การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 621 ต้วนอวี้หรานไม่ทานเนื้อ
แม่นมหวางรีบตอบว่า “คุณหนูรองวางใจเถอะ บ่าวจำขึ้นใจแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานพยักหน้า “ยังมีอีกเรื่อง เรื่องที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้ ห้ามพูดให้ท่านแม่ข้าได้ยินแม้แต่คำเดียว
แม่นมหวางตอบรับอีกครั้ง ต้วนอวี้หรานถึงหันหลังกลับ เดินเข้าไปในห้องของหลิวหรง
ขณะรับประทานอาหารกลางวันอยู่ หลิวหรงมองไปที่อาหารบนโต๊ะ รู้สึกมีบางอย่างแปลก ๆ นางถามขึ้น “หราน
เอ๋อร์ ในเมื่อแม่กินยาบำรุงไม่ได้ ลูกก็ไม่ควรให้แม่กินของพวกนี้หรือเปล่า
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร นอกเหนือจากมังสวิรัติแล้ว ก็ยังเป็นมังสวิรัติ ยกเว้นอาหารไม่กี่จานที่แทบจะนับชิ้น
เนื้อสัตว์ในจานได้เลย
ต้วนอวี้หรานตักอาหารให้หลิวหรงไป พลางกล่าวอย่างคลุมเครือว่า “อากาศร้อนแล้ว ความอยากอาหารของลูก
ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ท่านแม่ก็กินเข้าไปหน่อยแล้วกัน”
หลิวหรงมองดูต้วนอวี้หรานด้วยความปวดใจ พูดว่า “เด็กโง่ ไม่ใช่ว่าแม่จะกินไม่ได้ แต่ลูกยังเด็กอยู่ เป็นวัยที่
กำลังเติบโต จะกินอาหารแบบนี้ได้อย่างไร เดี๋ยวแม่ให้ห้องครัวไปเพิ่มอาหารที่มีเนื้อสัตว์สองสามอย่างมาดีกว่า”
ต้วนอวี้หรานฟังแล้ว รีบห้ามทันที “ท่านแม่……ไม่ต้องแล้วจริงๆ อากาศร้อน ลูกไม่อยากอาหารเลย”
หลิวหรงมองไปที่ต้วนอวี้หรานทันใดนั้นก็วางตะเกียบลง พูดว่า “หรานเอ๋อร์ ห้ามแต่แม่ มีอะไรปิดบังแม่หรือ
ไม่?”
ต้วนอวี้หรานชอบกินเนื้อ ชอบเสื้อผ้าหรูหราอาหารดีๆ เหล่านี้หลิวหรงรู้ดี แต่ตอนนี้ต้วนอวี้หรานกลับพูดว่า
เพราะอากาศร้อนเลยอยากกินมังสวิรัติ จะให้หลิวหรงวางใจได้อย่างไร?
รู้ไหมว่านี่เป็นเพียงสภาพอากาศของเดือนห้าเท่านั้น นํ้าแข็งยังคงจับตัวอยู่ ขนาดกลางวันเช่นนี้นั่งอยู่ในห้อง ยัง
ไม่รู้สึกถึงความร้อนแม้แต่น้อย แต่ต้วนอวี้หรานกลับพูดว่าร้อน มีหรือที่หลิวหรงจะเชื่อ?
ต้วนอวี้หรานเงยหน้าขึ้นมองหลิวหรงอย่างจริงจัง “ท่านแม่ ลูกชอบกินอาหารอร่อย แต่ท่านแม่ ลูกอายุเกือบสิบ
ปีแล้ว หรือจะให้กินแต่เนื้อปลาเนื้อหมู เนื้อไก่ทุกวันถึงจะอ้วนท้วมสมบูรณ์หรือเจ้าคะ?”
หลิวหรงมองต้วนอวี้หรานอยู่พักหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะขึ้น “ดูเหมือนว่าหรานเอ๋อร์โตขึ้นแล้ว เริ่มกังวลเรื่อวรูป
ร่างขึ้นแล้ว เช่นนั้น แม่จะกินมังสวิรัติเป็นเพื่อนหรานเอ๋อร์แล้วกัน”
ต้วนอวี้หรานมองหลิวหรง ในดวงตาของนางรู้สึกสับสน ก่อนถามอย่างสงสัยขึ้น “ท่านแม่ ความจริงแล้วลูกชอบ
กินเนื้อสัตว์ต่างๆ แต่ถ้าจะให้ลูกกินมังสวิรัติไปตลอด ลูกกลัวว่าลูกจะอดทนกินได้ไม่นาน เอาอย่างนี้แล้วกัน ต่อไปลูกจะ
มารับประทานอาหารกลางวันกับท่านแม่ ท่านก็กินมังสวิรัติเป็นเพื่อนลูกดีหรือไม่?”
เมื่อหลิวหรงได้ยินเช่นนี้ นางตอบตกลงอย่างสิ้นสงสัย “ไม่ว่าหรานเอ๋อร์อยากจะทำอะไร แม่จะทำเป็นเพื่อนหรา
นเอ๋อร์”
หลังมื้ออาหารกลางวัน หลิวหรงบอกว่าอยากหลับพักผ่อนสักหน่อย ต้วนอวี้หรานจึงถือโอกาสลากลับ นางบอก
หลิวหรงว่า นางยังมีงานเย็บปักถักร้อยที่อยากให้แม่นมหวางช่วยดูให้หน่อย หลังจากได้รับอนุญาตจากหลิวหรงแล้ว ต้
วนอวี้หรานก็พาแม่นมหวางรีบตรงไปที่โรงหมอจงซื่อ ตรงประตูทางทิศใต้
สิ่งที่ต้วนอวี้หรานคาดถึงไม่ถึงก็คือ เมื่อนางกำลังเดินออกไปข้างนอก หลิวหรงก็ได้เรียกแม่นมหลี่มาถามว่าเกิด
อะไรขึ้นกับนาง
เพราะถูกต้วนอวี้หรานข่มขู่อย่างหนัก แม่นมหลี่ลังเลไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ว่าหลิวหรงที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ มอง
ไปที่นิ้วมือของนาง พูดเสียงนิ่งขึ้นว่า “แม่นมหลี่ หากข้าถามแม่นมหวางเรื่องนี้ นางจะตอบอย่างไม่ลังเลเลย”
เรื่องที่แม่นมหลี่และแม่นมหวางนั้นไม่ค่อยถูกกันนั้นเป็นที่ทราบของทุกคนในเรือน แต่มันผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว
หลิวหรงทำเป็นไม่สนใจ และยังแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
ในความเป็นจริง หลิวหรงไม่ใช่ไม่รู้เรื่อง เพียงแต่นางไม่อยากพูดถึงก็เท่านั้นเอง
ในฐานะเจ้านายแล้ว ต้องรู้จักรักษาสมดุลการมีอำนาจระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องไม่ปล่อยให้พวกเขาเป็นหนึ่ง
เดียวกันเกินไป เพื่อมาต่อต้านกับตัวเอง แต่ในทางกลับกันต้องใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างพวกเขา ปล่อยให้
ต่อสู้กัน แย่งชิงกัน จากนั้นจะพยายามแข่งขันสร้างผลงานเอาหน้าเจ้านายเพื่อจะได้เป็นที่โปรดปราน
หลิวหรงดูแลจวนหลังมาหลายปี ย่อมเข้าใจความจริงนี้ในธรรมชาตินี้ ดังนั้น ในอีกด้านหนึ่งนางจึงจงใจให้แม่นม
หวางและแม่นมหลี่กัดกัน โดยพยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ไม่ปล่อยให้พวกเขาสร้างเรื่องจนใหญ่
เกินไป
ตอนนี้ หลิวหรงกำลังใช้ความขัดแย้งระหว่างแม่นมหลี่และแม่นมหวาง เพื่อเค้นถามแม่นมหลี่ ถึงสิ่งที่นาง
ต้องการทราบ
ทันทีที่แม่นมหลี่ได้ยินคำพูดของหลิวหรงนั้น นางก็รีบยืนตัวตรงเล่าทุกอย่างออกมาอย่างละเอียด
หลิวหรงฟังอย่างตั้งใจ ในสิ่งที่แม่นมหลี่เล่า ถึงได้ทราบว่าร่างกายของนางนั้นมีบางอย่างผิดปกติ
หลิวหรงหลับตาลงเล็กน้อย กำมือทั้งสองข้างแนบแน่น พูดว่า “ตอนนี้คุณหนูรองไปที่ไหนแล้ว?”
“ได้ยินมาว่า คุณหนูรองพาแม่นมหวางไปที่โรงหมอเจ้าค่ะ” แม่นมหลี่ตอบ
ไปโรงหมออย่างนั้นหรือ? ไปโรงหมอที่ใดกัน?
ไม่ต้องถามแล้ว คงจะเป็นโรงหมอจงซื่อที่รักษาหลิวหรงก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน
หลิวหรงผายมือและสั่งให้แม่นมหลี่ออกไป ส่วนนางนั่งพิงหัวเตียง ผินหน้ามองด้านนอกอย่างเหม่อลอย
มีบางอย่างผิดปกติกับร่างกายของนาง แต่ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เรื่องนี้หลิวหรงไม่แน่ใจจริงๆ
ต้วนอวี้หรานยืนอยู่ด้านนอกประตูปั้ายที่เขียนว่า “โรงหมอจงซื่อ” นางพยายามชะเง้อชะแง้มองด้านใน ก็ต้องพบ
กลับความผิดหวังเป็นอย่างมาก
โรงหมอนี้ เป็นโรงหมอเก่าแบ่งเป็นสามห้องย่อย ประตูหลักสีดำแง้มเปิดอยู่ เผยให้เห็นตู้ยาเรียงรายอยู่ภายใน
ปั้ายบนประตูไม่รู้ว่าอยู่มากี่ปีแล้ว จึงมีรอยคราบฝน คราบนํ้าจากการละลายของหิมะ จนกระทั่งไม้ดูกระดำกระ
ด่างไปหมด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองปั้ายก็พบ ลายมือที่คลุมเครือ บ่งบอกได้ว่าเป็นปั้ายโรงหมอที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
ต้วนอวี้หรานยืนอยู่ที่ประตู เงยหน้าขึ้นมองเข้าไปด้านใน ในห้องโถงกลางหันหน้าเข้าหาประตูมีแผ่นจารึกโล่
รางวัลหมอดีเด่น ใต้แผ่นจารึกไม่มีใครอยู่ มีเพียงแต่ค้อนทางการแพทย์ และมีเครื่องมือหลากหลายชิ้นวางอยู่
กระจัดกระจาย ไม่มีใครทำความสะอาด ทำให้รู้ได้ว่าโรงหมอนี้ ไม่มีคนรับใช้หมอแม้แต่ผู้เดียว
ในตอนนี้เป็นช่วงบ่ายพอดี แสงตะวันทำให้คนรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ต้วนอวี้หรานยืนอยู่ที่ประตู ชะเง้อเข้าไปใน
ห้องโถงที่ใช้รักษานั้น เห็นท่านหมอกำลังนอนลงอยู่บนโต๊ะ เพียงแค่มองก็พบว่าเขารูปร่างสูงหน้าตาธรรมดา สวมเสื้อผ้า
สีเทาที่ไม่รู้ว่าไม่ได้ซักมากี่ปีแล้ว ดูแล้วน่าเกลียดเหลือทน
เมื่อมองไปที่ผมของเขา พบว่ายาวคลุมไหล่และไม่ได้หวีให้เรียบร้อย ดูแล้วมันยิ่งเพิ่มความน่าเกลียดขึ้นไปอีก
ที่ประตูหนานเทียนแห่งนี้ ถึงจะเป็นสถานที่ที่คึกคัก มีร้านค้ามากมาย ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ แต่ว่าโรงหมอ
แห่งนี้ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว
อาจกล่าวได้ว่าเป็นโรงหมอาที่ดูเงียบเหงาอย่างกับร้างไม่มีคนอยู่อาศัย ต้วนอวี้หรานและแม่นมหวางยืนอยู่ที่
ประตูอยู่นานสองนาน ยังไม่มีแม้แต่เงาคนมาแม้แต่คนเดียวเลย
ต้วนอวี้หรานหันไปมองแม่นมหวาง แล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าคงไม่บอกข้าว่า ท่านแม่ข้ามาหาหมอที่นี้ใช่
ไหม?”
โรงหมอที่ทรุดโทรมแบบนี้ ท่าทางหมอที่ไม่มีกระจิตกระใจแบบนั้น อย่าว่าแต่หลิวหรงเลย แม้แต่บ่าวใช้ข้างตัว
ของต้วนอวี้หราน คงจะไม่มาหาหมอที่นี่อย่างแน่นอน
แม่นมหวางมองไปรอบๆ ด้วยความลังเล ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ใช่ที่นี้ไม่ผิดแน่นอนเจ้าค่ะ……แต่ว่ามีบางอย่างต่างออก
ไปเจ้าค่ะ
สรุปอะไรที่ไม่เหมือนเดิม แม่นมหวางก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน แต่ ที่แน่ใจที่สุดก็คือโรงหมอแห่งนี้แหละ เพราะปั้าย
ที่ประตูและแผ่นจารึกยังอยู่ เพียงแต่มันไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไร แม่นมหวางจำได้ว่า ตอนที่นางมากับหลิวหรง ที่นี่ดู
ใหม่ไม่พอ ด้านในยังมีคนรับใช้อีกหลายคน แม้แต่ท่านหมอคนนั้นก็ยังไม่ได้มีสภาพเหมือนตอนนี้
ไม่สิ……ท่านหมอคนนั้นกับคนที่อยู่ต่อหน้าตรงนี้ ไม่มีอะไรเทียบกันได้เลย ท่านหมอคนนั้นดูหยิ่งยโสถือตัว ส่วน
หมอคนนี้แค่ดูก็รู้ว่าไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ
เมื่อเห็นว่าแม่นมหวางยังคงลังเล และมองซ้ายทีมองขวาที ต้วนอวี้หรานจึงยิ้มอย่างเย็นชา แล้วก้าวเข้าไปในห้อง
ด้านใน
ตอนนี้ต้วนอวี้หราน มีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นภายในใจ นั่นก็คือ แม่นมหวางและหลิวหรงถูกหลอกเข้าแล้ว แต่
ว่าถูกใครหลอก และหลอกอย่างไร จุดนี้ต้วนอวี้หรานจำเป็นต้องรู้ให้แน่ชัด!
หมอคนนั้นที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะ ถูกต้วนอวี้หรานใช้เท้าปลุกขึ้นมา เขางัวเงียเงยเห็นกระโปรงก่อน จากนั้นเลื่อน
สายตาขึ้นมาเห็นใบหน้าที่สวย งามของต้วนอวี้หราน ใบหน้าที่เต็มไปหนวดเคราของหมอ ได้เผยรอยยิ้มออกมา “อ้า คุณ
หนู เข้ามาเลย เข้ามาเลย มานั่งตรงนี้ได้เลย”