การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 624 หลังจากนั้นจะทำยังไง?
ต้วนอวี้หรานพยายามตั้งสติ ลองคิดดูครู่หนึ่ง แล้วโบกมืออย่างไม่แยแส “จะทำอย่างไรได้อีก?วางไว้อย่างนั้นแล้ว
กัน!”
เยวี่ยซิ่วผู้น่าสงสาร ไม่รู้จริงๆ ว่า “วางไว้อย่างนั้น” คือการ “ทำ” อย่างไร นางทำได้เพียงยืนอยู่ที่นั่น ยืนเหม่อ
อยู่อย่างนั้น เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ต้วนอวี้หรานเห็นแล้ว ในใจก็ยิ่งทนรอไม่ไหว นางถลึงตาดุเยวี่ยซิ่วแวบหนึ่ง พร้อมบอกว่า “เจ้ายังยืนอึ้งอยู่ตรงนี้
ทำไม?”
เยวี่ยซิ่วมองเยวี่ยหวาที่เพิ่งเข้าประตูมาด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ เหมือนอยากให้อีกฝั่ายช่วยเหลือนาง
เยวี่ยหวาอายุมากกว่านิดหน่อย ยามพบเจอปัญหามักเยือกเย็นกว่า ตอนนี้เห็นเยวี่ยซิ่วทำสีหน้าขอความช่วย
เหลือ นางก็วางของในมือลง เดินมาข้างกายต้วนอวี้หรานแล้วบอกว่า “คุณหนูเจ้าค่ะ วันที่อากาศร้อนอย่างนี้ ต่อให้คน
ไม่มีลมหายใจแล้วจริงๆ ก็จะวางไว้อย่างนี้ไม่ได้ บ่าวได้ยินมาว่า คนในครอบครัวของชุนเอ๋อร์ก็้ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง
เหมือนกัน ถ้าแจ้งให้คนในครอบครัวของนางมาดูและรับไป เกรงว่าจะช้าไม่ทันการเจ้าค่ะ”
ตอนนี้ต้วนอวี้หรานยังเป็นวัวสันหลังหวะ อย่างไรเสีย เรื่องที่ทำให้คนเสียชีวิตแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรก
สำหรับนาง ถ้าให้ต้วนเจิ้งหรือต้วนชิงหมิงรู้เรื่องนี้ คงต้องแย่เป็นแน่
ต้วนอวี้หรานกำลังครุ่นคิดหาวิธี นางกัดริมฝีปาก แล้วบอกเยวี่ยหวาว่า “เยวี่ยหวา หรือไม่พวกเราก็รอให้ถึงตอน
กลางคืนก่อน แล้วค่อยโยนนางออกไปทิ้งข้างนอกดีไหม?”
ในใจเยวี่ยหวาเศร้ารันทดด้วยความอาดูรอยู่พักหนึ่ง
แม้บ่าวใช้คนนี้จะเข้าจวนได้ไม่นาน แต่ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งในจวนของต้วนอวี้หรานแล้ว กอปรกับบ่าวใช้คนนี้
ยามปกติพักอยู่กับเยวี่ยซิ่ว ดังนั้นเมื่อเห็นบ่าวใช้คนนี้หมดลมหายใจ เยวี่ยซิ่วตกใจจนไม่ได้สนใจเลยสักนิด ส่วนเยวี่ยหวา
ก็มองเยวี่ยซิ่ว แล้วก็มองต้วนอวี้หรานอีก ในใจกำลังคิดว่า นี่อาจเป็นจุดจบในชีวิตของนางก็เป็นได้ ไม่ว่าจะปรนนิบัติดี
มากมายเพียงไร หลังจากความตายแล้ว คงแลกมาได้เพียงคำพูดราบเรียบประโยคเดียวของเจ้านาย “ฝังซะ!”
เยวี่ยหวาตั้งสมาธิ แล้วบอกว่า “คุณหนู ฝังคนตอนกลางคืนแบบนี้ ทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ คุณหนูลองคิดดูสิ คนตัว
เป็นๆ หายไปทั้งคนอย่างนี้ ถ้าเอาไปพูดที่ไหนก็ฟังดูเหลวไหลทั้งนั้น ไม่สู้ท่านสละเงินสักหน่อย ให้คนในครอบครัวของ
ชุนเอ๋อร์ไป จากนั้นก็ค่อยนำศพของชุนเอ๋อร์ส่งไปที่บ้านของนาง เท่านี้ก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
เยวี่ยหวาคิดอย่างเรียบง่ายมาก คนตายไปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้เรื่องสงบ หากต้วนอวี้หรานทำอย่างนี้
คนในครอบครัวของชุนเอ๋อร์จะไม่พูดอะไรแน่นอน และสำหรับต้วนอวี้หรานแล้ว ก็ไม่ได้เสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่
คาดไม่ถึง พอต้วนอวี้หรานได้ฟัง กลับอดไม่ได้ที่จะตำหนิอย่างโมโห “เจ้าหมายความว่าต้องการให้คนทั้งเมืองหลวงรู้กัน
หมดใช่ไหม ว่าคุณหนูของเจ้าถีบคนจนตาย… ถ้าเจ้าทำอย่างนี้ จะให้ข้าเอาชื่อเสียงไปไว้ที่ไหน?”
ชีวิตของคนทั้งคน ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่สำคัญเท่าชื่อเสียงของต้วนอวี้หราน?
ตอนนี้เยวี่ยหวาไม่รู้จริงๆ ว่าต้วนอวี้หราน ใจจืดใจดำ หรือค่านิยมของสังคมนี้น่ารังเกียจ แต่ในเมื่อชุนเอ๋อร์ตาย
แล้ว ในฐานะที่เป็นน้องสาวที่ทำงานด้วยกัน สิ่งที่เยวี่ยหวาคิด ก็คือพยายามช่วยชุนเอ๋อร์ช่วงชิงบางส่วนที่นางสมควรจะ
ได้รับ
เยวี่ยหวากระตุ้นตัวเองให้ฮึกเหิม แล้วฝืนยิ้มด้วยความเจ็บปวด “คุณหนูวางใจเถอะเจ้าค่ะ เรื่องนี้จะไม่ทำให้ชื่อ
เสียงของคุณหนูเสียหาย มีแต่จะทำให้คนรู้สึกว่าชุนเอ๋อร์คนนี้ไม่เข้าใจหลักการเหตุผล มาล่วงเกินคุณหนูเข้า ถึงได้ต้อง
จบชีวิตลงแบบนี้ อีกอย่างคุณหนูก็ยังมีคุณธรรมมาก ไม่เพียงแค่ให้เงินชดเชย และปลอบใจคนในครอบครัวของชุนเอ๋อร์
ตั้งแต่นี้เรื่องนี้จะไม่มากวนใจคุณหนูอีกเลยเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หราน ไม่ฟังคำพูดของเยวี่ยหวาแม้แต่น้อย นางแสยะยิ้ม “เยวี่ยหวาเอ๋ยเยวี่ยหวา เสียแรงที่เจ้าอยู่กับข้า
มาหลายปี…ช่างเถอะ เรื่องนี้ไม่ต้องอาศัยเจ้าแล้ว เยวี่ยซิ่ว เจ้าไปหาคนมาสักสองคน อาศัยช่วงเวลาที่ฟั้ามืด เอาผีชะตา
ขาดนี่ไปโยนบนเนินเขาด้านหลังแล้วฝังซะ”
เยวี่ยซิ่วเอ่ยรับด้วยเสียงตํ่าเบา “เจ้าค่ะ” จากนั้นเหลือบมองเยวี่ยหวาด้วยใบหน้าซีดขาวแวบหนึ่ง ก่อนจะก้ม
หน้าเดินออกไป
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ ต้วนอวี้หรานกล่าวอย่างเยือกเย็นกับเยวี่ยหวาว่า “เยวี่ยหวา เรื่องนี้ให้จบลงตรงนี้แล้ว
กัน ต่อไปนี้ไม่ว่าใครก็อย่าเอ่ยถึงอีก เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”
เยวี่ยหวาพยักหน้าด้วยสีหน้าขาวซีด ถามกลับว่า “คุณหนูหมายความว่า ไม่ต้องแจ้งให้คนในครอบครัวของชุนเอ๋
อร์รู้หรือเจ้าคะ?”
ชีวิตของคนคนหนึ่งหายไปโดยสูญเปล่าอย่างนี้แล้ว ตามที่ต้วนอวี้หรานต้องการสื่อออกมา ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่
คนในครอบครัวของชุนเอ๋อร์ก็ไม่ต้องแจ้งให้รู้ โดยปล่อยให้ชุนเอ๋อร์ตายไปเปล่าๆ อย่างนี้หรือ?
สำหรับเยวี่ยหวาแล้ว เรื่องนี้ยากลำบากใจต่อนางยิ่งนัก
ต้วนอวี้หรานกล่าวยังทนรำคาญไม่ไหวว่า “จะแจ้งให้คนในครอบครัวนางรู้ไปทำไม…เจ้าคิดว่าข้าโง่เง่า หรือคิดว่า
ข้ามีเงินเยอะล่ะ?ที่ข้าไม่เอาเรื่องนางที่ทำนํ้าร้อนลวกใส่ข้า ก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว ยังมามีหน้าบอกให้ข้าแจ้งคนใน
ครอบครัวนางอีกเหรอ?เจ้าอยากจะให้คนในครอบครัวนางมาขอเงินข้า มาโวยวายใส่ข้าสินะ?”
เยวี่ยหวาได้ฟังคำพูดของต้วนอวี้หราน นางสะอึกจนพูดมิออก ได้แต่มองต้วนอวี้หรานด้วยนํ้าตาคลอเบ้า แล้วก้ม
หน้าหันตัวถอยออกไปแล้ว
ตอนที่เยวี่ยหว้เดินออกไป เยวี่ยซิ่วยังยืนรออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นเยวี่ยหวาออกมา เยวี่ยซิ่วก็เดินตามไปสอง
ก้าว เดินเคียงข้างไปกับเยวี่ยหวา เมื่อผ่านจุดลับตาคนนอกประตูฉุยฮวาไปแล้ว เยวี่ยซิ่วถึงได้รีบถามว่า “พี่เยวี่ยหวา ทำ
อย่างไรดี?”
เยวี่ยหวาส่ายหน้าตอบกลับว่า “คุณหนูไม่ยอมบอกให้คนในครอบครัวของชุนเอ๋อร์รู้ และไม่ยอมจ่ายเงินชดเชย
ด้วย”
เยวี่ยซิ่วยังอายุน้อย พอได้ยินเรื่องใดก็ยากข่มอารมณ์ไหว นางจึงถามเยวี่ยหวากลับอย่างรีบร้อน “เช่นนั้นจะทำ
อย่างไรกันดี?”
เยวี่ยหวาถอนหายใจเบาๆ ตอบเพียงว่า “พอแล้ว เยวี่ยซิ่ว เจ้าไปหาคนมา ขอร้องให้พวกเขาฝังชุนเอ๋อร์เสีย
เถอะ…อย่างไรเสีย พวกเราก็เคยนับถือเป็นพี่เป็นน้องกัน เรื่องแบบนี้ พวกเราจะไม่สนใจใยดีมิได้”
เยวี่ยซิ่วได้ยินแล้วพยักหน้า จากนั้นเดินไปข้างนอก พอก้าวได้เพียงสองก้าว เยวี่ยหวาได้เรียกนางให้หยุดอีก
“เอ่อ……คือ เยวี่ยซิ่ว ส่วนเรื่องเงิน เดี๋ยวนี้ข้าเป็นคนออกให้ก็สิ้นเรื่องแล้ว เจ้าก็หาทางแจ้งให้คนในครอบครัวชุนเอ๋อร์รู้
ด้วยแล้วกัน อย่างน้อยการเลี้ยงบุตรสาวให้เติบใหญ่ขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าจู่ๆ หายตัวไป คนในครอบครัวชุนเอ๋อร์
จะปวดใจเพียงไร”
เยวี่ยซิ่วได้ฟังแล้วเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นก็เดินออกไปเงียบๆ
ผ่านไปไม่นานเท่าไรนัก เยวี่ยซิ่วกลับมาอีกแล้ว ในมือของนางถือเบี้ยหวัดของเดือนนี้ที่เพิ่งได้รับมา นางยื่นให้มือ
ของเยวี่ยหวา แล้วกล่าวเสียงเบา “พี่สาว ท่านมอบเงินนี้ให้คนในครอบครัวของชุนเอ๋อร์ด้วยแล้วกัน นางน่าสงสารเหลือ
เกิน…”
เยวี่ยหวากดมือเยวี่ยซิ่วไว้ แล้วส่ายหน้าบอกว่า “ทำแบบนี้ไม่ได้นะ…แม่ของเจ้ากำลังปั่วย น้องชายสองคนก็ยัง
เล็ก ถ้าเจ้านำไปให้ชุนเอ๋อร์หมด แล้วคนในบ้านเจ้าจะกินอะไรจะใช้อะไรล่ะ?”
เยวี่ยซิ่วเงยหน้า แล้วถามเยวี่ยหวาขึ้น “ถ้าอย่างนั้น พี่สาว ท่านบอกมาเถอะว่าต้องทำอย่างไร?จะปล่อยให้ชุนเอ๋
อร์ตายไป แต่กลับไม่ได้เงินสักตำลึงเดียวคงไม่ได้กระมัง?”
เยวี่ยหวาคิดไปคิดมาพูดขึ้นว่า “ข้ายังมีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงตอนนั้น หลังจากจบเรื่องนี้ ข้าจะให้คนนำไปส่ง
ให้ที่บ้านของชุนเอ๋อร์ก็สิ้นเรื่องแล้ว”
เยวี่ยหวาได้ยินแล้วกล่าวอย่างร้อนใจว่า “ไม่ได้นะ พี่เยวี่ยหวา บ้านท่านก็ไม่ได้เหลือเฟือเหมือนกัน ปีที่แล้วตอน
เกิดภัยพิบัติจากหิมะ บ้านของท่านยังประสบภัยอยู่เลย ตอนนี้ทั้งครอบครัวยังอาศัยในวัดร้างอยู่เลย ถ้าท่านออกเงิน
ส่วนนี้ แล้วคนในบ้านท่านจะทำอย่างไรละ?”
เยวี่ยหวาถอนหายใจ แล้วบอกว่า “ข้ายังดีหน่อย ที่น่าสงสารที่สุดก็คือชุนเอ๋อร์ต่างหาก…ตัวนางไม่อยู่แล้ว เงิน
สักตำลึงก็ไม่ได้อีก”
บรรดาบ่าวใช้อย่างพวกนาง ล้วนรับเงินจากการปรนนิบัติรับใช้เจ้านายตัวเอง เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปเลี้ยงคนทั้ง
ครอบครัว ดังนั้นถ้าไม่มีเงินเมื่อไร คนในบ้านก็เสี่ยงที่จะหิวตาย
เยวี่ยซิ่วได้ฟังแล้ว นํ้าตาก็พรั่งพรูตกออกมาจากเบ้า
เหตุใดเจ้านายคนนี้จึงมีจิตใจโหดเหี้ยมขนาดนี้ ขนาดคนไม่อยู่แล้ว แม้แต่เงินตำลึงเดียวก็ยังไม่ยอมควักจ่าย
อย่าบอกนะว่ายุคสมัยนี้ชีวิตคนไม่มีค่ามากเท่าหน้าตาศักดิ์ศรีของเจ้านาย?
เยวี่ยซิ่วร้องไห้โฮออกมา เยวี่ยหวาเองก็อยากจะหลั่งนํ้าตาออกมาเช่นกัน บ่าวใช้สองคนนี้ต่างคนต่างคิดถึงชะตา
กรรมในภายหลังของพวกนาง ชั่วขณะนั้นทำเอาทั้งคู่พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในขณะนี้เอง จู่ๆ ข้างหลังก็มีเสียงชัดใสดังขึ้น “เยวี่ยหวา เยวี่ยซิ่ว พวกเจ้าสองคนไม่ไปทำงาน มาทำอะไรอยู่ตรง
นี้?”
พอเยวี่ยหวาเหลือบตาขึ้น เห็นเยวี่ยเจียกำลังถือถาดใบหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสองคน
เพราะเรื่องในครั้งก่อน เยวี่ยเจียทำให้เยวี่ยหวากลุ้มใจมานาน แต่ถึงอย่างไร พวกนางก็นับว่าเป็นพี่เป็นน้องที่ออก
มาทำงานพร้อมกัน มีบางเรื่องที่บางครั้งก็ทำตามใจตัวเองไม่ได้ ดังนั้น หลังจากเยวี่ยเจียกลุ้มใจเรื่องชุนเอ๋อร์ผ่านไปแล้ว
นางก็ปล่อยวางเรื่องนี้ลง
พอเยวี่ยซิ่วเห็นเยวี่ยเจียมาแล้ว ก็รีบถอยหลังสองก้าวอย่างระวังตัว เหมือนกลัวว่าเยวี่ยเจียจะรู้ว่านางกำลังคิดจะ
ทำอะไร
เยวี่ยเจียกำลังช่วยนำเสื้อผ้าที่ซักและผึ่งจนแห้งไปให้ต้วนชิงหมิง จึงเดินผ่านประตูฉุยฮวามาพอดี ในตอนนี้ พอ
เห็นเยวี่ยซิ่วกับเยวี่ยหวามีสีหน้าอึมครึมทั้งคู่ ท่าทางเหมือนจิตใจเซื่องซึม เยวี่ยเจียจึงรู้สึกแแปลกใจขึ้นมาสุดๆ
พอเยวี่ยหวาเห็นเยวี่ยเจีย ก็รีบดึงแขนเยวี่ยซิ่วส่งสายตาใบ้ว่าอย่าพูดจาซี้ซั้ว ส่วนเยวี่ยหวากลับเข้าไปหาเยวี่ย
เจียด้วยใบหน้าฝืนยิ้ม ถามว่า “เยวี่ยเจีย… เจ้างานยุ่งเชียวนะ?”