การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 643 เนี่ยไฉ่เยวี่ยถูกนํ้าร้อนลวก?
ต้องทราบไว้ว่า การที่หลานสาวที่ไม่รู้จักกฎระเบียบขนาดนี้ เกรงว่าท่านย่าเนี่ยคงเสียหน้าเหมือนกันกระมัง?
เป็นอย่างที่คาดไว้ เมื่อท่านย่าเนี่ยได้ยินดังนั้น คิ้วเรียวยาวก็ขมวดเล็กน้อยเพียงครู่เดียว จากนั้นก็กลับมาเป็น
ปกติเหมือนเดิม
ต้วนชิงหมิงแอบขำในใจ ดูท่าแล้ว อี๋เหนียงคนนี้คงจะฉลาดเกินไปจริงๆ
ต้วนชิงหมิงเอียงหน้ามองเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่อยู่ข้างกายแวบหนึ่ง ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม แต่กลับไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้
ถือสาคำพูดของเนี่ยอี๋เหนียง เพราะในบรรดาคนที่อยู่ตรงนี้ มีใครบ้างที่ไม่มีตา?มีคำกล่าวที่ว่า มองทะลุปรุโปร่งแต่ไม่พูด
เปิดเผย ทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจก็พอ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยจูงมือต้วนชิงหมิง แล้วก็เริ่มกระซิบพูดคุยในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ราวกับว่าพวกนางไม่
ได้ยินคำพูดของอี๋เหนียงเมื่อครู่นี้เลย
บางคำพูด เนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ แต่บรรดาฮูหยินที่อยู่ตรงนั้นกลับอดไม่ได้ที่จะหันไปสอดสายตา
มองอี๋เหนียงคนนั้นแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองข้ามประโยคนั้นไปอย่างชาญฉลาด
ต้วนชิงหมิงมองเนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยรอยยิ้ม ด้วยแววตาที่ชื่นชม
ใครว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยอ่อนแอกันล่ะ?ใครว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยทำตัวน่าผิดหวัง?
เนี่ยไฉ่เยวี่ยคนนี้เกิดในตระกูลใหญ่ ตั้งแต่เด็กจนโตสิ่งที่นางได้เห็นมาก็คือ การวางอุบายใส่กัน การยกตัวเองให้สูง
ขึ้นและกดคนอื่น มีหรือที่จะไม่รู้หลักการอยู่รอดของเรือนหลัง?
เพียงแต่คำพูดเหล่านี้ เมื่อก่อนเนี่ยไฉ่เยวี่ยเข้าใจแต่กลับไม่กล้าพูด ตอนนี้ต้วนชิงหมิงให้โอกาสนางแล้ว มอบ
ความกล้าหาญให้แล้ว นางย่อมกล้าที่จะช่วงชิงเกียรติยศศักดิ์ศรีให้ตัวนางเองสักหน่อย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยังคงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเปิดเผย คุณหนูจะจวนต่างๆ ล้วนเป็นสหายเก่าของนาง เมื่อได้เห็นเนี่ยไฉ่เยวี่
ยมีความพิเศษขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะก้าวเข้ามาตีสนิทกับนาง นางพูดคุยยิ้มแย้มอยู่ตลอด แววตาทั้งมั่นใจทั้งจริงใจ ใน
ระหว่างที่พูดคุยเป็นไปอย่างเรียบร้อยเหมาะสม ทำให้ทุกคนมองนางด้วยสายตาเปลี่ยนไป
ส่วนต้วนชิงหมิงไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ได้แต่มองด้วยรอยยิ้ม เห็นคนรอบตัวเนี่ยไฉ่เยวี่ยเพิ่มมากขึ้น นางก็ถอยออก
มาอย่างแนบเนียน เว้นที่ว่างให้อย่างเงียบๆ
เดิมที เวลาปกติเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็คือตัวละครหลัก ส่วนนางก็มาเพื่อขับให้อีกฝั่ายเด่นขึ้นเท่านั้น ดอกไม้แดงบาน
สะพรั่งเต็มกิ่ง ใบไม้เขียวอย่างต้วนชิงหมิงก็ต้องหลีกทางให้
ไม่มีใครรู้ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้อยู่ในสายตาของท่านย่าเนี่ยทั้งหมดแล้ว
บุคลิกอันสง่างามของเนี่ยไฉ่เยวี่ย การถอยออกไปของต้วนชิงหมิง ทั้งยังมีสัญญาณลับระหว่างสองคนที่คนอื่น
มองไม่เข้าใจอีก ทุกสิ่งทำให้ท่านย่าเนี่ยรู้สึกเหนือความคาดหมายเล็กน้อย ตอนนี้นางมองประเมินต้วนชิงหมิงศีรษะจรด
เท้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จากนั้นหันหน้าไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บรรดาบ่าวใช้ข้างกายนำนํ้าชามาวาง ท่านย่าเนี่ยหยิบถ้วยนํ้าชาขึ้น ขณะกำลังจะดื่ม จู่ๆ มือของนางก็ชะงักไป
เล็กน้อย
มองผ่านสีของกานํ้าชาที่แปลกตา กลิ่นหอมอ่อนๆ บางอย่างโชยจากถาดรองเข้ามาในจมูก ทั้งใสทั้งหอม ทำให้
รู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ
ท่านย่าเนี่ยตะลึงงันไปครู่หนึ่งอย่างอดไม่ได้
เพราะกลิ่นหอมนี้เหมือนกับกลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปกติแล้วนางชอบที่สุด
แต่ตอนนี้เป็นฤดูร้อนแล้ว ดอกเหมยร่วงไปนานแล้ว ยังจะมีดอกเหมยที่ส่งกลิ่นหอมเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ถ้าเป็น
ดอกไม้แห้งก็ไม่น่าใช่ จะดมอย่างไรก็ไม่เหมือน ตอนนี้มีเพียงกลิ่นหอมหวานสดชื่นของเหมย ที่ไม่ผ่านลมผ่านฝนมาแม้
แต้น้อย
อีกทั้งสิ่งที่ทำให้ท่านย่าเนี่ยแปลกใจก็คือ บ่าวใช้ที่ชงนํ้าชาไม่ใช่คนเดียวกับในวันปกติ แต่เป็นหยินเอ๋อร์ หัวหน้า
บ่าวใช้ที่อยู่ข้างกายเนี่ยไฉ่เยวี่ย
ท่านย่าเนี่ยมองนํ้าชาในกาของหยินเอ๋อร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้มสดใส นางรับกานํ้าชาในมือหยินเอ๋อร์ รินนํ้าชาที่ต้มเรียบร้อยแล้วลงในถ้วย
อย่างช้าๆ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองเช็ดคราบนํ้าชาเบาๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองรองไว้ แล้วใช้สองมือประคอง
ถ้วยยื่นให้ท่านย่าเนี่ย “ท่านย่า เชิญดื่มนํ้าชาเจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยชำเลืองมองท่าทางอันสง่างาม แววตาที่จริงใจของเนี่ยไฉ่เยวี่ยครู่หนึ่ง จากนั้นก็รับนํ้าชามาจากมือนาง
มา
ตอนที่ถ้วยนํ้าชาเข้ามาใกล้ปาก กลิ่นหอมของชาก็ยิ่งเข้มข้น ท่านย่าเนี่ยจิบเบาๆ หนึ่งคำ วางถ้วยนํ้าชาในมือลง
แล้วมองเนี่ยไฉ่เยวี่ยพร้อมถามว่า “ชานี้นำมาจากไหนกัน?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยตอบเสียงเบาว่า “เรียนท่านย่า นี่คือนํ้าค้างบนใบเหมยและลูกเหมยดิบก่อนเช้าตรู่ เนื่องจากดูดซับ
กลิ่นหอมของใบเหมยและลูกเหมย ดังนั้น เมื่อดมแล้วจึงรู้สึกสดชื่นมากเจ้าค่ะ”
“แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้วกลิ่นหอมของดอกเหมยมาจากไหน?” ท่านย่าเนี่ยถามเสียงเรียบ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยิ้มแล้วตอบว่า “ส่วนกลิ่นหอมของดอกเหมย ก็มาจากดอกเหมยที่ร่วงแล้ว ดอกเหมยที่ร่วงแล้ว
สามารถนำมาเป็นยาได้ และยังสามารถเป็นชาได้เช่นกัน ตอนนี้เมื่อผสมกับนํ้าค้างจากใบเหมยและผลเหมย ก็ย่อมส่ง
กลิ่นหอมโชยเข้าจมูกได้เจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยพยักหน้า แล้วก็ถามเสียงเรียบต่อไปอีกว่า “นี่เจ้าทำเองเหรอ?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหันกลับไปมองต้วนชิงหมิงแวบหนึ่ง แล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “เรียนท่านย่า นี่เป็นผลงานของชิงหมิง
เจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยเผยสายตาเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
คนมักกล่าวกันว่าสตรีควรมีจิตใจบริสุทธิ์งดงามเหมือนกล้วยไม้ปั่า นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่ามีสติปัญญา ต้วนชิงห
มิงคนนั้น นางแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดว่องไว เรื่องนี้ยังเป็นฝีมือของนางอีกด้วย
เดิมที ต้วนชิงหมิงอยากจะยกเรื่องนี้หเป็นความดีความชอบของเนี่ยไฉ่เยวี่ย แต่เห็นนางยกความดีความชอบกลับ
มาให้นาง ต้วนชิงหมิงจึงยิ้มและก้าวมาข้างหน้าอย่างช้าๆ คำนับท่านย่าเนี่ยก่อน เสร็จก็กล่าวเสียงตํ่าเบาว่า “เรียนท่าน
ย่าเนี่ย ทุกครั้งที่พี่ไฉ่เยวี่ยเจอชิงหมิง มักเอ่ยถึงความดีของท่านย่าเนี่ย นึกถึงท่านอยู่ตลอดเวลา บางวันนางก็จะบอกว่า
ท่านชื่นชอบกลิ่นหอมดอกเหมย บังเอิญว่าในจวนของผู้น้อยมีปั่าเหมยผืนใหญ่ จึงถือโอกาสเก็บมาให้พี่ไฉ่เยวี่ยชงเป็นนํ้า
ชาให้ท่านดื่มเจ้าค่ะ……ท่านย่าเนี่ยลองชิมดูว่าชานี้ถูกปากท่านหรือไม่ หากท่านชอบ ผู้น้อยจะเก็บมาชงนํ้าชาให้ท่านอีก
เจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยจิบนํ้าชาอีกโดยไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ เสร็จแล้วถึงได้ยิ้มให้ต้วนชิงหมิง “ไฉ่เยวี่ยนางใส่ใจแล้ว ขอบใจ
นํ้าชาของเจ้าด้วย…… ข้าไม่ได้ดื่มนํ้าชาที่มีกลิ่นหอมดอกเหมยเข้มข้นเช่นนี้มานานแล้ว”
พอพูดถึงประโยคสุดท้าย นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก ต้วนชิงหมิงจ้องอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็
ก้มหน้าขอบคุณ จากนั้นถอยออกไปด้านข้าง
ท่านย่าเนี่ยโบกมือให้เนี่ยไฉ่เยวี่ย เนี่ยไฉ่เยวี่ยเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า ท่านย่าเนี่ยจ้องเนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่างละเอียด
พร้อมบอกว่า “เจ้าใส่ใจแล้ว”
ต้องทราบไว้ว่าชาดอกเหมยนั้นหายากโดยธรรมชาติ แต่ความใส่ใจส่วนนี้ของเนี่ยไฉ่เยวี่ยกลับหายากยิ่งกว่า แม้
ในเรือนหลังจะมีวิธีการประจบเอาใจผู้เฒ่ามากมายนับไม่ถ้วน แต่ความทุ่มเทที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตอบสนองความ
โปรดปรานของผู้รับ ทั้งยังทำได้อย่างถูกจุดตรงประเด็นที่ท่านย่าเนี่ยต้องการ ดังนั้นการกระทำของเนี่ยไฉ่เยวี่ยจึงทำให้
ท่านย่าเนี่ยซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยเห็นท่านย่าเนี่ยสนิทสนมด้วยขนาดนี้ จึงค่อนข้างตื้นตันใจ นางหน้าแดงระเรื่อ มือสั่น
เล็กน้อย พยายามทำอารมณ์นิ่งสงบ พยายามพูดเสียงเบาสุดๆ ว่า “ขอเพียงท่านย่ามีความสุข ไม่ว่าจะให้ทำอะไรหลาน
ก็ล้วนยินดีเจ้าค่ะ”
เนี่ยเซียงซิ่วที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วเบะปากอย่างไม่แยแส พึมพำเสียงตํ่าว่า “เชอะ… ข้าก็นึกว่าอะไร ก็แค่นํ้าชากา
เดียว จำเป็นต้องซาบซึ้งใจขนาดนี้เชียวหรือ?”
อี๋เหนียงที่อยู่ข้างๆ รีบกระแอมกลบเกลื่อนเสียงของเนี่ยเซียงซิ่ว จากนั้นก็ถลึงตาดุนางทีหนึ่ง
เนี่ยเซียงซิ่วถูกอี๋เหนียงถลึงตาใส่ ในใจรู้สึกหงุดหงิด นางกลอกตาไปมา แล้วบอกกับท่านย่าเนี่ยว่า “ท่านย่า ชานี้
ดูเหมือนจะเย็นแล้ว รอหลานช่วยชงให้ท่านย่าใหม่สักประเดี๋ยว ให้ท่านได้ชิมสักหน่อยดีไหมเจ้าค่ะ?”
ขณะที่เนี่ยเซียงซิ่วพูด ก็ไม่รอให้ท่านย่าเนี่ยบอกอะไร นางชิงก้าวมาข้างหน้า แย่งกานํ้าชามาจากหยินเอ๋อร์ ส่วน
หยินเอ๋อร์ก็นึกไม่ถึงเลยว่าเนี่ยเซียงซิ่วจะแย่งไปอย่างนี้ นางกำกานํ้าชาแน่นโดยสัญชาตญาณ แล้วรีบบอกว่า “เรียนคุณ
หนูใหญ่ นํ้าชานี้เพิ่งจะต้มเสร็จ นํ้าชายังร้อนมาก ระวังจะลวกมือคุณหนูนะเจ้าค่ะ ให้บ่าวถือดีกว่า”
เนี่ยเซียงซิ่วได้ยินแล้วแอบจ้องเขม็งใส่บ่าวใช้ไป ก่อนบอกว่า “นี่เจ้ากล้าเถียงกับข้าเหรอ?”
เมื่อหยินเอ๋อร์เห็นสายตาดุร้ายของเนี่ยเซียงซิ่ว รีบก้มหน้าอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วบอกว่า “บ่าวมิบังอาจ
เจ้าค่ะ”
มือของหยินเอ๋อร์กำแน่นขึ้นเล็กน้อย เหมือนไม่อยากให้เนี่ยเซียงซิ่วแย่งไป จู่ๆ เนี่ยเซียงซิ่วก็แสยะหัวเราะ จาก
นั้นปล่อยมือ เป็นเพราะหยินเอ๋อร์ออกแรงมากเกินไป ทำให้โซเซถอยหลังไปหลายก้าว กานํ้าชาหลุดจากมือ ไม่น่าเชื่อว่า
จะพุ่งไปทางท่านย่าเนี่ย
ทุกคนต่างร้องขึ้นมาพร้อมกันอย่างตกใจ เพียงแต่เนี่ยไฉ่เยวี่ยยืนอยู่ข้างกายท่านย่าเนี่ยพอดี นางเอาตัวมาบังให้
ท่านย่าโดยสัญชาตญาณ นํ้าชาร้อนทั้งกาจึงหกรดเปอะเปือนเนี่ยไฉ่เยวี่ยไปแล้ว`