การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 636 ความกลัดกลุ้มของต้วนอวี้
ต้วนอวี้สามารถไม่แยใจชื่อเสียงฉาวโฉ่ของต้วนอวี้หราน รวมไปถึงความเป็นความตายของนาง แต่ว่าเขามิอาจ
ปล่อยต้วนชิงหมิงพลอยโดนผลกระทบไปด้วยได้ เพราะฉะนั้น ต้วนอวี้กำลังช่างใจขึ้นผลได้ผลเสียทั้งหมด และตัดสินใจ
ว่าชื่อเสียงต้วนอวี้หรานยังมิอาจฉาวโฉ่ได้
จือหยางไม่ได้คิดลุ่มลึกถึงจุดนี้ ด้วยเพราะการท่องอยู่ในใต้หล้า การแก้แค้นมักจบด้วยการตัดสินจากดาบ
ต้วนอวี้จึงเดิน
ต้วนอวี้ยังคงเดินต่อไปโดยไร้จุดหมาย กว่าจะได้สติเขาก็เดินผ่านสวนดอกไม้ ไปทะลุถึงหน้าประตูฉุยฮวา จา
กนั้นต้วนอวี้เงยหน้ารำพันขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เห้อ จือหยาง เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง… ช่วงนี้ มีข่าวคราว
อะไรเกี่ยวกับเขาส่งมาบ้าง?”
จือหยางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “คุณชายต้วน กระผมขอพูดตรงๆ ช่วงนี้ไม่มีข่าวคราวขององค์ชายมาเลย
ขอรับ……”
จากนั้นจือหยางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อไปว่า “เพียงแต่ว่า องค์ชายสามได้พาองครักษ์ยอดฝีมือที่มี” สุ่ย
“อยู่ในชื่อติดตามไปด้วย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น คนพวกนั้นสามารถรับมือได้สบายขอรับ”
ถึงแม้สิ่งนี้จะออกมาจากจือหยางก็จริง แต่คนพูดและคนฟังยังไม่มีความแน่ใจเต็มร้อย ว่าจะไม่เกิดเรื่องขึ้นอย่างที่
เขาพูดมา
เนื่องจากสภาพร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ ไม่รู้ว่าต้องระหกระเหินไปอีกนานเพียงใด ถึงจะตามหายาถอนพิษเจอ
ตอนนี้แม้แต่ต้วนอวี้เอง ก็เริ่มเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว
จือหยางและต้วนอวี้ต่างเงียบสงบไม่มีใครเอ่ยวาจา จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุด ต้วนอวี้ก็ถอนหายใจ
ออกมา “เอาล่ะ โบราณว่าคนดีผีคุ้ม คนอย่างองค์ชายสามจะต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน……”
จือหยางยังรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยและร้อนใจยิ่ง ต้วนอวี้จึงบอกเขาว่า เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องไม่เป็นไรอะไร ต้องไม่เกิด
เรื่องร้ายกับเขาแน่นอน
ทิศทางที่ต้วนอวี้เดินไปนั้น ดูเหมือนกำลังเป็นทางไปด้านนอกจวน
จือหยางกะพริบตาด้วยความงุนงง “องค์ชายใหญ่จะไปไหนขอรับ?”
ต้วนอวี้ยังคงเดินไปพึมพำไป โดยไม่ได้สนใจที่จือหยาง “วันนี้ ท่านพี่ต้องไปจวนเนี่ย หนิงหรานต้องอยู่ที่นั่น… ไม่
ได้การแล้ว ข้าต้องแอบไปดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย”
เเต่เมื่อเขาก้าวขาออกไปได้เพียงสองก้าว กลับชะงักลงไปดื้อๆ เขาส่ายหน้าไปมา “เห้อ ไปไม่ได้แล้ว ข้าสัญญากับ
เชวียหย่งเฉียงไปแล้ว จะไม่พบหน้าหนิงหราน ก็ต้องทำตามที่พูดไว้… อีกแค่ไม่กี่เดือน หลังสอบเสร็จ ข้าก็ได้พบหน้าแล้ว
อดทนอีกหน่อยแล้วกัน……”
เมื่อต้วนอวี้หยุดก้าวไปด้านหน้า ก็ถอยหลังลงมาสองก้าว เขายึกๆ ยักๆ เดินหน้าถอยหลังอยู่อย่างนั้น ทำเอาจือ
หยางตาลายไปหมดแล้ว จือหยางเคยเห็นคนลังเลใจมามาก แต่ไม่เคยพบเจอคนที่มีท่าทางลังเลใจแบบนี้เหมือนต้วนอวี้
มาก่อน จึงมิรู้ควรใช้วิธีใดรับมือดี
เมื่อพูดจบลงประโยคหนึ่งแล้ว จือหยางก็รู้สึกลำบากใจแทนต้วนอวี้
ในระหว่างนั้นเอง เสียงของเถี่ยเฟิงได้ดังขึ้น “คุณชายใหญ่ นายท่านรออยู่ที่ห้องอ่านหนังสือขอรับ… เชิญคุณชาย
ใหญ่ ตามกระผมมาทางนี้ขอรับ”
ต้วนอวี้รับคำ เดินกลับหลังหันตามเถี่ยเฟิงไปที่ห้องอ่านหนังสือ
พอมาถึงห้องอ่านหนังสือ ต้วนเจิ้งได้ยกถ้วยนํ้าชาขึ้นจิบ ด้วยความโมโหที่ยังหลงเหลืออยู่ ในเวลานี้ เห็นใบหน้าที่
ต้วนอวี้แล้ว ต้วนเจิ้งจึงผ่อนคลายลงมาก และพูดขึ้น “อวี้เอ๋อร์มานั้งตรงนี้ มาคุยกับพ่อก่อน”
ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต้วนเจิ้ง ทำได้แต่เอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของต้วนเจิ้ง เขาจึงตอบรับอย่างเชื่อฟัง
“ได้ขอรับท่านพ่อ การที่ได้พูดคุยกับท่านพ่อ เป็นความสุขของลูกขอรับ”
ต้วนเจิ้งอมยิ้มอย่างเบิกบาน “อวี้เอ๋อร์วิชาปากหวานนี่ ไปเรียนมาจากหมิงเอ๋อร์หรือเปล่า?”
“มีเรื่องนี้ที่ไหนกันล่ะท่านพ่อ ลูกพูดออกมาจากใจขอรับ” ต้วนอวี้ยู่ปาก
ต้วนอวี้จึงหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ พูดมาจากใจ พูดออกมาจากใจก็ดีแล้ว”
“เหตุใดท่านพ่อถึงกลับมาวันนี้ละขอรับ? ท่านปั้าตู้เป็นยังไงบ้าง? ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือยังขอรับ?” ต้วนอวี้ถาม
เปลี่ยนความสนใจ
ครั้งนี้ ต้วนเจิ้งไปหาหมอรักษาโรคกับตู้ชิงหรวน การไปครั้งนี้ขอช่วยออกแรงกาย ออกแรงเงินเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง
ที่ตู้ชิงหรวนเป็นให้หายดี ส่วนอาการของนางเป็นอย่างไรนั้น ต้วนอวี้ยังไม่รู้ เพราะต้วนเจิ้งกล่าวเพียงสั้นๆ ถ้าตู้ชิงหรวน
ยังรักษาไม่หาย จะไม่กลับมาพบหน้าต้วนอวี้
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดออกมา ต้วนเจิ้งก็เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมาบนหน้า ก่อนพูดขึ้น “ได้ยินชายชราบอกว่า ปั้า
ตู้โดนอากาศเย็นมานาน จนโรคเก่าที่เป็นกำเริบขึ้นมา อีกทั้งยังมีโรคทางใจซํ้าเติมไปอีก การรักษาจึงเป็นไปได้ยาก ช่วง
เวลานี้ ชายชราพยายามรักษาอย่างเต็มที่ พ่อได้ไปอยู่ดูแลมา เวลานี้ปั้าตู้อาการดีขึ้นมิน้อยแล้ว”
ต้วนอวี้ได้ฟังก็พยักหน้ารับทราบ “อย่างนั้นค่อยวางใจได้หน่อยขอรับ”
ชายชราคนนั้น ปกติเวลาไม่มีอะไรทำ ชอบคุยโวถึงความเก่งกาจของตัวเขาเอง มาครั้งนี้ ถ้ารักษาตู้ชิงหรวนจน
หายดี มีหวังต้องมาคุยอวดต้วนอวี้เป็นการใหญ่
ต้วนเจิ้งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ พูดขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์ เรื่องของเจ้ากับคุณหนูเชวีย พ่อได้ยินได้ฟังมาแล้ว… ตอนนี้ พ่อ
อยากถามแค่ว่า เจ้าจริงจังใช่ไหม?”
ถ้าต้วนอวี้เอาจริง ต้องสอบจอหงวนให้ได้ จากนั้นค่อยไปพูดคุยตกลงหมั้นหมาย จึงถือว่าเรื่องนี้ได้เห็นพ้องทั้ง
สองฝั่าย จากนั้นไม่กี่ปีที่เจ้าโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็สามารถแต่งเชวียหนิงหรานได้ทันที
ต้วนอวี้ได้ยินก็ยิ้มทันใด “หนิงหรานเป็นสตรีที่ลูกอยากแต่งด้วยเพียงคนเดียว เหตุใดลูกจะไม่จริงจังละขอรับ?”
ต้วนเจิ้งนึกไม่ถึงว่าต้วนอวี้จะตอบจากใจจริงแบบนี้ เขาจึงถามต่อ “ในเมื่อจริงจังแบบนี้ อวี้เอ๋อร์คิดมาบ้างหรือ
อายุเจ้ายังน้อย แต่คุณหนูเชวียกลับโตเป็นสาวใหญ่แล้ว ไม่กี่ปีรูปโฉมของนางย่อมไม่สวยแบบนี้ ถึงตอนนั้นยังจะชอบ
นางอยู่ไหม?”
หลังจากนั้น ต้วนเจิ้งชะงักไปชั่วขณะ ก่อนพูดต่อไปว่า “อวี้เอ๋อร์ พ่ออยากเตือนเจ้าเสียหน่อย หากคุณหนูเชวีย
ยอมแต่งด้วยนับเป็นวาสนาของเจ้า ส่วนเจ้าจะรับอนุมากเสียกี่คน ยังไงก็ต้องเคารพนางที่สุด เข้าใจไหม……”
ยังไม่ทันที่ต้วนเจิ้งจะพูดจบ ต้วนอวี้ก็พรวดลุกขึ้น หันไปพูดออกโกรธๆ “ท่านพ่อมองอวี้เอ๋อร์เป็นคนแบบไหนกัน
ขอรับ? หรือว่าการรักใครสักคนไปตลอดชีวิตจะทำไม่ได้ อีกอย่างลูกรับปากหนิงหรานไปแล้ว ชาตินี้จะรักนางเพียงคน
เดียว ไม่รับอนุภรรยาแม้แต่คนเดียวขอรับ”
ต้วนเจิ้งตกใจจนลมแทบจับ “อวี้เอ๋อร์พูดว่าอะไรนะ?”
ต้วนอวี้อยากแต่งกับสตรีที่อายุมากกว่าถึงหกปีก็ยังพอทำเนา มาตอนนี้กลับบอกจะรักนางเพียงผู้เดียวไปตลอด
ทั้งชีวิต บุตรชายภรรยาเอกเพียงคนเดียวของจวนต้วน กลับกล้าพูดคำเช่นนี้ออกมา อย่างนั้น จวนต้วนคงไร้ลูกหลานสืบ
สกุล
ต้วนอวี้จ้องไปที่ต้วนเจิ้งตอบกลับว่า “ท่านพ่อ อวี้เอ๋อร์รับปากหนิงหรานไปแล้ว ว่าจะรักและมีนางเพียงผู้เดียว
ไปทั้งชีวิตขอรับ”
ต้วนเจิ้งกวาดสายตามองต้วนอวี้ขึ้นลง จากนั้นส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “อวี้เอ๋อร์อายุยังน้อย บางเรื่องอาจยัง
ไม่เข้าใจ คำสัญญาจะพูดพล่อยๆ มิได้”
ต้วนอวี้อายุเพิ่งจะเจ็ดปี หากโตเป็นวัยรุ่นมากกว่านี้ คำสัญญาในตอนนี้คงเป็นเพียงคำพูดเล่นของเด็กอมมือ ที่ไม่
อาจทำได้อย่างที่สัญญาไว้ เนื่องจากการสัญญารักใครเพียงคนเดียวไปทั้งชีวิต จะต้องใช้ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ
การให้อภัยและพึ่งพากัน