การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 619 โรคของหลิวหรงยังไม่หายดี?
ต้วนอวี้หรานพยักหน้า แล้วบอกว่า “เช่นนี้ก็ดี ขอเพียงอี๋เหนียงไม่เป็นอะไร ข้าก็วางใจแล้ว ทางนี้ยังต้องขอบคุณ
ท่านหมอหูที่มาตรวจดูอาการให้อี๋เหนียงได้ทันเวลา”
ท่านหมอหูมองต้วนอวี้หราน แล้วกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “ที่หลิวอี๋เหนียงเป็นลมครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
อะไร เพียงแต่หลังจากนี้ไปร่างกายของนางก็จะแย่ลงหน่อย หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นคุณหนูรองจะดูแลให้มากๆ หน่อย”
ต้วนอวี้หรานได้ยินแล้วตกใจ ถามว่า “เป็นอย่างไรกันแน่? ท่านหมอหูบอกว่าไม่มีปัญหาใหญ่อะไรมิใช่หรอก
หรือ?”
ท่านหมอหูเหมือนมีความในใจที่ยากจะเอ่ยออกมา ขณะที่มองต้วนอวี้หราน ในใจก็กำลังครุ่นคิดว่า ควรจะบอก
เรื่องนี้ออกมาหรือไม่
ในจวนต้วนตอนนี้ ต้วนเจิ้งผู้เป็นใหญ่ที่สุดในจวนต้วนไม่อยู่ คุณหนูรองคนนี้ก็มีหลิวหรงเป็นท่านแม่แท้ๆ ไม่ว่าจะ
บอกนางเรื่องอะไร ก็ไม่น่ามีปัญหากระมัง?
พอนึกถึงตรงนี้ ท่านหมอหูจึงบอกว่า “ไม่ปิดบังคุณหนูรอง โรคที่หลิวอี๋เหนียงเป็นหายดีมาหลายปีแล้ว เดิมทีโรค
รักษายากกำเริบง่ายอยู่แล้ว แต่ที่โชคดีคือ ตอนนี้ควบคุมอาการโรคได้แล้ว แต่เพราะไม่ได้ควบคุมปริมาณยากให้ดี ตอน
นี้จึงเกิดความเสียหายต่อร่างกายของหลิวอี๋เหนียงเป็นอย่างมาก”
ดวงตาของต้วนอวี้หรานมัวหม่นลงเล็กน้อย
เหตุใดนางถึงไม่รู้ล่ะ?
หลิวหรงถูกโรคนี้รบกวนมาหลายปีแล้ว เป็นเพราะมีโรคแบบนี้พันตัวอยู่ หลิวหรงจึงไม่เคยตั้งครรภ์ มีบุตรชายให้
จวนต้วนได้เลยสักคน ประกอบกับนางไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ ต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงถึงได้มีชีวิตอยู่อย่างสุข
สบาย คอยเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่
ตอนนี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ยินว่าอาการปั่วยของหลิวหรงดีขึ้นแล้ว และมีหวังที่จะตั้งครรภ์บุตรชายได้ แต่ตอนนี้
ท่านหมอหูบอกว่า โรคนี้ทำได้เพียงระงับไว้เท่านั้นเองหรือ?
เช่นนั้น สาเหตุของโรคที่ทำร้ายร่างกายของหลิวอี๋เหนียงคือสิ่งใดกันแน่ เหตุใดท่านหมอหูถึงไม่แจงแถลงไขให้
ชัดเจน
ในใจต้วนอวี้หรานพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นมงคล นางถามอย่างร้อนใจพอสมควรว่า “ท่านหมอหู รบกวนบอก
อาการปั่วยของอี๋เหนียงให้ข้ารู้โดยละเอียดเถอะ ข้ามีอี๋เหนียงเพียงคนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง ใจข้าคงรู้สึกไม่สงบ
ไปทั้งชีวิต……”
ท่านหมอหูมองต้วนอวี้หราน พลางเผยสีหน้าลำบากใจออกมา
ด้วยท่านหมอหูก็ไม่ได้วินิจฉัยโรคได้อย่างชัดเจน จึงมิกล้าพูดโกหก มิหนำซํ้าต้วนอวี้หรานก็เป็นแค่เด็กน้อยคน
หนึ่งเท่านั้น ทั้งยังมิได้แต่งงานออกเรือนอีก โรคของสตรีที่แต่งงานแล้วแบบนี้ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายกับนางอย่างไรถึงจะดี
ท่านหมอหูลังเลใจอยู่นานสองนาน
เมื่อเห็นท่านหมอหูลังเล ต้วนอวี้หรานก็ยิ่งใจเต้นรัว นางพยายามข่มความรู้สึกในใจเอาไว้ กล่าวอย่างเนิบช้าว่า
“ท่านหมอหู ท่านเองก็มีบุตรชายกับบุตรสาวเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็เป็นบุตรชายของมารดาด้วย ท่านหมอน่าจะรู้สิ
ว่ายามบิดามารดาปั่วย คนเป็นบุตรจะกังวลขนาดไหน ตอนนี้ข้าเพียงอยากรู้ว่าสุขภาพของอี๋เหนียงเป็นอย่างไร เหตุใด
ท่านหมอจึงมิยอมช่วยให้ข้าล่วงรู้อาการแม้แต่น้อยเลยเล่า?” ท่านหมอหูมองแววตายืนหยัดของต้วนอวี้หรานพลางพยัก
หน้าเบาๆ ก่อนเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “คุณหนูรอง ไม่ปิดบังท่านก็ได้ ครั้งนี้ร่างกายของหลิวอี๋เหนียงถูกทำลายไปถึง
ต้นตอแล้ว หลังจากนี้เกรงว่าจะฟืนฟูกลับมาเหมือนเดิมได้ยากมากขอรับ”
ทันใดนั้น ต้วนอวี้หรานโซเซอย่างควบคุมร่างกายไม่อยู่ นางถามว่า “หมายความว่าอย่างไรท่านหมอ?”
ไม่น่าเชื่อว่าร่างกายของหลิวหรงจะเสียหายไปถึงต้นตอแล้ว ต่อไปยังยากจะฟืนฟูกลับมาให้เป็นเหมือนเดิมเช่น
นั้น นางต้องทำอย่างไรดี?
แค่คิดว่าต่อไปนี้หลิวหรงจะไม่หายดีอีกแล้ว หลังจากนี้ คนที่คอยหนุนหลังนางจะไม่มีอีกแล้ว ชั่วขณะนั้นในใจต้
วนอวี้หรานก็ว้าวุ่นจนมิทราบจะเริ่มแก้ไขปัญหาจากจุดไหนดี
ท่านหมอหูบอกว่า “ข้าเพิ่งจะตรวจดูชีพจรของหลิวอี๋เหนียง ชีพจรของนางไม่อยู่นิ่ง เหมือนหลังจากร่างกาย
อ่อนแอจนถึงที่สุด ก็พยายามเสริมยาบำรุงเข้าไปในปริมาณมากมิหนำซํ้ายังเป็นยาต้องห้ามสำหรับหลิวอี๋เหนียง แต่นาง
ไม่เพียงกินเข้าไปเท่านั้น ทั้งกินในปริมาณที่มากอีกด้วย ดังนั้น ร่างกายจึงเสียหายจนถึงต้นตอ เกรงว่าต่อไปนี้อาการคงดี
ขึ้นได้ยาก”
ต้วนอวี้หรานหน้าซีดขาว ล้มนั่งลงบนเก้าอี้ทันที
นี่มันเรื่องอะไรกัน?นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อัดยาบำรุงหลังจากร่างกายอ่อนแอมาก……อย่าบอกนะว่า เรื่องง่ายแบบนี้ หลิวหรงกลับไม่รู้ เลือกอัดยาบำรุงจน
ร่างกายทรุดไม่เหลือสภาพดีให้เห็น
เมื่อเห็นท่าทางของต้วนอวี้หรานอ่อนระทวยพับลงไปบนเก้าอี้ ท่านหมอหูก็รู้แล้ว ว่าคำพูดถัดไปต่อจากนี้ ไม่ควร
พูดให้นางฟังอีก
หลังจากนั้น ท่านหมอหูครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก่อนกล่าวเสียงตํ่าว่า “คุณหนูรองยังมีอีกเรื่อง หมออย่างข้ามีฝีมือ
ทางการแพทย์ตื้นเขิน บางทีอาจจะวินิจฉัยผิดพลาด หวังว่าคุณหนูรองจะเร่งช่วยหาท่านหมอที่มีความรู้ในการรักษาสูง
มาช่วยวินิจฉัยโรคให้หลิวอี๋เหนียงอีกสักรอบแล้วกัน”
คำพูดของท่านหมอหูนี้ เท่ากับหมายละทิ้งไม่ดูดำดูดีอาการปั่วยของหลิวหรงแล้ว
ต้วนอวี้หรานได้แต่ปรายตามองท่านหมอหู โดยจุกอยู่ที่อกพูดออกมาไม่ออก
ที่แท้ อาการปั่วยร้ายแรงถึงขั้นนี้แล้วหรือ?
ร้ายแรงถึงขั้นที่แม้แต่ท่านหมอหูก็ยังไม่ยอมรักษาต่อเชียวหรือ?
เมื่อท่านหมอหูกล่าวจบ ก็รีบลุกขึ้นยืน กล่าวอำลาต้วนอวี้หราน
ต้วนอวี้หรานหลับตาลง จากนั้นก็ให้แม่นมหวางนำค่ารักษาออกมา ยื่นให้ท่านหมอหูก่อนจากไป
ท่านหมอหูรับค่ารักษามา แล้วมองต้วนอวี้หรานอีกแวบหนึ่ง ก่อนเดินออกไปอย่างรีบร้อน แม่นมหวางออกไปส่ง
ท่านหมอหูกับเด็กคนติดตาม เหลือเพียงต้วนอวี้หรานที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ด้วยสีหน้าเหม่อลอย ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เมื่อครู่นี้ คำพูดของท่านหมอหูทำให้ต้วนอวี้หรานเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น นางยังคงสงสัยว่าสิ่งที่ท่านหมอหูมิ
ยอมเอ่ยออกมานั้นเป็นอะไรกันแน่ ทว่าต้วนอวี้หรานมิกล้าคิด แต่เดาจากสิ่งที่ท่านหมอหูกล่าวไว้ เขามีทักษะทางการ
แพทย์ตื้นเขิน ควรจะเชิญหมออีกคนที่มีความรู้ความสามารถที่สูงกว่ามาช่วยดูอาการให้หลิวหรงจะดีกว่า
หลังจากแม่นมหวางส่งท่านหมอหูออกไปแล้ว ก็เดินกลับเข้ามาในเรือนอีกครั้ง พอนางเห็นท่าทางของต้วนอวี้หรา
น ในใจก็เกิดความกังวลเล็กน้อย แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี
แม่นมหวางได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับไปไหน และไม่พูดอะไรด้วย
ต้วนอวี้หรานหลับตาลงเล็กน้อย เงียบงันไปพักใหญ่ จู่ๆ ก็กล่าวเสียงตํ่าว่า “แม่นมหวาง ท่านแม่ฟืนหรือยัง?”
“เรียนคุณหนูรอง คุณหนูยังไม่ฟืนเจ้าค่ะ……” แม่นมหวางตอบเสียงอ่อย
พอตอบไปได้ครึ่งเดียว แม่นมหวางก็ทำท่าเหมือนกลัวว่าต้วนอวี้หรานจะตำหนิ นางรีบพูดเสริมว่า “คุณหนูรอง
วางใจได้ บ่าวกำชับให้พวกบ่าวใช้ต้มยาให้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังอุ่นอยู่ข้างๆ ถ้าอี๋เหนียงฟืนขึ้นมาแล้ว ก็พร้อมให้ดื่ม
ได้เลยเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานพยักหน้า จากนั้นผายมือให้บ่าวใช้ทุกคนออกไป นางมองแม่นมหวางที่กำลังจะหันตัวเดินออกไป
เอ่ยขึ้นว่า “แม่นมหวาง เจ้าอย่าเพิ่งไป ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
แม่นมหวางยืนชะงักอยู่ที่เดิม เพื่อรอให้ต้วนอวี้หรานเอ่ยถาม
ต้วนอวี้หรานบอกว่า “แม่นมหวาง ข้าอยากจะถามเจ้า ว่าโรคสตรีของท่านแม่ไปรักษาที่ไหนมา เป็นหมอเทวดา
ท่านไหน? หมอจ่ายยาอะไรให้บ้าง? ท่านแม่กินยานี้มานานแค่ไหนแล้ว? หลังจากกินแล้ว หมอได้กำชับอย่างอื่นอีกหรือ
เปล่า?”
แม่นมหวางแอบมองสีหน้าที่จริงจังของต้วนอวี้หรานแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงตํ่าว่า “เรียนคุณหนูรอง ที่คุณหนู
รองถามว่าหมอท่านไหนรักษาโรคสตรีให้ เป็นคนที่ท่านหมอคนก่อนแนะนำมาเจ้าค่ะ เมื่อปีที่แล้ว เพราะโรคนี้ อี๋เหนียง
ต้องทานยาหนักมากจนส่งผลเสียต่อร่างกาย หมอเทวดาหลิวคนก่อนหน้านี้ จึงแนะนำหมอที่อยู่เมืองหลวงท่านหนึ่งให้
บอกว่าสามารถรักษาอาการปั่วยของอี๋เหนียงให้หายดีได้ จากนั้นอี๋เหนียงก็ไปรักษา หลังจากไปได้ไม่กี่ครั้ง อาการปั่วยที่
รุมเร้ามาหลายปีก็เหมือนจะดีวันดีคืนแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานได้ยินแล้วแสยะยิ้มออก เมื่อครู่นี้ท่านหมอหูบอกแล้ว ว่ายาที่ให้แรงเกินไปจนทำร้ายอวัยวะหลักใน
ร่างกาย ดูท่าแล้ว หมอคนนั้นคงจะใช้ยาที่แรงที่สุด ช่วยควบคุมอาการของโรคให้หลิวหรงก่อน จากนั้นค่อยบอกนางว่า
หายดีแล้วอย่างนั้นหรือ?
ถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านหมอคนนั้นมีเจตนาไม่ซื่ออะไรกันแน่ ถึงใจกล้ามาทำร้ายหลิวหรงอย่างนี้?
ต้วนอวี้หรานแววตาวูบไหว นางนึกออกถึงรายละเอียดบางอย่าง จู่ๆ ก็ถามแม่นมหวางว่า “หมอเทวดาหลิวที่
ช่วยตรวจอาการให้ท่านแม่ก่อนหน้านี้เป็นใครกัน?”
แม่นมหวางตอบว่า “เรียนคุณหนูรอง หมอเทวดาหลิวเป็นหมอเทวดาคนหนึ่งในหมู่บ้านไม่ห่างจากที่นี่ บ้านของ
เขาอยู่ใต้ต้นหลิว อี๋เหนียงไปรักษาโรคที่เป็นกับเขามาโดยตลอด แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง อี๋เหนียงไปไปซักถามอาการที่นางเป็น
จากนั้นให้บ่าวใช้เอายากลับมาด้วย ยานั้นมีจัดถูกบ้างผิดบ้าง ผลคืออาการของอี๋เหนียงนับวันจะยิ่งแย่ลงมากขึ้น ฉะนั้น
หมอเทวดาหลิวจึงแนะนำหมอเทวดาในเมืองหลวงแทนเจ้าค่ะ”
มีบางเรื่องที่แม่นมหวางมิกล้าบอกกับต้วนอวี้หรานอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรเสีย การต่อสู้ระหว่างต้วนชิงหมิ
งกับหลิวหรงนั้น ต้วนอวี้หรานทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทำให้บางเรื่องที่บ่าวใช้อย่างแม่นมหวาง มิกล้าพูดออกมามากเกิน
ไป
ทว่าต้วนอวี้หรานก็ไม่ใช่เด็กสาวโง่เง่าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว นางไม่เพียงแค่มีสมองมากขึ้น แต่ยามประสบเรื่อง
อะไรมักคิดมากขึ้นไปอีกชั้น ดังนั้นถึงแม้แม่นมหวางจะไม่พูดชัดเจน แต่เมื่อต้วนอวี้หรานได้ยิน ก็ยังฟังบางอย่างที่
พยายามปกปิดออก