การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 642 เนี่ยเซียงซิ่วพบอุปสรรค
พอเนี่ยเซียงซิ่วได้ยินอย่างนี้ ก็หันตัวไปหาเปั้าหมายด้วยสีหน้าดีใจทันที นางถือโอกาสพูดอะไรบางอย่างกับสตรีที่
ยืนยิ้มอยู่ข้างหลังท่านย่าเนี่ยมาตลอด ก่อนจะหันตัวแล้วถอยไปอีกข้างอย่างรวดเร็ว
เนี่ยเซียงซิ่วยังมองเนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยสายตาท้าทาย สายตานั้นราวกับกำลังบอกว่า เชอะ! เห็นหรือยังล่ะ เจ้าเป็น
บุตรสาวภรรยาเอกของจวนเนี่ยแล้วอย่างไรล่ะ มีเพียงสถานะกับตำแหน่งที่ว่างเปล่า เจ้าไม่ลองดูเสียบ้าง ว่าทั้งจวนนี้คน
ที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดก็ยังเป็นข้าอยู่วันยังคํ่า
ทว่า ไม่มีใครมองมาทางนางเลยแม้แต่น้อย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยกับต้วนชิงหมิงที่อยู่ฝังนี้สบตากันแล้วยิ้มให้กัน ทั้งสองคนกำลังจับมือกันแล้วก้มหน้า ไม่รู้ว่ากำลัง
กระซิบกระซาบคุยอะไรกัน ราวกับว่าพฤติกรรมของเนี่ยเซียงซิ่วเมื่อครู่นี้ ทั้งสองไม่เคยได้เห็นและได้ยินมาก่อน
เนี่ยเซียงซิ่วที่กำลังคิดจะโอ้อวด พอเห็นอย่างนั้นก็หน้าบูดบึ้งอย่างอดไม่ได้ นางออกแรงดึงผ้าเช็ดหน้า ถลึงตาใส่
ทั้งสองอย่างดุร้าย ดูจากท่าทางแล้ว สงสัยจะแค้นจนแอบกัดฟันกรอดๆ… ชิชะ เป็นเวลาที่นางจะได้เผยโฉม แต่เนี่ยไฉ่เย
วี่ยกลับทำให้นางถูกมองข้ามแล้ว จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้ไม่ได้ นางต้องการให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยเห็นความภาคภูมิใจของนาง
ได้เห็นถึงความร้ายกาจของนาง… ใช่แล้ว ไหนจะเด็กน้อยที่ชื่อต้วนชิงหมิงนั่นอีกคน
เนี่ยเซียงซิ่วมองทั้งสองที่ดูจิตใจมั่นคงไม่สะทกสะท้าน แล้วจู่ๆ ก็ทำสายตาลอกแลก ก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดเสียง
ดังว่า “ลืมไปเลย น้องไฉ่เยวี่ย ต้วนชิงหมิงคนนี้เป็นสหายของเจ้าเหรอ? นางคารมคมคายเชียวไม่เบา แค่ดูจากความ
พยายามส่วนนี้ ก็ทำให้คนนับถือแทบแย่แล้ว”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ยินแล้วถึงกับหน้าชาไปชั่วขณะ นางเงยหน้าอย่างโกรธแค้น ขณะกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ต้วน
ชิงหมิงกลับดึงมือนางไว้ได้ทันพอดี
ต้วนชิงหมิงเป็นคนก้าวออกไปข้างหน้าเอง นางมองเนี่ยเซียงซิ่วพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “หากจะพูดถึงคารม
คมคาย เมื่อคุณหนูเซียงซิ่วเทียบกับชิงหมิงแล้ว มีแต่จะเหนือกว่าจริงๆ ดังนั้น การที่คุณหนูเซียงซิ่วมากล่าวชมกันเช่นนี้
ชิงหมิงมิกล้ารับไว้จริงๆ เจ้าค่ะ”
เนี่ยเซียงซิ่วมองประเมินต้วนชิงหมิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ยิ่งมองสำรวจไปเรื่อยๆ ไฟโกรธก็ยิ่งพวยพุ่ง……ต้วนชิงห
มิงอายุน้อยกว่านางแท้ๆ รูปร่างก็ไม่ได้สูงกว่า……ถ้าพูดถึงหน้าตา ก็ไม่ได้สวยกว่านางแน่นอน ถ้าพูดถึงการแต่งตัว ก็นับ
ว่าเรียบร้อยถูกกาลเทศะ แม้แต่เนี่ยไฉ่เยวี่ยยังเทียบไม่ติด แต่เหตุใดสีหน้าของนางจึงสุขุมและดูมั่นใจในตัวเองขนาดนี้
เหตุใดจึงดึงดูดสายตาแขกเหรื่อนได้มากขนาดนี้ล่ะ ขนาดตัวนางเองมองไปมองมาก็ยังอดอิจฉาไม่ได้เลย
เนี่ยเซียงซิ่วเชิดคาง แสยะยิ้มใส่ต้วนชิงหมิง “ยังกล้าพูดว่าไม่กล้ารับไว้อีก……ต้วนชิงหมิง เจ้าลองดูตัวเองบ้างสิ
ข้าถามน้องไฉ่เยวี่ยของข้า น้องไฉ่เยวี่ยของข้ายังไม่ทันได้ตอบอะไร ก็โดนเจ้าแย่งพูดหมดแล้ว พอเป็นแบบนี้ เจ้าไม่ใช่แค่
คารมคมคายแล้ว ยังชอบทำตัวเป็นแขกที่แย่งบทบาทของเจ้าบ้านอีกด้วย”
ที่บอกว่าคารมคมคายคือคำกึ่งตำหนิกึ่งชื่นชม แต่พอบอกว่าเป็นแขกที่แย่งบทบาทของเจ้าบ้าน นี่ก็คือการ
ท้าทายโดยสมบูรณ์ บรรดาแขกเหรื่อที่อยู่ตรงนั้นอดไม่ได้ที่จะมองเนี่ยไฉ่เยวี่ยแวบหนึ่ง ความรู้สึกดีที่มีต่อคุณหนูใหญ่
จวนเนี่ยลดลงไปมากในพริบตา
เป็นที่รู้ว่า ท่ามกลางสายตาฝูงชนแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของสตรีก็คือบุคลิกอันสง่างามและความใจกว้าง ต่อให้
แค้นจนกัดฟันกรอดๆ แต่ก็ไม่อาจแสดงความริษยาและเคียดแค้นออกมาได้ แต่เนี่ยเซียงซิ่วคนนี้กลับแสดงออกมาทาง
ใบหน้ามิน้อยเลย ทั้งยังพุ่งเปั้าเล่นงานสตรีที่อายุน้อยกว่าอีก นี่คือการใช้อำนาจข่มเหงคนอื่นอย่างชัดเจนมิใช่หรอกหรือ
เมื่อเห็นอย่างนี้ บรรดาสตรีสูงศักดิ์ที่มีความรู้และประสบการณ์พวกนั้นล้วนแอบคิดเล็กคิดน้อย เนื่องจากงานใน
วันนี้จัดขึ้นที่จวนเนี่ย แขกเหรื่อที่มาก็เป็นคนที่คุ้นเคยกับคนจวนเนี่ย ทำให้น้อยคนที่จะรู้จักต้วนชิงหมิง แต่คนที่เคย
ได้ยินชื่อเสียงของต้วนชิงหมิงผ่านหูกลับมีไม่น้อย เอาแค่ตอนงานเลี้ยงวันเกิดของนาง ที่ดอกบัวผลิบานท่ามกลางหิมะที่
โปรยปราย ก็นับเป็นเรื่องพิเศษที่ร้อยปีจะได้ยินสักครั้งแล้ว ดังนั้นสาวน้อยคนนี้จะเป็นคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งปณิธานได้
อย่างไรล่ะ เกรงว่าเนี่ยเซียงซิ่วคนนี้คงจะหาเรื่องอับอายให้ตัวเองแล้วกระมัง
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ยิ้มเรียบๆ ให้เนี่ยไฉ่เยวี่ย พร้อมบอกว่า “ข้ากับพี่ไฉ่เยวี่ยรู้จักกัน ย่อมรู้ว่านางเป็นคนใจกว้าง
ได้รับการอบรมมารยาทมาอย่างดี ดังนั้น คำพูดคมคายเช่นนี้ นางไม่มีทางพูดอยู่แล้ว”
พอหันกลับมาอีกครั้ง จู่ๆ ต้วนชิงหมิงได้ถามอย่างสงสัยว่า “อย่าบอกนะว่า คุณหนูเซียงซิ่วกับพี่ไฉ่เยวี่ยเป็นพี่
น้องกันมาสิบกว่าปี แต่ไม่รู้จักนิสัยใจคอพี่ไฉ่เยวี่ยว่าเป็นคนเช่นไร?”
ถ้าพูดเบาไป คนฟังจะไม่กระจ่าง พอพูดหนักๆ ก็ฟังดูอาจรังแกกันเกินไป
ประโยคนี้ของต้วนชิงหมิงเท่ากับเชิดชูเนี่ยไฉ่เยวี่ยและกดเนี่ยเซียงซิ่วในเวลาเดียวกัน ทั้งยังทำได้อย่างแนบเนียน
ไร้ร่องรอย ทุกคนได้ยินแล้วสามารถเข้าใจชัดเจน
สีหน้าของเนี่ยเซียงซิ่วเปลี่ยนเป็นยับยู่ยี่โดยไม่รู้ตัว
ต้วนชิงหมิงคนนี้มาเพื่อช่วยเหลือเนี่ยไฉ่เยวี่ยโดยแท้ ไม่ว่าเนี่ยเซียงซิ่วจะพูดอะไร มักถูกอีกฝั่ายปฏิเสธได้เด็ดขาด
ตรงประเด็น โต้กลับได้อย่างเหนือชั้น ทั้งยังถือโอกาสกดนางจมดินและเชิดชูเนี่ยไฉ่เยวี่ย
ในที่สุด เนี่ยไฉ่เยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เงยหน้าขึ้น นางยิ้มให้ต้วนชิงหมิง แล้วกล่าวไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง “ชิงหมิง
พอได้แล้ว พี่หญิงซิ่วคนนี้ของข้า ตั้งแต่ไหนแต่ไรก็พูดจาตรงไปตรงมาอยู่แล้ว มีอะไรก็พูดอย่างนั้น เป็นเช่นนี้มาแล้วสิบ
กว่าปี ข้าชินแล้วล่ะ……ทุกคนที่เป็นพี่น้องบ้านเดียวกัน มีการพูดจารุนแรงใส่กันเสียที่ไหนล่ะ ยามปกติเวลานางพูด ทุก
คนก็จะยิ้มแล้วปล่อยผ่าน……ชิงหมิง ดูเจ้าก่อนเถอะ เป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา ตอนนี้หมดกัน คนที่เขาไม่รู้คงจะเห็น
พวกเจ้าจะทะเลาะกันแล้วนะสิ”
ต้วนชิงหมิงได้ยินแล้วเม้มปากหัวเราะ “ชิงหมิงเป็นเด็กอยู่ ยังไม่รู้จักอดทนอดกลั้น ในจุดนี้เมื่อเทียบกับพี่ไฉ่เยวี่ย
แล้ว ข้ายังด้อยกว่ามิน้อย………”
พอพูดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงก็หันกลับมาบอกเนี่ยเซียงซิ่วว่า “คุณหนูเซียงซิ่วอย่าถือสาเลยเจ้าค่ะ ต้วนชิงหมิง
ยังเด็กมิรู้ความ หากทำให้คุณหนูเซียงซิ่วไม่พอใจ ได้โปรดอย่าถือสาเรื่องนี้ ชิงหมิงจะขอบคุณมากเลย”
ต้วนชิงหมิงกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยผลัดกันพูดผลัดกันเสริม ชิงความได้เปรียบไปหมดแล้ว ชิงพูดสิ่งที่น่าฟังไปหมดแล้ว
หากตอนนี้นางขืนพูดตำหนิอีก กลับจะทำให้นางดูเป็นคนไม่รู้จักอดทนด้วยซํ้า โดยจุดอ่อนในเวลานี้ของเนี่ยเซียงซิ่ว ที่
ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่ว เพียงแค่ความเดือดดาลนี้ มีหรือที่จะให้เนี่ยเซียงซิ่วอดทนไว้ได้อย่างไรกัน?
เนี่ยเซียงซิ่วกระทืบเท้า โมโหจนหน้าซีดเซียว
ขณะนี้เอง ในที่สุดอี๋เหนียงที่อยู่ด้านข้างๆ ก็เงยหน้าขึ้น บอกเนี่ยไฉ่เยวี่ยพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ “คุณหนูรอง อย่า
โทษคุณหนูใหญ่เลย ก็อย่างที่คุณหนูต้วนบอก นางเป็นคนพูดจาตรงๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรตามที่
พูด หวังว่าคุณหนูรองจะไม่ถือสา”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยอมถือสาไม่ได้อยู่แล้ว–เพราะถ้านางถือสา ก็จะดูไม่เป็นคนใจกว้างเหมือนที่ต้วนชิงหมิงบอกแล้ว แต่
ถ้านางไม่ถือสา ความเสียเปรียบที่แฝงมาเหล่านั้น ตัวเองก็จะต้องทนรับเอาไว้เอง
อี๋เหนียงคนนี้ช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ นางมีท่านย่าเนี่ยคอยหนุนหลัง ยังไม่ลืมที่จะช่วยบุตรสาวบีบคั้นลูก
ของภรรยาเอก
เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ยินแล้วรีบกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เนี่ยอี๋เหนียงพูดอะไรอย่างนั้นได้อย่างไร ข้ากับพี่หญิงซิ่วเป็นพี่น้อง
กันแท้ๆ สนิทกันไม่มีคามบาดหมาง จะถือสาเพราะเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ได้อย่างไรกัน แต่ทางอี๋เหนียงต้องเป็นห่วง
สุขภาพของตัวเองมากๆ หน่อยสิ เรื่องจิปาถะอย่างอื่นปล่อยให้คนอื่นทำแทนดีกว่า”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิดเดียว
เนี่ยอี๋เหนียงคนนี้ภายนอกเหมือนช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แต่ความจริงแอบช่วยบุตรสาวของนางอยู่ จะว่าไป
แล้ว คนที่สุขภาพไม่ดีอย่างนี้ จะลำเอียงได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ช่างเป็นการช่วยชั่วก่อกรรมทำเข็ญโดยแท้
สายตาต้วนชิงหมิงเปล่งประกายขึ้น ก่อนจะถามว่า “เนี่ยอี๋เหนียงปั่วยอยู่หรือเจ้าคะ?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยตอบต้วนชิงหมิงด้วยเสียงตํ่าว่า “ก็ใช่น่ะสิ ตอนที่เนี่ยอี๋เหนียงให้กำเนิดพี่หญิงซิ่ว เกือบเอาชีวิตไม่รอด
เพราะคลอดยาก ผ่านมาหลายปีขนาดนี้แล้ว ร่างกายยังอ่อนแอมาโดยตลอด ตอนนี้ยามเจออากาศหนาวก็จะรู้สึกเย็น
มาก จนล้มปั่วยอีก”
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะสงสัย ถ้าจะบอกว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยเกิดในวันไม่ดี ก็ถือเป็นคำพูดที่ล่วงเกินท่านย่าเนี่ย แต่เนี่
ยอี๋เหนียงคนนี้ล่ะ?สุขภาพนางยํ่าแย่มาหลายปีแล้ว เหตุใดจึงไม่กลัวว่าจะล่วงเกินท่านย่าเนี่ย?
เนี่ยอี๋เหนียงเหมือนนึกไม่ถึงว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว เนี่ยไฉ่เยวี่ยจะกลายเป็นคนฝีปากคมคายเช่นนี้ นางตะลึงเล็ก
น้อย แล้วพยักหน้ายิ้ม “คุณหนรองใส่ใจแล้ว ตอนนี้เชี่ย… ดีขึ้นมากแล้ว”
เชี่ย?
นี่ช่างเป็นคำเรียกแทนตัวเองที่แปลกประหลาดจริงๆ ไม่รู้ว่าอี๋เหนียงที่เก็บตัว ต้องการจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง
หรือเปล่า?ต้องการจะบอกว่าตัวนางแตกต่างจากคนอื่นหรือเปล่า?หรือว่านางมีฐานะพิเศษในจวนเนี่ย?หรือจะเป็นเพราะ
อย่างอื่น แม้แต่ต้วนชิงหมิงก็ยังบอกไม่ถูกว่าคืออะไร?
พอต้วนชิงหมิงได้ยินคำเรียกแทนตัวเองแบบนี้แล้ว ก็เบือนปากเล็กน้อย……อี๋เหนียงที่สงบเสงี่ยมคนหนึ่ง มีสิทธิ์
อะไรมาเรียกตัวเองว่า “เชี่ย” ด้วยเล่า อย่างมากที่สุด มีแต่จะเรียกว่า “ปีเชี่ย” ก็พอแล้ว เนี่ยอี๋เหนียงคนนี้ฉลาดเกินไป
หรือว่าแยกแยะกาลเทศะว่าคำใดเป็นสรรพนามที่ใช้กับภรรยาเอก สรรพนามใดใช้กับอนุภรรยากันแน่
พอนึกถึงตรงนี้ สายตาของต้วนชิงหมิงก็ย้ายไปที่ตัวท่านย่าเนี่ย……ท่านย่าเนี่ยที่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบ
ขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะปล่อยให้หลานสาวทำอะไรไม่รู้จักขอบเขตถึงขนาดนี้?