การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 631 ต้วนอวี้สืบหาความจริง
ระหว่างที่ถกเถียงกันอยู่นั้น ด้านนอกมีเสียงเคร่งขรึมดังขึ้นมา “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไร? รีบปล่อยคุณหนู
รองเดี๋ยวนี้”
เมื่อต้วนอวี้หรานเห้นต้วนเจิ้งเดินเข้ามา นางรีบเรียกอย่างรวดเร็ว “ท่านพ่อ ท่านพ่อรีบช่วยลูกด้วย… เซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์จะฆ่าลูกแล้ว”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เห็นต้วนเจิ้งมาถึง นางจึงยอมปล่อยมือและทิ้งปินลงกับมือ จากนั้นรีบคุกเข่า “ฟึบ” ลงไปกับพื้น
ด้วยสีหน้าซีดเผือดไม่กล้าพูดสิ่งใด
ต้วนเจิ้งจ้องมองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้ากล้าจับเจ้านายโดยใช้ปินข่มขู่
อย่างนั้นหรือ… ใครเป็นคนสั่งให้เจ้าทำแบบนี้?”
หรือว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนออกคำสั่งให้เจ้าทำ?
ต้วนอวี้หรานคัดปากยิบๆ อยากพรวดออกไปว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนสั่งการ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่เปียมด้วยความ
โกรธ นางจึงไม่พูดออกมา
ไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาโทษใคร สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการทำให้ต้วนเจิ้งเชื่อคำพูดของนาง โดยที่เซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์เป็นคนผิด
เมื่อต้วนอวี้หรานหลุดออกจากอ้อมอกของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ นางก็รีบถีบส่งไปอย่างแรงอีกครั้ง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เจ็บปวด
ไปทั้งตัว แต่ยังคงยืนหยัดที่จะคุกเข่าโดยไม่ขยับเขยื้อน จากนั้นต้วนอวี้หรานรีบวิ่งเข้าโผสู่อ้อมกอดของต้วนเจิ้ง ร้องไห้
เสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านพ่อ ในที่สุดก็มาแล้ว หากมาช้ากว่านี้อีกนิด คงไม่ได้พบหน้าลูกสาวคนนี้อีกแล้ว”
ต้วนเจิ้งอุ้มต้วนอวี้หรานขึ้นมา พร้อมกับถามอย่างสงสัย “หรานเอ๋อร์ ทำไมเจ้าไม่อยู่ที่เรือนตัวเอง มาทำอะไรที่
เรือนพี่สาวอย่างนั้นหรือ?”
ถูกต้องแล้ว! ที่นี่อยู่ในบริเวณเรือนของต้วนชิงหมิง แต่คนที่เกิดเหตุกลับเป็นต้วนอวี้หราน ฉะนั้น ต้วนเจิ้งยังมิอาจ
ตัดสินได้ว่าใครถูกใครผิดกันแน่
ต้วนอวี้หรานส่งสายตาออดอ้อนน่าสงสาร “ลูกมาหาท่านพี่ แต่ท่านพี่ไม่อยู่ จึงถามเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ กลับนึกไม่ถึงว่า
พูดยังไม่ถึงสามประโยค นางก็ดูถูกดูแคลนลูก ลูกจึงอยากพูดคึยให้กระจ่าง แต่ว่านางกลับจับลูกเป็นตัวประกันเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานยื่นมือชี้หน้าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ พลางพูดให้ต้วนเจิ้งรับทราบ “ท่านพ่อ โบยนางให้ตายไปเลยเจ้าค่ะ จะได้
ไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้บ่าวใช้คนอื่นทำกำเริบเสิบสานต่อเจ้านาย”
ต้วนเจิ้งไม่ได้ว่าอะไร ทันใดนั้น มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง “โอ้โห ช่วงนี้พี่รองอารมณ์รุนแรงถึงเพียงนี้ ทำไมอ้า
ปากก็เอาแต่โบยให้ตาย ตีให้ตายด้วย หรือว่าพี่รองทำเรื่องแบบนี้จนชินชาไปแล้วหรือ?”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยการเสียดสีและดูแคลน อีกทั้งนํ้าเสียงก็จี้ใจดำของต้วนอวี้หรานเข้าเต็มๆ คนคนนั้นถ้าไม่ใช่ต้
วนอวี้แล้วจะเป็นใครได้
ต้วนอวี้หรานรีบหันหน้ามองหาต้นเสียง จากนั้น นางเห็นต้วนอวี้กำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างไว้มาด
แสงตะวันในหน้าร้อน สาดแสงส่องตรงเข้าใบหน้าที่เย็นชาของต้วนอวี้ เขาก้าวเดินเข้ามาไม่รีบไม่ร้อน ทว่าต้วนอ
วี้หรานกลับผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนจะถามเสียงอ่อมแอ่มขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์มาที่นี่ได้ยังไงเหรอ?”
ต้วนอวี้หรานมีลางสังหรณ์ในใจขึ้นมา ทุกครั้งที่ได้พบหน้าต้วนอวี้ นางจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ฉะนั้น ต้วนอวี้หราน
จึงรีบพูดกันไม่ให้ต้วนอวี้เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ขอเพียงต้วนอวี้ไม่อยู่ที่นี่ แผนการของนางก็จะราบรื่นสมเร็จโดยง่าย
ต้วนอวี้ไม่สนใจคำพูดของต้วนอวี้หรานแม้แต่น้อย เขาเดินเข้ายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าต้วนเจิ้ง ทำความเคารพอย่างถูก
ต้องงดงาม เปล่งวาจาว่า “ลูกคารวะท่านพ่อขอรับ”
ในช่วงนี้ เนื่องจากตู้ชิงหรวนยังปั่วยอยู่ ต้วนเจิ้งจึงพบหน้าต้วนอวี้น้อยลง แต่เรื่องการคำสัญญาระหว่างต้วนอวี้
กับเชวียหย่งเฉียง กับเรื่องการอ่านหนังสือเตรียมสอบ ต้วนเจิ้งรับรู้ทั้งหมด
ที่สำคัญการเป็นคนกลางคอยผสานกาวใจให้ต้วนเจิ้งกับตู้ชิงหรวน ทำให้ต้วนเจิ้งประทับใจในตัวบุตรชายคนนี้
เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ในเวลานี้ ต้วนเจิ้งมองดูบุตรชายเพียงคนเดียวเติบโตขึ้นแล้ว ใบหน้าที่เคร่งขรึมดุดัน กลับมีรอยยิ้มเผยออกมา “อ
วี้เอ๋อร์มาได้ยังไงเอ่ย?”
ต้วนอวี้ตอบเสียงเรียบ “้เรียนท่านพ่อขอรับ อวี้เอ๋อร์อ่านหนังสือจนเหน็ดเหนื่อย เลยมาเดินผ่อนคลายอารมณ์ที่
สวนดอกไม้ แต่กลับได้ยินเรือนของพี่ใหญ่มีเสียงดังเอะอะโวยวายขึ้น ลูกจึงรีบเดินมาดูทางนี้ขอรับ”
ต้วนเจิ้งเห็นใบหน้าที่ซูบผอมลงของต้วนอวี้ จึงพูดอย่างห่วงใย “อวี้เอ๋อร์ การที่เจ้าเป็นห่วงท่านพี่เป็นเรื่องที่ดี
การอ่านหนังสือก็ต้องทำ แต่อวี้เอ๋อร์ต้องดูแลสุขภาพให้ดีด้วย อย่าหักโหมจนร่างกายดูทรุดโทรมแบบนี้”
คำพูดของต้วนเจิ้งมีนัยยะแฝงอยู่ เขาต้องบอกต้วนอวี้ ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ร่างกายและตัวเขาสำคัญเป็นอันดับ
แรก
ต้วนอวี้ได้ฟังรีบตอบรับทันที “ขอรับท่านพ่อ”
หลังจากนั้น เขาถอยหลังไปสองก้าว มายืนด้านข้างของต้วนเจิ้ง เอ่ยถามขึ้น “ท่านพ่อ เมื่อครู่ลูกได้ยินว่าเซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์จับคุณหนูรองเป็นตัวประกันอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว เรื่องนี้ยังเกิดขึ้นในเรือนของพี่ใหญ่อีก… ปกติ บ่าวใช้ของพี่ใหญ่ล้วนแล้วแต่ผ่านการอบรมมารยาทกับพี่
ใหญ่มาเป็นอย่างดี แต่นี่กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นได้” ต้วนเจิ้งขมวดคิ้ว
“ประโยคที่ว่า ยามที่กระต่ายจนมุมสามารถกัดคนได้เหมือนกัน” ต้วนอวี้พูด
ต้วนเจิ้งจึงหันหน้าไปมองต้วนอวี้หรานอย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นนางแสดงความน่าสงสารออกมาทางแววตา
ราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาจึงอดมิได้ที่จะไถ่ถาม “แต่พี่รองของเจ้า คงมิน่ามาหาเรื่องถึงเรือนพี่ใหญ่กระมัง?”
โดยปกติแล้ว หาดต้วนชิงหมิงอยู่ที่เรือน ต้วนอวี้หรานแทบไม่กล้าย่างกรายเข้ามาเลย แต่เรื่องเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จะ
อธิบายยังไง พูดได้ว่าเรื่องนี้ทำให้ต้วนเจิ้งถึงกับปวดขมับอย่างมาก
ต้วนอวี้อยู่ๆ ได้หัวเราะขึ้นมา “มิทราบว่า ท่านพ่อจะยอมให้ลูก สืบสาวหาความจริงแทนท่านพ่อหรือไม่ขอรับ?”
“ห๊ะ… อวี้เอ๋อร์มีวิธีสืบหาความจริงได้แล้วเหรอ?”
การที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จับเจ้านายมาเป็นตัวประกันถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่จากนิสัยของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ที่มีความ
ซื่อสัตย์ภักดีต่อต้วนชิงหมิง บางทีอาจเป็นต้วนอวี้หรานเป็นคนหาเรื่องเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ จนนางโกรธเคืองขึ้นมาก่อน แต่ไม่
ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มิสามารถจับเจ้านายคนใดคนหนึ่งมาเป็นตัวประกันได้ ถ้าทุกคนทำตามแบบอย่างนี้
ก็มิต่างกับการคิดทำร้ายและต่อต้านเจ้านาย
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วขึ้น พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ด้วยความไม่สบอารมณ์
ต้วนอวี้ชี้ไปที่บ่าวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ถามเสียงเรียบขึ้น “ไม่ทราบว่าท่านพ่อสังเกตเห็นหรือไม่ขอรับ พวกนางต่าง
ถือกระบองมาด้วยกันหมดขอรับ”
ต้วนเจิ้งมองตามนิ้วที่ชี้ไปของต้วนอวี้ ประจวบเหมาะกับเห็นบ่าวใช้กำลังซ่อนไม้ที่อยู่ในมือไว้ด้านหลัง เขาจึง
ตวาดเสียงดังขึ้น “บังอาจนัก พวกเจ้าถือไม้เข้ามาในเรือนของคุณหนูใหญ่เพื่อทำอะไรกัน?”
เมื่อบ่าวใช้พวกนั้นเห็นต้วนอวี้ตวาดเสียงดัง ต่างรีบโยนไม้จากมือ และคุกเข่า “ฟึบ” ลงกับพื้นวิงวอนร้องขอทันที
“นายท่านไว้ชีวิตด้วย นายท่านไว้ชีวิตด้วยพวกบ่าวเจ้าค่ะ!”
ระหว่างที่ต้วนเจิ้งกำลังจะอ้าปากพูด ต้วนอวี้ได้ตัดหน้าถามขึ้นพอดี “ท่านพ่อ ลูกอ่านหนังสอมาหลายวัน รู้สึก
เหนื่อยล้าอยู่มิน้อย แต่ก็พอจำหลักเหตุผลมาได้บ้าง มิทราบว่า เรื่องในวันนี้ ท่านพ่อจะยกให้ลูกจัดการได้หรือไม่
ขอรับ?”
ทันทีที่ต้วนอวี้หรานได้ฟังก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว นางหวาดกลัวต้วนเจิ้งจะลงโทษก็จริง แต่กลับกลัวต้วนอวี้
มากกว่า……
อันที่จริง ต้วนอวี้หรานรู้สึกว่าต้วนอวี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ราวกับเป็นคนละคน แม้ต้วนอวี้จะฉีกยิ้มในทุกวัน
แต่ภายใต้รอยยิ้มกลับแฝงไปด้วยความชั่วร้าย ที่ใครเห็นเป็นอันต้องหวาดกลัวด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับต้วนอ
วี้หรานแล้ว นางแทบไม่ได้พูดจากับต้วนอวี้เลย หากพบหน้าโดยบังเอิญมักจะเลี่ยงเดินไปคนละทาง แต่ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่
เมื่อใดกัน ไม่ว่าต้วนอวี้หรานคิดทำสิ่งใด ต้วนอวี้สามารถอ่านจนทะลุปรุโปร่งทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ต้วนอวี้หรานในเวลานี้ กลับกลัวต้วนอวี้หรานยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องนี้ที่สุด
ต้วนอวี้หรานก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว พูดว่า “ท่านพ่อ เรื่องนั้น……”
ระหว่างที่ต้วนอวี้หรานกำลังจะพูดต่อ กลับถูกต้วนอวี้พูดแทรกขึ้นโดยไม่สนใจ เขาหันหน้ามองไปทางต้วนเจิ้ง
พูดอมยิ้มขึ้นมาว่า “ท่านพ่อมักชมพี่ใหญ่เรื่องจัดการดูแลจวนต้วนได้ดี อวี้เอ๋อร์ได้ยินแล้วก็นึกอิจฉาอยู่มิน้อย จึงหาเวลา
มาเรียนรู้กับพี่ใหญ่อยู่บ้าง… ตอนนี้ อวี้เอ๋อร์อยากแสดงฝีมือให้ท่านพ่อได้เห็นบ้าง อย่างไรเสีย ท่านพ่อก็ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
กันพอดี จะได้ช่วยตัดสินว่าอวี้เอ๋อร์จัดการเรื่องนี้ได้เหมาะสมถูดต้องหรือไหม หากมีตรงไหนที่ยังไม่สมบูรณ์ ท่านพ่อจะ
ได้ช่วยชี้แนะให้อีกทางขอรับ”
ใบหน้าแย้มยิ้มและสายตาที่จริงใจของต้วนอวี้ ทำให้ต้วนเจิ้งปฏิเสธไม่ลง ชั่วพริบตาเดียว ในหัวของต้วนเจิ้งแวบ
หน้าของต้วนชิงหมิงกับติงโหรวขึ้นมาพร้อมกัน… เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินฮูหยิน เผลอแวบเดียว ลูกๆ ของเราก็
เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
`