การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 639 พบหน้าหรือไม่พบดี
เนี่ยไฉ่เยวี่ยฟังแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา “ชิงหมิงยังเป็นห่วงหนิงหราน ที่มิอาจออกจากจวนเชวียได้ สงสัย
หนิงหรานคงอยากเจอพวกเราสองคนบ้างแหละ”
ตั้งแต่เด็กเนี่ยไฉ่เยวี่ยถูกฮูหยินเนี่ยดูแลติดตามอยู่ตลอด ส่วนการออกจากจวนไปไหนมาไหนได้ เพิ่งจะเริ่มมาไม่กี่
ปีมานี้เอง นางจึงเข้าใจหัวอกของเชวียหนิงหรานที่ที่ต้องถูกกักอยู่ในจวน ดังนั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยจึงอยากนัดเชวียหนิงหรานอ
อกมาพบหน้า เพื่อเป็นเพื่อนพูดคุย
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงได้ยินก็ยิ้มอย่างสุขใจ “เอาล่ะ รออีกสองสามวัน พวกเราค่อยไปจวนเชวีย ถ้าให้ข้าไปคน
เดียวคงทำตัวไม่ถูก”
หากต้วนชิงหมิงไปจวนเชวียลำพัง จวนเชวียคงต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยกลัวนางจะนำบางเรื่อง
ไปบอกเชวียหนิงหราน หากต้วนชิงหมิงต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ มิสู้มีสหายอย่างเนี่ยไฉ่เยวี่ยไปเป็นเพื่อนค่อยอุ่นใจ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหันมาถามขึ้นทันใด “ชิงหมิง ความหมายของเจ้าคือ ท่านปั้าเชวียกำลังช่วยรักษาคำสาบานที่อวี้เอ๋อร์
ได้ลั่นวาจาเอาไว้กับหนิงหราน… อย่างนั้น คุณปั้าเชวียก็เหมือนอยากได้ลูกเขยคนนี้อยู่กรายๆ นะสิ?”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ยิ้มๆ ในใจและไม่กล่าวรายละเอียดมากไปกว่านี้แล้ว
อย่างไรเสีย นี่เป็นเรื่องของจวนเชวียกับจวนต้วน เนี่ยไฉ่เยวี่ยถือเป็นคนนอกสำหรับเรื่องนี้ หากรู้เรื่องมากไปเกรง
ว่าอาจมิใช่เรื่องดี อีกอย่าง เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็มีเรื่องวุ่นวายที่ยังแก้ไขไม่จบ หากมีเรื่องอื่นเข้ามากวนใจคงจะไม่ดี
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ต้วนชิงหมิงหันไปยิ้มให้เนี่ยไฉ่เยวี่ย “ข้าว้าท่านปั้าเนี่ยอาจยอมรับอวี้เอ๋อร์เป็นเคยเหมือนที่พี่
ไฉ่เยวี่ยพูดมาแล้ว เพียงแต่หนิงหรานกำลังเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สมบัติจวนเนี่ย ในส่วนที่เป็นของนางออกมา”
ต้วนชิงหมิงพูดยังไม่ถึงครึ่ง ทันใดนั้นได้พูดเสียงสูงขึ้น “โอ้โห ไฉ่เยวี่ยไม่เจอหน้าไม่เท่าไหร่ กลับคิดอยากหา
ลูกเขยให้จวนเนี่ยแล้วหรือ ถ้าท่านปั้าเนี่ยมาได้ยินที่เจ้าพูด อย่ามาใส่ร้ายว่าข้าเป็นสอนเจ้าล่ะ……”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด “ชิงหมิง เจ้านี่ร้ายจริงเชียว ข้าเรียกเจ้ามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือ… นึกไม่ถึงเข้า
กลับมาหัวเราะเยาะข้าซะนี่?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยรีบใช้มือเข้าไปจั๊กจี้ต้วนชิงหมิง ต้วนชิงหมิงรีบหลบซ้ายหลบขวา พูดขึ้น “ชิงหมิงจะช่วยอะไรเจ้าได้
คนโง่เขลาอย่างข้า กลัวทำให้เรื่องวุ่นวายเสียมากกว่า!”
ทั้งสองคนพูดไปพลาง หัวเราะไปพลางอย่างมีความสุข จนมาถึงเรือนเนี่ยไฉ่เยวี่ย… ทั้งสองคนรีบเข้าไปแต่งหน้า
ผลัดแปั้งให้เรียบร้อย ก่อนเข้าไปคารวะอวยพรวันเกิดท่านย่าเนี่ย
ระหว่างทางที่ต้วนชิงหมิงกำลังเดินไป ก็เห็นบรรดาบ่าวใช้ต่างกุลีกุจอกันขวักไขว่ จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “พี่
เนี่ยเกิดอะไรขึ้นกัน? ดูเหมือนในจวนจะวุ่นวายเอาเรื่องเลย?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยิ้มออกมา “ชิงหมิงอาจยังไม่รู้ว่า ท่านย่าค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามากที่สุด ฉะนั้น เมื่อ
กำหนดเวลาไว้แล้ว ทุกคนควรต้องไปก่อนเวลาอยู่เสมอ”
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่อย่างแวบหนึ่งก่อนพูดขึ้น “เป็นอย่างนี้นี่เอง ชิงหมิงเข้าใจแล้ว”
ท่านย่าเนี่ยเป็นคนที่เจ้าระเบียบ และมักวางแผนล่วงหน้าเสมอ พอจะทำสิ่งใดยอมเป็นเรื่องง่ายไปเลย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยจู่ๆ ถอนหายใจออกมา
ต้วนชิงหมิงจึงถามอย่างแปลกใจ “ไฉ่เยวี่ยเปั้นอะไรไป?”
“ชิงหมิงอาจยังมิทราบ วันนี้คนที่มาอวยพรงานวันเกิดของท่านย่ามีมากมาย รวมถึงคนในวังก็มาร่วมงาน ฉะนั้น
ในจวนจะต้องเตรียมงานให้เรียบร้อยตั้งแต่ฟั้ายังไม่สาง รวมทั้งบรรดาอี๋เหนียง และลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงของข้า ต่างต้อง
ยืนประจำที่ เพื่อรอต้อนรับท่านย่า” เนี่ยไฉ่เยวี่ยตอบเสียงเรียบ
ต้วนชิงหมิงพูดยิ้มๆ ออกมาว่า “มีคนกระตือรือร้นก็ดีแล้ว พวกเราจะได้มายืนดูสนุกอยู่ห่างๆ”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยแอบมองตาขวาง “ชิงหมิงคิดง่ายไปหน่อย ทุกคนต่างใช้ตำแหน่ง ฐานะความสุงศักดิ์เปรียบเทียบกัน
ต่างหาก”
“ทุกคนจะต้องพยายามใช้โอกาสในการเหยียบคนที่ตํ่ากว่าให้จมดิน และยกชูคนที่สูงเหมือนกัน” ต้วนชิงหมิงพูด
เนี่ยไฉ่เยวี่ยรีบพยักหน้ารับ “ดังนั้น ชิงหมิงควรเข้าใจนะว่า วันนี้ข้าจะต้องเป็นหินที่ถูกคนอื่นเหยียบให้จมดินไป”
“พี่ไฉ่เยวี่ย หินนั้นมีหลายประเภท คนพวกนั้นแม้อยากเหยียบพี่ให้จมดิน แต่ถ้าหินที่อยู่หลังฝนตกย่อมลื่น ข้าว่า
พวกนางยืนไม่ดี มีหวังหกคะเมนตีลังกา หน้าทิ่มไปกับพื้นอย่างไม่ต้องสงสัย”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยตบมือชอบใจ “ถูกแล้ว ถูกแล้ว ทำไมข้าถึงลืมไปได้ คนที่ยืนอยู่บนหินอาจล้มลงไปได้ ครั้งนี้ พวกเรา
ทำให้พวกนางล้มหน้าหงาย จะได้ลดความโอหังลงบ้าง”
ต้วนชิงหมิงจับไปที่มือของเนี่ยไฉ่เยวี่ย “พี่ไฉ่เยวี่ยวางใจได้ ข้ามาวันนี้เพื่อมาดูการแสดงกับพี่นี่แหละ”
การแสดงนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องมีคนร้อง คนเต้น คนบรรเลงเพลง มิอย่างนั้นจะถึงรสถึงชาติได้อย่างไร
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหันไปพูดเสียงเบา “ชิงหมิง ขอบใจมากนะ”
“เอ๊ะ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาขอบใจข้าด้วย?” ต้วนชิงหมิงถามอย่างฉงนใจ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยตอบกลับทันที “เจ้าไม่รู้หรอกว่า เมื่อก่อนข้าไม่มีสหายเลย… คนพวกนั้นต่างอิจฉาริษยาข้ากันทั้งนั้น
ไม่เคยปฏิบัติด้วยความจริงใจกับข้าสักคนเดียว”
ต้วนชิงหมิงตบเบาๆ ไปที่มือของเนี่ยไฉ่เยวี่ยแสดงความเห็นอกเห็นใจ
การเกิดเป็นบุตรสาวภภรรยาเอก แม้ฐานะจะสูงศักดิ์ แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจหัวอกความขมขื่นนี้บ้าง
ทันใดนั้น มีเสียงเรียกแสบแก้วหูดังขึ้นมา “โอ้โห! ข้าก็นึกว่าใครกัน ที่แท้เป็นบุตรสาวภรรยาเอกจวนเนี่ยของพวก
เรานี่เอง ท่านย่ากำลังรับคำอวยพรอยู่ แต่นางกลับมาพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าไร้มารยาท หรือไม่มีใครอบรมสั่ง
สอนมารยาท!”
สตรีพูดด้วยนํ้าเสียงแหลมสูง แฝงไปด้วยความเย้ยหยันเสียดสีเป็นที่สุด
ต้วนชิงหมิงหันหน้ามองไปตามเสียงที่ได้ยิน พบสตรีวัยรุ่นคนหนึ่งอายุประมาณสิบสี่สิบห้า ใบหน้าขาวผ่องเป็น
ยองใย ผิวพรรณเรียบเนียน คิ้วโก้งดังคันศร ริมฝีปากรูปกระจับ แผ่พลังลบออกมาจากรอบตัว นางใช้สายตาที่เย็นยะ
เยือกจ้องเขม็งมาที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยความอิจฉาริษยา
ต้วนชิงหมิงปรายตามองสตรีผู้นี้ที่อายุน่าจะโตกว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยนิดหน่อย สงสัยนี่คงเป็นพี่สาวลูกอนุที่เนี่ยไฉ่เยวี่ย
เคยเล่าไว้ ที่มักกลั่นแกล้งนางสารพัด
ต้วนชิงหมิงได้แต่ส่ายหน้าไปมา สตรีคนนี้หน้าตาสะสวย แต่เสียดายจิตใจสกปรกโสมม เต็มไปด้วยความอิจฉา
ริษยา จึงบั่นทอนความงามจากภายนอกไปหมดสิ้น
ในเวลานี้ สตรีคนนั้นสวมชุดกระโปรงสีแดงสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับ ดูกลบความสวยของเนี่ยไฉ่เยวี่ยไปหมด
สิ้น
นํ้าเสียงของนางทำให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยตัวแข็งทื่อไปหมด ดูท่าแล้ว เนี่ยไฉ่เยวี่ยคงมิชอบได้ยินเสียงของนาง จึงรีบลากต้
วนชิงหมิงเข้ามากระซิบกระซาบ “ชิงหมิง ไม่ต้องไปสนใจนาง พวกเราไปกันเถอะ”
ต้วนชิงหมิงจับมือเนี่ยไฉ่เยวี่ยให้หยุด “ไฉ่เยวี่ยมีเรื่ออะไรให้ต้องหนีด้วย?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหันหน้าไปมองต้วนชิงหมิงด้วยใบหน้าเจื่อนๆ
จากนั้นต้วนชิงหมิงส่งพลังทางสายตาไปให้ เนี่ยไฉ่เยวี่ยจึงรวบรวมความกล้าพูดเสียงอ่อยขึ้น “นางชื่อเนี่ยเซียงซิ่ว
เป็นพี่สาวลูกอนุของข้าเอง”