การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 620 นี่มันอะไนกัน?
ต้วนอวี้หรานแสยะยิ้มพลางกล่าวออกมาว่า “ที่บอกว่าไม่รู้เหตุใดจึงเกิดปัญหาขึ้น หมายความว่าอย่างไร แม่นม
หวางอยากจะบอกข้า ว่ามีคนสลับยานั้นจึงเกิดปัญหาขึ้น?”
แม่นมหวางยังคงก้มหน้า ไม่กล้าตอบสิ่งใดออกมา
ต้วนอวี้หรานโบกมือ “ช่างเถอะ ไม่คุยเรื่องนี้กับเจ้าแล้ว……ข้าถามเจ้าอีกครั้ง พวกเจ้ารู้ได้ยังไง ว่าหมอเทวดา
หลิ่วเป็นคนแนะนำหมอที่มีชื่อในเมืองหลวงมาวินิจฉัยอาการให้อี๋เหนียง?”
พอพูดถึงตรงนี้ แม่นมหวางก็เกิดลังเลใจขึ้นแล้ว
เพราะในวันนั้น หมอเทวดาหลิวให้คนถือโอกาสส่งจดหมายมา บอกประมาณว่าโรคที่หลิวหรงเป็นยังรักษาไม่
หาย เขาแนะนำหมอคนหนึ่งให้หลิวหรงแทน
ในตอนนั้น แม่นมหวางก็เกิดความสงสัยต่อจดหมายฉบับนั้น แต่หลังจากหลิวหรงได้อ่าน ก็พบว่าเป็นลายมือของ
หมอเทวดาหลิวจริงๆ ประกอบกับตอนนั้นหลิวหรงปั่วยจนร้อนใจ หรือที่เรียกกันว่าปั่วยจนวิกฤตก็เลยไปหาหมอซี้ซั้ว ไม่
เชื่อคำเตือนของแม่นมหวาง โดยออกไปหาหมอวินิจฉัยเอง
แม่นมหวางรู้ว่าหมอคนนั้นคิดค่ารักษาแพงลิบลิ่ว แต่เพื่อให้อาการปั่วยดีวันดีคืน หลิวหรงก็ยังกัดฟันอดทนต่อไป
การยืนหยัดอดทนนี้ลากยาวไปจนกระทั่ง หลิวหรงบอกว่านางหายดีแล้ว ขอเพียงบำรุงร่างกายที่ช่วงก่อนหน้านี้ขาดสาร
อาหารด้วยการกินยาบำรุง ร่างกายก็จะกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนแล้ว
หลังจากหลิวหรงได้ฟังคำพูดหมอท่านนั้น ก็ไม่รู้ว่าดีใจอยู่นานเท่าไหร่ อีกทั้งหลังจากนางกลับมาแล้ว ก็เริ่มบำรุง
ร่างกายมาตลอด ขอเพียงมียาบำรุงดีๆ เป็นอันที่นางต้องไขว่คว้าหาทานบำรุง ไม่น่าเชื่อว่า สุดท้ายจะกลายสภาพเป็น
อย่างในตอนนี้
ต้วนอวี้หรานแสยะยิ้ม “แม่นมหวาง เจ้าไม่รู้หรือว่าโรงหมอของหมอคนนั้นอยู่ที่ไหน?”
“เรียนคุณหนู บ่าวทราบเจ้าค่ะ ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก นอกประตูทิศใต้เจ้าค่ะ” แม่นมหวางตอบ
ประตูทิศใต้นับว่าเป็นสถานที่เจริญเฟืองฟูของเมืองหลวง ถ้าสามารถเปิดโรงหมอที่นั่นไหว แสดงว่าไม่ใช่บุคคล
ธรรมดาแน่นอน บวกกับการตกแต่งโรงหมอ ความสามารถประจำตัวของหมอคนนั้น อีกทั้งยังวินิจฉัยโรคแบบถูกจุด
เหมือนแทงเข็มเจอเลือด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลิวหรงยอมจ่ายค่ารักษาแพงอย่างไม่ปริปาก
ในตอนนี้ สุขภาพร่างกายของหลิวหรงถูกทำลายแล้ว เช่นนั้น ต่อไปยังจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก?ต้วนอวี้หรานได้
แต่กัดฟัน โดยไม่ได้เปล่งวาจาออกมา
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ จู่ๆ แม่นมหลี่ก็เดินเข้าประตูมา พูดกับต้วนอวี้หรานว่า “คุณหนูรอง อี๋เหนียงฟืนแล้ว
เจ้าค่ะ บอกให้เชิญให้คุณหนูรองไปพบเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานขานรับแล้วลุกขึ้นยืน ตอนที่เดินผ่านข้างกายแม่นมหวางไป อยู่ๆ นางก็บอกว่า “แม่นมหวาง อีก
ประเดี๋ยวหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เจ้าไปที่โรงหมอนั่นเป็นเพื่อนข้าสักรอบ ข้าอยากจะไปเยี่ยมหมอ
เทวดาท่านนั้นสักหน่อย”
ต้วนอวี้หรานตัดสินใจแล้ว ถ้าอาการปั่วยของหลิวหรงไม่เกี่ยวกับหมอเทวดาคนนั้นก็แล้วไป แต่ถ้าเขาจงใจเล่น
ตุกติกจริงๆ หรือถ้าทักษะทางการแพทย์ไม่ดี ต้วนอวี้หรานก็พร้อมทำให้เขาเสียใจ ที่ได้มาทำกับท่านแม่ของนางแบบนี้
ถ้าใครกล้าทำร้ายหลิวหรง ก็เท่ากับหาเรื่องต้วนอวี้หรานด้วย ดังนั้นต้วนอวี้หรานจะไม่ปล่อยคนที่แอบวางแผน
ทำร้ายหลิวหรงไปเด็ดขาด อย่างน้อยนางจะไม่ปล่อยพวกที่ทำตัวไม่เรียบร้อยอยู่ข้างกายหลิวหรง จนกว่านางจะได้ให้
กำเนิดทายาทออกมา
ในดวงตาของต้วนอวี้หราน ไม่เพียงแค่ยอมให้ทรายเข้าตาไม่ได้ ถึงขั้นแม้แต่หยดนํ้าก็ให้เข้าตาไม่ได้ก็เช่นกัน
เมื่อได้ฟังนํ้าเสียงเรียบนิ่งของต้วนอวี้หราน แต่กลับรู้สึกว่าเยียบเย็นจนทำให้คนตกใจ แม่นมหวางก้มหน้าตํ่ากว่า
เดิม นางขานรับเสียงตํ่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็ก้มหน้าลงไป ไม่กล้าพูดอะไร
เป็นที่ทราบกันว่า ยิ่งต้วนอวี้หรานเติบโต นิสัยก็ยิ่งเหมือนหลิวหรง ทั้งยังมีนิสัยเปิดเผยกว่าหลิวหรงในอดีตด้วย
ที่มากกว่านั้นคือร้ายเงียบและเก็บตัว ยามปกติเวลาแม่นมหวางยืนอยู่ตรงหน้าต้วนอวี้หราน ก็ยังไม่รู้เลยว่านายหญิงน้อย
ที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือกำลังคิดอะไรกันแน่
ถ้าเป็นต้วนอวี้หรานก่อนหน้านี้ ก็ยังไร้เดียงสาไม่มีพิษภัย ไม่มีความกลัดกลุ้มกังวล แต่หลังจากเกิดเรื่องครั้งก่อน
ที่ถูกจับตัวไปขังในห้องมืด ต้วนอวี้หรานเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้แต่แววตาที่มองคนก็ดูระแวดระวังขึ้นหลาย
ส่วน ดังนั้น แม่นมหวางในตอนนี้ เวลาเผชิญหน้ากับหลิวหรงยังต้องระวังตัว ยามเผชิญหน้ากับต้วนอวี้หรานยิ่งต้องระวัง
ตัวมากขึ้นไปกว่าเดิม
หลิวหรงนอนพิงอยู่บนเตียง กำลังดื่มยาอย่างเงียบๆ สีหน้าของนางค่อนข้างเหี่ยวแห้ง ในดวงตาไม่มีสง่าราศี
แม้แต่น้อย ตอนนี้ นางสวมเพียงชุดลำลองสีขาวเอนกายอยู่บนเตียง กลืนยาทีละคำอย่างยากลำบาก กลืนลงไปทีละนิดๆ
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานเดินเข้ามา หลิวหรงยิ้มบางๆ แล้วบอกว่า “หรานเอ๋อร์มาแล้ว รีบเข้ามานั่งสิ”
ต้วนอวี้หรานทำตามที่นางบอก เดินเข้าไปนั่งข้างกายหลิวหรง เห็นบ่าวใช้ที่กำลังปั้อนยาดูไม่คล่อง ต้วนอวี้หราน
จึงรับถ้วยยามาเอง แล้วปั้อนหลิวหรงทีละคำ
บัดดลนั้น ภายในห้องนี้เงียบงันที่สุด มีเพียงเสียงช้อนกระทบชาม กับเสียงหายใจของคนสองคน
ในตอนกลางวัน แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างที่หนา สะท้อนเงาพาดผ่านมาตรงหน้าเตียงของหลิวหรง กลายเป็น
ภาพที่ประหลาดภาพหนึ่ง
ต้วนอวี้หรานก้มหน้ามองไปในชาม และปั้อนยาอย่างใส่ใจ หลิวหรงดื่มยาเข้าไปทีละคำ แม้ยานั้นขมปี แต่เมื่อมีต้
วนอวี้หรานอยู่เป็นเพื่อน นางก็ไม่รู้สึกว่าขมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว`
ยาหนึ่งชามถูกดื่มทีละคำอย่างนี้ไปจนหมด ต้วนอวี้หรานหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา เช็ดยาที่ติดข้างปากให้หลิวหรง
อย่างเบามือ แล้วสั่งให้บ่าวใช้ถือนํ้าชาเข้ามาอีก ให้หลิวหรงดื่มล้างปาก เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้ว นางก็นั่งลงอยู่ในนั้น
มองดูหลิวหรงเงียบๆ
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานมีสีหน้าระมัดระวัง จู่ๆ หลิวหรงก็เริ่มหัวเราะ “หรานเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้ตอนเจ้าปั่วย เจ้าไม่
ยอมกินยา ล้วนเป็นแม่ที่ต้องคอยปะเหลาะปั้อนยาให้กิน แต่ดูตอนนี้สิ เจ้าเรียนรู้การปั้อนยาแล้วเหรอ?”
ต้วนอวี้หรานหลบตาลง กล่าวเสียงเรียบว่า “ลูกโตแล้วค่ะ”
เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีความกลุ้มใจแบบผู้ใหญ่แล้ว ต้วนอวี้หรานในตอนนี้กลุ้มใจมาก กลุ้มใจจนนางอยาก
จะนอนฝันไม่ตื่น อยากจะนอนฝันไปให้ยาวนานเป็นพันปีไปให้รู้แล้วรู้รอด
สายตาของหลิวหรงเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางเอ่ยว่า “ใช่แล้ว หรานเอ๋อร์ของแม่เติบโตแล้ว……”
หลังจากชะงักไปครู่เดียว หลิวหรงสำทับอีกว่า “แน่นอน ลูกเหมือนแม่ตอนที่ยังเป็นสาวๆ อยู่เลย”
ต้วนอวี้หรานวางผ้าเช็ดหน้าในมือ แล้วถามว่า “ท่านแม่ไม่ได้แก่ลงเลย ยังดูเป็นสาวสำหรับลูกอยู่เลย”
หลิวหรงได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะเม้มปากยิ้ม “ใครบอกว่าแม่ไม่แก่?เมื่อก่อนนะ ยายของเจ้าเคยบอกไว้ ว่าผู้หญิง
อย่าไปคิดเรื่องแก่หรือไม่แก่ ขอเพียงเห็นลูกของเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานั้นจึงรู้ว่าตัวเองแก่แล้วยังไงล่ะ”
ต้วนอวี้หรานได้ยินหลิวหรงเอ่ยถึงท่านยายขึ้นมา ก็ได้แต่เม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร
หลิวหรงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนเอ่ยถามขึ้น “ใช่แล้ว หรานเอ๋อร์ ท่านหมอหูได้บอกหรือเปล่าว่าแม่เป็นลมได้ยัง
ไง?”
เมื่อมองร่างกายจนทั่ว หลิวหรงถึงได้ถามอย่างแปลกใจว่า “น่าแปลกจัง แม่ไม่รู้สึกว่ามีตรงไหนไม่สบายตัวเลย
แต่ทำไมถึงเป็นลมไปได้?”
พอหลิวหรงฟืนขึ้นมา ก็ได้ยินแม่นมหลี่บอกว่า ท่านหมอหูตรวจชีพจรให้ ตอนนี้กำลังคุยกับต้วนอวี้หรานอยู่นอก
ห้อง ตอนหลังได้ยินว่าท่านหมอหูไปแล้ว หลิวหรงก็เลยให้ต้วนอวี้หรานเข้ามา จะถามว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่
ต้วนอวี้หรานได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปากเบาๆ ตอบว่า “ไม่มีปัญหาอะไรท่านแม่ แค่อากาศเริ่มร้อนแล้ว
ท่านแม่แค่ยังปรับตัวไม่ได้ก็เท่านั้นเอง……”
พอพูดถึงตรงนี้ ต้วนอวี้หรานก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ท่านแม่ยังมีอีกอย่าง ช่วงนี้ท่านกินยาบำรุงมากเกินไป
แล้ว ตอนนี้เป็นฤดูร้อนอีกด้วย ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการบำรุงร่างกาย ต่อไปนี้ท่านแม่ต้องกินอาหารอ่อนๆ นะ
เจ้าค่ะ”
หลิวหรงลองคิดดูแล้วพยักหน้า “อืมแม่รู้แล้ว……หรานเอ๋อร์ ช่วงนี้แม่ก็รู้สึกว่าตัวเองกินของบำรุงเยอะเกินไป
เหมือนกัน ดูท่าแล้ว อีกหน่อยคงต้องระวังสักหน่อยแล้ว”
ต้วนอวี้หรานพยักหน้ารับ และเข้าไปช่วยหลิวหรงเก็บผมที่ยุ่งเหยิงทัดหูให้ กล่าวเสียงตํ่าว่า “สุขภาพของท่านแม่
ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ”
ชั่วขณะนั้น หลิวหรงไม่ค่อยคุ้นชินกับนิสัยที่รู้ความและสนิทสนมของต้วนอวี้หราน นางถามอย่างแปลกใจเล็ก
น้อย “หรานเอ๋อร์ วันนี้เจ้าเป็นอะไรไป?”
ต้วนอวี้หรานมองหลิวหรง พร้อมถามอย่างปวดใจ “ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“แม่ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรอยู่แล้ว……เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว รู้สึกลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบนี้ แม่ยังไม่ค่อย
ชินก็เท่านั้นเอง” หลิวหรงตอบ
ต้วนอวี้หรานเม้มปากแนบแน่น ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา
ผ่านไปไม่นานนัก หลิวหรงก็เริ่มง่วงนอนขึ้นมาอีกแล้ว ต้วนอวี้หรานจึงขอตัวและเดินออกไปอย่างเชื่องช้า
แม่นมหวางจึงเดินออกไปส่งต้วนอวี้หราน นางนึกว่าต้วนอวี้หรานจะไปแล้ว แต่ใครจะคิดว่าต้วนอวี้หรานกลับยืน
อยู่ตรงประตู พูดกับแม่นมหวางว่า “แม่นมหวาง เจ้าไปนำอาหารมา วันนี้ข้าจะรับประทานอาหารที่นี่”
แม่นมหวางขานรับ แล้วหันตัวเดินออกไป
ระหว่างนั้น ต้วนอวี้หรานไปเรียกให้แม่นมหวางหยุด กำชับไปประโยคว่า “แม่นมหวางเอาอาหารรสอ่อนมา
เข้าใจไหม?”