้ว เพื่อเตรียมทวงหัวใจของต้วนเจิ้งกลับมาอีกครั้ง อีกทั้งตามที่ต้วนอวี้หราน
ได้ยินมา อาการปั่วยของหลิวหรงก็หายดีแล้ว กำลังบำรุงรักษาร่างกาย กระตือรือร้นที่จะตั้งครรภ์ หากทำเรื่องนี้สำเร็จ
หลิวหรงให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคนได้ จะกลับมาทวงอำนาจจวนต้วนอีกครั้ง เช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างในอนาคตก็อยู่ในมือ
พวกนางสองแม่ลูก อีกทั้งทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป ในช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ ต้วนอวี้หรานจะยอมให้ต้วนอวี้สร้างความ
ก้าวหน้าสูงขึ้นอีกได้อย่างไร
ดังนั้น ต้วนอวี้หรานจะไม่มีวันยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด เมื่อไม่ยอมให้เกิดขึ้น ก็จะต้องขัดขวาง และตอนนี้ต้
วนอวี้หรานต้องคิดหาทางขัดขวางเรื่องนี้ให้สำเร็จ
ทว่าจะมีวิธีการอะไรขัดขวางต้วนอวี้ได้ล่ะ พูดได้ว่าสิ่งนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
เพราะตอนนี้ต้วนอวี้เก็บตัวไม่ออกจากจวนเลย ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการใดที่ส่งผลกระทบถึงเขา นอกจากนี้ หากพูดไม่
ดีถึงเชวียหนิงหราน หรือพูดเรื่องที่ทำให้ต้วนอวี้ไม่มีความมั่นใจ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากเช่นกัน
ต้องทราบไว้ว่าข่าวลือระดับตํ่าอย่างนี้ แค่สืบดูความจริงก็กระจ่างแล้ว ไม่มีผลที่จะขุดรากถอนโคนต้วนอวี้หราน
ด้วยซํ้า แต่ถ้าไม่ขัดขวางต้วนอวี้ แล้วจะให้ในใจต้วนอวี้หรานไม่เป็นทุกข์ ไม่กระวนกระวายได้อย่างไร
ต้วนอวี้หรานเหลือบตาขึ้น เห็นต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้เดินไปไกลแล้ว นางจึงโผล่ตัวออกมาจากหลังพุ่มไม้ และ
เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ … ไม่ได้การแล้วจะต้องคิดหาทาง ทำให้ความพยายามของต้วนอวี้สูญเปล่า ทำให้ความ
พยายามของต้วนชิงหมิงสูญเปล่า เชวียหนิงหรานต้องทำให้สำเร็จให้จงได้
ต้วนอวี้หรานเพิ่งเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ได้เห็นเยวี่ยเจียรีบร้อนเดินมาแล้ว พอเห็นต้วนอวี้หราน เยวี่ยเจียก็รีบ
บอกว่า “คุณหนูรอง ไม่ดีแล้ว แย่แล้วเจ้าค่ะ…”
ต้วนอวี้หรานมองเยวี่ยเจียปราดหนึ่งด้วยสายตาเยียบเย็น ถามอย่างมีโทสะว่า “ไม่ระวังท่าทางของเจ้าเสียบ้าง มี
เรื่องอะไรให้ลนลานขนาดนี้?”
เยวี่ยเจียถูกต้วนอวี้หรานตำหนิ ทำให้หน้าซีดทันที นางก้มหน้าลง กล่าวอย่างอึกอักว่า “เอ่อคือ…คุณหนู หลิวอี๋
เหนียงเพิ่งสลบไปเจ้าค่ะ…”
ต้วนอวี้หรานได้ฟังแล้วตกใจทันที นางบีบคอเสื้อเยวี่ยเจีย พลางถามเสียงหลงว่า “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เยวี่ยเจียตกใจกับสีหน้าของต้วนอวี้หราน นางรีบตอบเสียงตํ่าว่า “บ่าวบอกว่า หลิวอี๋เหนียงเพิ่งจะสลบไปเจ้าค่ะ
…”
สีหน้าของต้วนอวี้หรานค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ นางยืนอยู่ตรงนั้น ถามอย่างโมโหว่า “ทำไมอี๋เหนียงถึงสลบไปได้
นางสุขภาพดีมาตลอดไม่ใช่เหรอ เจ้าบอกมาซิ คนพวกนั้นปรนนิบัติประสาอะไร?”
เยวี่ยเจียยืนก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าพูดอะไรแล้ว
ต้วนอวี้หรานเห็นท่าทางของเยวี่ยเจีย ในใจก็ยิ่งโกรธกว่าเดิม นางตะคอกว่า “อี๋เหนียงสลบแล้ว ยังไม่รีบไปตาม
หมอมาอีก มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
เยวี่ยเจียถอนหายใจแล้วตอบว่า “แม่นมหวางไปเชิญหมอมาแล้วเจ้าค่ะ แม่นมหวางให้คนมาบอกข่าว ให้คุณหนู
ไปที่นั่นสักครั้งเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานถลึงตาใส่เยวี่ยเจียอย่างดุร้าย จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินพรวดไปข้างหน้า
หลิวหรงจะสลบไปได้อย่างไร ไม่กี่วันก่อนนางยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นแล้วไม่น้อย สีหน้าก็ไม่แย่ ถ้าแต่ง
ตัวอีกหน่อย ก็แทบจะมองไม่ออกเลยว่ามีตรงไหนผิดปกติ อีกทั้งต้วนอวี้หรานก็ยังเคยได้ยินหลิวหรงบอก ว่าครั้งนี้เป็น
เพราะโรคที่รุมเร้านางมาหลายปีหายดีแล้ว นางสามารถปรนนิบัติต้วนเจิ้งได้แล้ว และหวังให้กำเนิดบุตรชายให้กับจวนต้
วนอีกคนด้วย แต่ตอนนี้ เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันหลิวหรงก็สลบไปอีกแล้ว?
ขณะที่ต้วนอวี้หรานกำลังคิดอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะกระสับกระส่าย นางยิ่งเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอยากจะเดินให้ถึง
เรือนของหลิวหรงภายในก้าวเดียว
แม้ต้วนอวี้หรานเรียนรู้แผนการในใจและเรียนรู้การวางอุบายแล้ว แต่ส่วนลึกในใจนางก็ยังมีเลือดในกายหลิวหรง
ไหลเวียน ความเป็นครอบครัวที่อยู่ในในสายเลือดโดยธรรมชาตินั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น หลังจากต้วนอวี้หราน
ได้ยินว่าหลิวหรงปั่วย ถึงได้กระวนกระวายเป็นอย่างนี้
ในสายตาลูก พ่อแม่ก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ตอนนี้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้กำลังจะโค่นล้มแล้ว เจ้าจะไม่ให้ในใจต้วนอ
วี้หรานกังวลได้อย่างไร
ก็เพราะกังวลอย่างนี้ ต้วนอวี้หรานถึงได้โยนเรื่องของต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ทิ้งไปไกลสุดขอบฟั้าทันที ตอนนี้คิด
แค่จะรีบไปที่หน้าเตียงของหลิวหรงให้เร็วที่สุด ไปดูว่าสภาพร่างกายของหลิวหรงเป็นอย่างไรกันแน่
เรือนของหลิวหรงในเวลานี้ค่อนข้างวุ่นวาย มีคนขวักไขว่เข้าออกไม่หยุด ได้ยินแต่เสียงฝีเท้า ต้วนอวี้หรานเห็น
แล้วตาลาย จนใจนางกระสับกระส่ายเป็นอย่างมาก พอนางเดินเข้ามาก็โบกมือใส่พวกบ่าวใช้พร้อมกล่าวอย่างโมโห
“พวกเจ้าฟังข้าให้ดีนะ อี๋เหนียงของข้าปั่วย ตอนนี้ต้องการพักฟืนเงียบๆ พวกเจ้าแต่ละคนต้องเดินเบาๆ ถ้าข้าได้ยินใคร
เสียงดังอีก อย่ามาโทษที่ข้าลากออกไปโบยแล้วกัน”
ต้วนอวี้หรานใกล้จะอายุสิบปีแล้ว นางในตอนนี้พูดจาเสียงดัง มีความมั่นใจเต็มเปียม อีกทั้งยังยืนเท้าเอวระบาย
อารมณ์ ยิ่งทำให้คนนึกถึงหลิวหรงในยามปกติ ดังนั้นเมื่อถูกต้วนอวี้หรานแสดงท่าทีอย่างนี้ใส่ บ่าวใช้เหล่านี้ก็เดินให้เบา
ลงแต่โดยดี จากนั้นก็ต่างคนต่างไปทำงานของตัวเองแล้ว`
ในห้องเงียบสงบแล้ว ต้วนอวี้หรานเดินเข้าไปในห้องทีละก้าว
เงามืดของจากเพดานห้องเข้ามาใกล้ที่ละนิด ปกปิดใบหน้างดงามของต้วนอวี้หรานเอาไว้ ทำให้ทั้งตัวของนางจม
อยู่ในเงามืดที่มืดมิด ทำเอาคนที่เห็นรู้สึกหดหู่
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานมาแล้ว แม่นมหวางกับแม่นมหลี่ที่ร้อนรนอยู่ในห้องมาตลอดก็เหมือนมีที่ยึดเหนี่ยวแล้ว
แม่นมหวางกระโจนลุกขึ้นมา ไปทำความเคารพต้วนอวี้หรานด้วยเสียงสะอื้น “คุณหนูมาแล้วหรือเจ้าคะ… ท่านแม่ของ
ท่าน……”
แม่นมหวางมองหลิวหรงที่อยู่ในห้องปราดหนึ่ง แล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว
ต้วนอวี้หรานเดินหลบแม่นมหวาง เดินไปข้างหลังนางก้า;หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “แม่นมหวาง เจ้าดูแลประสาอะไร
กัน ไม่กี่วันก่อนอาการยังดีๆ อยู่เลย ทำไมเวลาผ่านไปแค่วันสองวันถึงเป็นสลบไปได้?”
เสียงของต้วนอวี้หรานเย็นชามาก เจือด้วยความจนใจอย่างบอกไม่ถูก ทำให้แม่นมหวางที่รู้สึกว่ามีที่พึ่งแล้วถึงกับ
อึ้งตะลึงไป จนพูดอะไรไม่ออก
“ท่านหมอพูดว่าอย่างไรบ้าง?” ต้วนอวี้หรานถามอย่างเย็นเยือกดุจเหล็ก
แม่นมหวางก้มหน้าต่อไป ถอยหลังครึ่งก้าว แล้วตอบเสียงเบาว่า “เรียนคุณหนู ท่านหมอบอกว่าคุณหนูหักโหม
เกินไป เกิดความร้อนบนร่างกาย ถึงได้สลบไปเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานแสยะยิ้ม ถามว่า “หักโหมเกินไปหมายความว่าอย่างไร อะไรคือเกิดความร้อนบนร่างกาย…แม่นม
หวาง เจ้ากล้าพูดไหม ว่าไม่ใช่เพราะพวกเจ้าปรนนิบัติดูแลไม่ดี?”
แม่นมหวางก้มหน้า ไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ท่านหมอผู้นี้ก็คือท่านหมอหูที่ตรวจอาการให้หลิวหรงมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมาหลายครั้งแล้ว จึงจำต้วนอวี้
หรานได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องรู้สึกเกร็งมากจนเกินไปนัก
ต้วนอวี้หรานพยักหน้าให้ท่านหมอหู พร้อมถามว่า “ท่านหมอหู ร่างกายท่านแม่ข้าเป็นอย่างไรกันแน่?”
ต้วนอวี้หรานมองเข้าไปในห้องแวบหนึ่ง แล้วบอกว่า “แม่นมหวาง เจ้าดูไว้ให้ดีนะ หากท่านแม่ข้าฟืนแล้ว จงรีบ
ไปเรียกข้า!”
แม่นมหวางก้มหน้าเอ่ยรับ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นสักคำ
ต้วนอวี้หรานเดินตามท่านหมอหูไปที่ห้องโถงด้านนอก เห็นท่านหมอหูยื่นใบสั่งยาที่เตรียมไว้แล้วให้ลูกศิษย์ไปจัด
ยา แล้วก็บอกข้อควรระวังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนนี้ ต้วนอวี้หรานนั่งรออย่างสงบนิ่งตลอด ไม่พูดและไม่เคลื่อนไหว
อะไร ราวกับว่านางมีความอดทนมากพอ ที่จะรอฟังผลลัพธ์ที่กำลังจะมาถึง
ท่านหมอหูหันหน้ามา บอกกับต้วนอวี้หรานว่า “ขออภัย ให้คุณหนูรองรอนานแล้ว”
ต้วนอวี้หรานกล่าวอย่างมีมารยาทว่า “ท่านหมอหูยอมสละเวลามาเพื่อท่านแม่ของข้า รอแค่นี้ไม่เท่าไรหรอก ข้า
ยังต้องขอบคุณเสียอีกที่ท่านหมอหูรักษาอย่างใส่ใจ”
หลังจากชะงักไปครู่เดียว ต้วนอวี้หรานก็ถามอย่างระมัดระวังอีก “ช่วงนี้ท่านแม่ของข้าบอกมาตลอด ว่าร่างกาย
ของนางดีขึ้นมาก ทั้งยังบำรุงรักษามาตลอดด้วย เหตุใดตอนนี้ถึงสลบไปเสียได้ละ?”
ท่านหมอหูลังเลครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดว่าจะใช้ถ้อยคำอย่างไรดี เมื่อได้ยินต้วนอวี้หรานถาม เขาก็ตอบว่า “ไม่
ปิดบังคุณหนูรอง เป็นเพราะหลิวอี๋เหนียงกินยามากเกินไปมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ระบบหลักในร่างกายเสียหาย บวก
กับตอนหลังกินยาบำรุงมากเกินไป ถึงได้สลบไปเหมือนอย่างตอนนี้”
ต้วนอวี้หรานได้ยินแล้วพยักหน้า ท่าทางเหมือนโล่งใจแล้ว นางถามว่า “เช่นนั้น ขออนุญาตถามท่านหมอหู
เมื่อไรท่านแม่ข้าจะฟืนขึ้นมา?”
ท่านหมอหูตอบว่า “คุณหนูรองวางใจได้ ครั้งนี้ที่หลิวอี๋เหนียงสลบไปไม่ใช่ปัญหาใหญ่ อีกประเดี๋ยวก็ฟืนแล้ว หลัง
จากนางฟืน หากกินยาต่อไป ร่างกายก็จะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแล้ว นอกจากนี้ ขอเพียงนางห้ามมีเรื่องให้สะเทือน
อารมณ์ ประกอบกับกินยาบำรุงร่างกายให้น้อยลงหน่อย ร่างกายก็จะค่อยๆ หายดีขึ้นได้เอง”