การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 626 ความกังวลของเยวี่ยเจีย
ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นมาทุกคน จากนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ใจกล้าที่สุดได้ถามยิ้มๆ ขึ้น “เหตุใด คนที่ขยันพากเพียร
อาจไม่มีความสุขเจ้าคะ?”
“เพราะว่าคนที่เฉลียวฉลาดมักหาความสุขให้กับตนเอง ส่วนคนที่ขยันพากเพียรมักสร้างความสุขให้กับตนเองยัง
ไงล่ะ” ต้วนชิงหมิงตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น บรรดาบ่าวใช้ในเรือนต้วนชิงหมิงต่างหัวเราะเกลียวกันไปหมด ทุกคนจึงอยากเป็นคนที่โง่เขลา
จะได้มีความสุขทั้งกายและใจ ไร้ซึ่งความกังวล
ต้วนชิงหมิงพลอยหัวเราะไปพร้อมกับบรรดาบ่าวใช้ จากเรื่องนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงมองดูเยวี่ยเจียด้วยความเอ็นดูใน
ความไร้เดียงสา
เยวี่ยเจียแอบเหลือบมองไปที่ต้วนชิงหมิงหนึ่งครั้งก่อนจะผลักชิวหนิงไปข้างหน้า ด้วยรู้ว่าชิวหนิงอยากขุดเรื่อง
เก่าขึ้นมาหัวเราะเยาะ เยวี่ยเจียจึงพูดเชิงตำหนิ “พี่ชิวหนิงร้ายที่สุดเลย เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ตั้งใจเอามาหัวเราะเยาะน้อง”
ถึงแม้ชิวหนิงจะหัวเราะเยาะเยวี่ยเจียไปบ้าง แต่นางก็ดูแลเยวี่ยเจียเป็นน้องคนหนึ่งอย่างดี ซึ่งจุดนี้เยวี่ยเจียรู้อยู่
แก่ใจ ฉะนั้น เมื่อพี่ชิวหนิงหัวเราะเยาะ นางจึงไม่ได้โกรธเคืองอันใด
ชิวหนิงได้ยินที่เยวี่ยเจียพูดออกมา แทนที่จะหัวเราะต่อไป นางกลับเงียบลงทันตา
เยวี่ยเจียกะพริบตาปริบๆ ราวกับอยากยืนยันว่านางไม่ใช่คนโง่เขลา แต่เป็นคนที่มีความสามารถในการสังเกตสิ่ง
รอบข้าง นางพูดขึ้นว่า “ข้าขอพูดตามตรงเลยแล้วกัน… พี่ชิวหนิง ตอนที่ข้า ไปเอาเสื้อคุณหนูที่ผึ่งแดดไว้กลับมา ข้าได้
พบหัวหน้าบ่าวใช้ของคุณหนูรองที่ชื่อเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่ว กำลังพูดคุยบางอย่างกัน แต่ในระหว่างที่ข้าเดินใกล้เข้าไป
กลับพบว่าสองคนนั้นเหมือนกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ เยวี่ยซิ่วนั้นยังปาดนํ้าตาอยู่เลย พร้อมกับกำเงินอยู่หลายตำลึง ข้า
ประมาณดูแล้ว เงินนั้นน่าจะเป็นเบี้ยหวัดในหนึ่งเดือนเต็มๆ พี่ชิวหนิงว่าสองคนนั้นกำลังคิดทำอะไรกันเหรอ?”
ชิวหนิงยืนครุ่นคิดอยู่สักพักนึง ด้วยรู้ว่าชีวิตของบ่าวใช้นั้น ล้วนแล้วแต่เพิ่งเงินเบี้ยหวัดรายเดือนกันทั้งสิ้น เงิน
เบี้ยหวัดในแต่ละเดือนหมายถึงปากท้องและรายจ่ายของครอบครัว หากจะพูดให้ตรงจุดก็คือเป็นสิ่งที่ขาดมิได้เลยใน
แต่ละเดือน
เพราะฉะนั้น หากไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ย่อมไม่มีใครอยากจะเบิกเงินเบี้ยหวัดรายเดือนออกมา ยื่นให้กับคนอื่น
ชิวหนิงไม่ได้มีอคติต่อเยวี่ยหวาและเยวี่ยซิ่ว อย่างไรเสียก็มีเจ้านายคนละคนกัน ถ้าหากบ่าวใช้ไม่จงรักภักดี
ซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย คงเป็นบ่าวใช้ที่ดีไม่ได้ แต่สิ่งที่ชิวหนิงโกรธเคืองเยวี่ยหวามากที่สุด นั่นก็คือ นางยอมทรยศสหายรัก
อย่างเยวี่ยเจียได้ลงคอ
ชิวหนิงที่มองเยวี่ยเจียเหมือนเป็นน้องสาวแท้ของนางคนหนึ่ง จึงรู้สึกไม่สบายใจเป็นที่สุด ชิวหนิงคว้ามือเยวี่ยเจีย
และถลึงตาโต ถามขึ้น “เยวี่ยเจีย เจ้ายังไปมาหาสู่กับเยวี่ยหวาอยู่ไหม? เจ้าลืมเรื่องครั้งก่อนไปแล้วหรือ ว่านางทำร้าย
เจ้ายังไงบ้าง?”
เรื่องที่เยวี่ยหวาทำร้ายเยวี่ยเจียในครั้งก่อน จนถึงตอนนี้ชิวหนิงยังคงจำมิลืมเลือน ดังนั้น นางกลัวว่าคนที่ไร้เดียง
สาอ่อนต่อโลกอยากเยวี่ยเจีย อาจตกเป็นเหยื่อของเยวี่ยหวาเหมือนครั้งก่อน นางจึงพยายามคอยเตือนมิให้เยวี่ยเจียสนิท
ชิดเชื้อกับเยวี่ยหวามากเกินไป
เยวี่ยเจียได้ฟังดังนั้นพลันหน้าแดงในบัดดล นางหันหน้าเหล่ตามองไปที่ต้วนชิงหมิง ก่อนพูดละลํ่าละลักออกมา
“พี่ชิวหนิง อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ตอนนี้มานั่งคิดๆ ดู ข้ารู้สึกตัวเองโง่เขลายิ่งนัก… นับจากนี้ต่อไป จะไม่เกิดเหตุการณ์
แบบนี้ขึ้นอีกแล้ว เช่นเดียวกับเมื่อครู่ ที่ข้าถามพวกนางเพียงสองสามประโยค จากนั้นก็ขอตัวกลับโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้ง
สิ้น……”
จากนั้น สีหน้าของชิวหนิงก็คลายความโกรธลง และถามอย่างอดเสียมิได้ “พี่รู้สึกแปลกใจเหลือเกิน ที่เจ้าบอกว่า
หัวหน้าบ่าวใช้สองคนของคุณหนูรองยืนร้องไห้กันอยู่?”
ในจวนต้วนแห่งนี้ หัวหน้าบ่าวใช้มีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้คุณหนูในแต่ละเรือน จัดการชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้านาย
หัวหน้าบ่าวใช้จึงมีอำนาจรองมาจากเจ้านาย หากวันใดเจ้านายแต่งงานออกเรือนไป หัวหน้าบ่าวใช้จะกลายเป็นแขนขา
ของเจ้านายไปโดยปริยาย บัดนี้ เจ้านายคนเดียวทำให้หัวหน้าบ่าวใช้ร้องไห้ถึงสองคน ย่อมแสดงว่าในเรือนต้องเกิด
ปัญหาใหญ่ขึ้นเป็นแน่
ไม่ว่าในเรือนของต้วนอวี้หรานจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นก็ตาม ชิวหนิงไม่อยากรับรู้และไม่อยากแยแส เนื่องจาก
คนพวกนั้น เรื่องพวกนั้น ไม่เกี่ยวกับข้องกับนางและเยวี่ยเจียแม้แต่น้อย
ชิวหนิงครุ่นคิดอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “เอาล่ะ เรื่องนี้พี่ก็ไม่รู้จะบอกเจ้ายังไงดี บางทีคุณหนูรองแค่ระบาย
อารมณ์ใส่พวกนางเท่านั้น ไม่ก็พวกนางอาจทำบางอย่างผิด จึงต้องถูกลงโทษ… อย่างไรเสีย เรื่องในเรือนของคุณหนูรอง
เกิดนู้นเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ชิวหนิงตบเบาๆ ไปที่ไหล่ของเยวี่ยเจีย “เอาล่ะ เรื่องนี้ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา เจ้าทำเป็น
ไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน สิ่งที่เจ้าควรทำตอนนี้คือไปทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด……”
สิ่งที่เยวี่ยเจียอยากพูดออกมา กลับถูกชิวหนิงพูดสกัดไว้หมดแล้ว เยวี่ยเจียจำต้องเดินคอตกไปรินนํ้าชาให้ต้วนชิง
หมิง
หลังจากนั้น ชิวหนิงก็ต้องขอตัวออกไปก่อน เนื่องจากในเดือนนี้ ชิวหนิงได้หมุนมาทำหน้าที่เป็นคนดูแลบัญชี
ส่วนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มาดูแลบัญชีแทน จึงมีบางจุดที่ชิวหนิงยังไม่ค่อยเข้าใจจึงรีบกลับไปทำความเข้าใจก่อน
ถึงแม้เยวี่ยเจียได้กลายเป็นหัวหน้าบ่าวใช้ในเรือนต้วนชิงหมิงอีกคนแล้ว ทว่าด้วยอายุที่น้อย เรื่องต่างๆ จึงต้อง
อาศัยความช่วยเหลือและเรียนรู้จากชิวหนิงและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
ต้วนชิงหมิงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ กลับได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของบ่าวใช้ทั้งสองคนเมื่อครู่ทั้งหมด อีก
อย่าง เรื่องของต้วนอวี้หรานนั้น ต้วนชิงหมิงก็คอยจับตามาโดยตลอด
ในเวลานี้ เมื่อเห็นเยวี่ยเจียเดินคอตกเข้ามาด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย นางจึงอดไม่ได้ที่วางหนังสือในมือลง แล้ว
ยกมือขึ้นนวดขมับ “เยวี่ยเจีย ไหนเล่าเรื่องที่เจ้าพบเมื่อครู่มาให้ข้าฟังอย่างละเอียดหน่อยสิ”
เดิมที ต้วนชิงหมิงไม่อยากให้ความสำคัญต้วนอวี้หรานมากนัก ทว่าการที่หัวหน้าบ่าวใช้ทั้งสองของต้วนอวี้หรานอ
อกมาร้องห่มร้องไห้ ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอน ทำเอาต้วนชิงหมิงที่ไม่อยากยุ่งเรื่องเรือนอื่น เกิดอยากรู้ว่าเกิดเรื่อง
ใดขึ้นในเรือนต้วนอวี้หรานกัน
ทันทีที่ได้ยินต้วนชิงหมิงถามขึ้นอย่างห่วงใย สายตาของเยวี่ยเจียก็เปล่งประกายขึ้นมา เล่าเรื่องที่ได้พบเจอเมื่อครู่
อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ต้วนชิงหมิงเมื่อได้ฟังก็ขมวดคิ้วทั้งสองข้างขึ้น เอ่ยว่า “เยวี่ยเจีย เจ้าบอกว่าเห็นสองคนนั้นร้องห่มร้องไห้ จึง
ตัดสินว่าต้องเกิดเรื่องขึ้น… แต่เจ้าเคยคิดในมุมกลับกันหรือไม่ พวกนางอาจทำสิ่งของของเจ้านายเสียหายต้องชดใช้ หรือ
ไม่ก็เจ้านายอาจสั่งให้ไปทำบางอย่าง แต่พวกนางทำไม่ได้จึงแอบไปร้องไห้ที่นั่น?”
เมื่อเห็นสีหน้าของเยวี่ยเจียชะงักไป ต้วนชิงหมิงจึงมองไปทางหัวหน้าบ่าวใช้มือใหม่ “เยวี่ยเจีย การจะตัดสินเรื่อง
อะไรนั้น จะยึดเอาแต่เรื่องแปลกไม่ได้ หรือตัดสินเรื่องจากด้านเดียว เจ้าต้องมองเรื่องต่างๆ ให้ลึกลงไปอีกขั้น เข้าใจ
ไหม?”
เยวี่ยเจียก้มหน้าด้วยใบหน้าละห้อย ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
เยวี่ยเจียนั้นอ่านหนังสือมาน้อยมาก ในเวลานี้ก็ยังเริ่มเรียนตัวอักษรกับต้วนชิงหมิงและชิวหนิง ดังนั้น พอถูกคนมี
ความรู้กว้างขวางอย่างต้วนชิงหมิงบอกกล่าว เยวี่ยเจียจึงมิกล้าโต้เถียงด้วยประการทั้งปวง
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าเยวี่ยเจียเป็นคนหัวรั้นเชื่ออะไรยาก หากมีเรื่องใดที่ไม่เข้าใจ เยวี่ยเจียจะครุ่นคิดหาคำตอบ
จนกว่าจะออก ฉะนั้น ต้วนชิงหมิงที่เหนื่อยล้าจากการอ่านหนังสือ จึงถือโอกาสนี้อบรมสั่งสอนไปแทน
“คุณหนูพูดออกมาถูกต้องทั้งหมดเจ้าค่ะ เพียงแต่คุณหนูอาจยังมิทราบ บ่าวกับเยวี่ยหวาเกิดและเติบโตมาจาก
หมู่บ้านเดียวกัน และถูกขายไปพร้อมกัน จากนั้นจึงอยู่ด้วยกันมาโดยตลอด เยวี่ยหวาดูแลบ่าวเป็นอย่างดี มีอะไรอร่อย
มีอะไรดี จะไม่ลืมเอามาแบ่งบ่าวเลย แต่หลังจากที่เข้ามาจวนต้วนด้วยกันแล้ว……” เยวี่ยเจียหน้าละห้อยหา
ทันใดนั้น เยวี่ยเจียพลันคิดถึงเรื่องในครั้งก่อนขึ้นมาได้ นางรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่เขลา จึงสงบปากสงบคำไม่เอ่ย
วาจาออกมา
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้น ส่งอมยิ้มไปทางเยวี่ยเจีย “เยวี่ยเจีย เจ้าอยากพูดอะไรอีกกันแน่?”
ในบรรดาหัวหน้าบ่าวใช้ ชิวหนิงเป็นคนสงบเสงี่ยมและมีสติมากที่สุด เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์นิสัยตรงไปตรงมา จัดการ
ตัดสินใจเรื่องทุกอย่างได้เด็ดขาด มีเพียงแต่เยวี่ยเจียที่นิสัยไร้เดียงสา และยังดูโง่เขลาอีกจึงได้รับความสงสารจากต้วนชิง
หมิงค่อนข้างมาก