การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 644 ยาทาของท่านย่าเนี่ย
ทุกคนเหมือนจะนึกไม่ถึง ว่าบุตรสาวอนุภรรยาของจวนเนี่ยจะเย่อหยิ่งและวางอำนาจบาตรใหญ่ถึงเพียงนี้ ชั่ว
ขณะนั้นทุกคนย้ายสายตาไปบนตัวเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่อยู่ข้างๆ
นํ้าชานั้นค่อนข้างร้อนมาก เครื่องแต่งกายในต้นฤดูร้อนมักสวมบางๆ หลังมือของเนี่ยไฉ่เยวี่ยถูกลวกเป็นรอยแดง
ทันที ชุดของนางเปียกแล้ว แต่ยังยืนอยู่ที่เดิม ด้วยใบหน้าเล็กๆ ซีดลงอย่างฉับพลัน
เนี่ยเซียงซิ่วเห็นว่าชาหกหมดแล้ว แต่นํ้าไม่ได้เปียกบนตัวท่านย่าเนี่ย ทีแรกนางอึ้งก่อน จากนั้นก็ยืนขึ้นอย่างไม่
ใส่ใจ อย่างไรเสีย คนที่บาดเจ็บก็ไม่ใช่ท่านย่าเนี่ย แล้วนํ้าชากานั้นก็หกหมดแล้วด้วย นางอยากจะเห็นนักว่า เนี่ยไฉ่เยวี่ย
ยังจะอาศัยอะไรมาทำให้ได้รับความโปรดปรานอีก
กลับเป็นเนี่ยอี๋เหนียงที่อยู่อีกฝัง พอเห็นว่าท่านย่าเนี่ยสีหน้าอึมครึม จึงรีบคุกเข่าขออภัยซํ้าๆ “ท่านย่าเนี่ยไม่เป็น
อะไรใช่ไหม… ทั้งหมดเป็นความผิดของเซียงซิ่ว ทำให้ท่านตกใจแล้ว……”
ท่านย่าเนี่ยมีแม่นมเหยียนประคอง นางค่อยๆ ยืนตัวตรงและไม่ได้มองเนี่ยอี๋เหนียง เพียงส่งสายตาให้แม่นมเหยีย
นที่ยืนอยู่ข้างกาย
ทั้งคู่ล้วนเป็นคนที่ร้อนผ่านหนาวมาก่อน ต่างก็รู้ว่าในเวลานี้ไม่ว่าจะตำหนิใคร ล้วนไม่ใช่วิธีการที่สมบูรณ์แบบ สิ่ง
ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุมสถานการณ์ให้สงบก่อน อย่าให้เรื่องราวลุกลามไปมากกว่านี้
ส่วนเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็ไม่สนใจนํ้าชาที่เลอะเต็มตัว รีบไปคุกเข่าตรงหน้าท่านย่าเนี่ย “ท่านย่าได้โปรดลงโทษหลาน
ทั้งหมดเป็นหลานที่อบรมไม่ดี บ่าวใช้ถึงได้กล้าทำผิดกฎเช่นนี้”
ท่าทางของเนี่ยไฉ่เยวี่ย เหมือนจะรับความผิดทุกอย่างไว้คนเดียว บอกเพียงว่าเป็นความผิดของตัวเอง ไม่เอ่ยถึง
เนี่ยเซียงซิ่วเลยสักนิด
ท่านย่าเนี่ยสีหน้าอึมครึม ไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำ แม่นมเหยียนที่ยืนข้างกายท่านย่าเนี่ยรีบก้าวไปข้างหน้า ช่วย
ประคองเนี่ยไฉ่เยวี่ยพร้อมเช็ดนํ้าชาที่หกเลอะบนร่างกายนาง ก่อนหันกลับมาบอกท่านย่าเนี่ยว่า “ไท่จวินเจ้าคะ คุณหนู
รองชุดเปียกแล้ว เดี๋ยวบ่าวจะพาไปเปลี่ยนชุด”
หยินเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็ตกใจจนหน้าซีด นั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าขยับไปไหน ตอนนี้แม่นมเหยียนเดินผ่านข้าง
กายนางไป แล้วถามเสียงตํ่าว่า “ยังไม่รีบพาเจ้านายเจ้าไปเปลี่ยนชุดอีก มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
โชคดีที่ในโถงด้านหลังวันนี้มีแต่แขกที่เป็นสตรี แม้เนี่ยไฉ่เยวี่ยจะเสียภาพลักษณ์ แต่ข่าวก็ไม่แพร่งพรายไปข้าง
นอก ประกอบกับนางปกปั้องท่านย่าด้วยความจงรักภักดี ตอนนี้ ในสายตาของทุกคนกลับเต็มไปด้วยสิ่งที่เหนือความ
คาดหมาย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยกล่าวขอบคุณแม่นมเหยียนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด นางยืนขึ้นกล่าวอำลา ส่วนต้วนชิงห
มิงที่อยู่ข้างกันก็พูดกับแม่นมเหยียนพร้อมรอยยิ้มว่า “แม่นม ให้ผู้น้อยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเพื่อนพี่ไฉ่เยวี่ยดีกว่า…วันนี้
เป็นงานวันเกิดของท่านย่าเนี่ย ตรงนี้มีแขกเยอะมาก แม่นมต้องช่วยดูแล อย่าทำให้ท่านย่าเนี่ยลำบากเลย”
ไม่น่าเชื่อว่าแม่นมเหยียนคนนี้จะกล้ามาขวางและพูดตรงหน้าท่านย่าเนี่ย เช่นนี้ก็พิสูจน์แล้วว่านางคือคนสนิทข้าง
กายท่านย่าเนี่ย ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงรีบไปขวางหน้าไว้
แม่นมเหยียนลองคิดไปคิดมา แล้วก็หันไปมองท่านย่าเนี่ยที่สีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย พยักหน้าบอกว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้
ก็ต้องรบกวนคุณหนูต้วนแล้ว”
ต้วนชิงหมิงยิ้มอย่างเป็นกันเอง “แม่นมเหยียนเกรงใจแล้ว ข้ากับพี่ไฉ่เยวี่ยสนิทกันเหมือนพี่น้อง นี่เป็นเรื่องเล็ก
น้อยที่ ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรจริงๆ”
พอพูดจบ ต้วนชิงหมิงกล่าวอำลาท่านย่าเนี่ย แล้วพาเนี่ยไฉ่เยวี่ยเดินออกไป
ขณะที่พูด ฮูหยินเนี่ยก็นำคุณชายสองคนของจวนเนี่ยเข้ามาแล้ว เมื่อเห็นทั้งตัวเนี่ยไฉ่เยวี่ยเปียกปอนไปด้วยนํ้า ฮู
หยินเนี่ยก็ตกใจทันที รีบก้าวเข้ามา ทว่าเนี่ยหยวนกับเนี่ยเฉิงรีบดึงมารดาตัวเองไว้ จากนั้นก็ส่งสายตาให้ฮูหยินเนี่ย
ฮูหยินเนี่ยสงบสติอารมณ์ พอเห็นเนี่ยไฉ่เยวี่ยมีสีหน้าเบิกบานใจ นางถึงได้ถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็กล่าว
ทำความเคารพท่านย่าเนี่ย
ผู้เฒ่ามักจะรักและเอ็นดูหลานชายมากกว่าหลานสาว เมื่อเห็นเนี่ยหยวนกับเนี่ยเฉิงเดินเข้าประตูมา ท่านย่าเนี่ย
ถึงได้เปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็ยืนอยู่ด้านข้างอย่างเฉลียวฉลาดว่าง่าย หลังจากมองดูท่านแม่และพี่
ชายของตัวเองไปทักทายฮูหยินเนี่ยแล้ว นางถึงได้เดินออกไปพร้อมต้วนชิงหมิง
ตอนที่เดินผ่านทางเดินด้านหลัง เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็บอกว่า “ข้านึกไม่ถึงจริงๆ ว่าที่แท้เนี่ยเซียงซิ่วจะข่มอารมณ์ไม่ได้
ขนาดนี้”
แต่คนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ขนาดนี้ มักจะถูกยั่วโมโหและแสดงความโง่ออกมาให้เห็นเอง ลองนึกถึงเมื่อก่อน
นางควบคุมอารมณ์ได้แย่กว่าเนี่ยเซียงซิ่ว สิ่งนี้ทำให้จู่ๆ เนี่ยไฉ่เยวี่ยรู้สึกอับอายอย่างมาก
ต้วนชิงหมิงถามพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่ไฉ่เยวี่ย ท่านเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า……เดินทางตอนกลางคืนบ่อย ใน
ที่สุดก็หกล้มเอง?”
เนี่ยเซียงซิ่วคนนี้ไม่ใช่ว่าไม่ฉลาด และไม่ใช่คนที่วางตัวไม่เป็น นางแค่ชอบเอาชนะ เหตุใดเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่ควบคุม
อารมณ์ไม่ได้มาตลอด มาวันนี้ถึงควบคุมอารมณ์ได้เก่งขนาดนี้ ดังนั้นเนี่ยเซียงซิ่วก็ยิ่งรู้สึกไม่ยอม ยิ่งอยากจะยั่วโมโห
เนี่ยไฉ่เยวี่ยมากขึ้น แต่สิ่งที่นางนึกไม่ถึงก็คือ นางไม่เพียงยั่วโมโหเนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่สำเร็จ กลับเป็นนางต่างหากที่ถูกยั่วโมโห
เสียเอง ทั้งยังต้องสูญเสียความโปรดปรานไป และทำร้ายจิตใจท่านย่าเนี่ยด้วย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ยินแล้วถอนหายใจเบาๆ กล่าวอย่างซาบซึ้งใจว่า “ชิงหมิง วันนี้โชคดีที่มีเจ้าอยู่ด้วย”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้า “ที่จริงข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเช่นกัน พี่เป็นมิตรกับคนอื่น ไม่ชอบแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่น่า
เสียดาย ที่ความอดทนของพี่กลายเป็นความอ่อนแอน่ารังแกในสายตาของคนอื่น……”
เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิง เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็เงียบไปพักหนึ่ง สุดท้ายก็บอกว่า “ชิงหมิงรู้หรือไม่ เป็นเพราะแม่ข้า
เป็นภรรยาเอก แต่กลับไม่ได้รับความโปรดปราน ตั้งแต่เด็กจนโตข้าจึงต้องยอมอดทนให้พี่สาวลูกอนุภรรยาพวกนั้นมา
โดยตลอด เพื่อไม่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้ท่านแม่ ไม่ทำให้นางถูกคนวิจารณ์”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจเบาๆ แล้วบอกว่า “แต่ว่าพี่ไฉ่เยวี่ย พี่อดทนและยอมมาสิบกว่าปีแล้ว แต่คนที่ชอบวิจารณ์
ท่านแม่ของพี่ลดน้อยลงจริงๆ หรือเปล่าละ?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยก้มหน้าเงียบๆ โดยไม่ตอบอะไร
ใช่แล้ว ไม่ว่านางจะยอมอดทนมากเพียงไร แต่พอถึงตอนสุดท้ายแล้ว เหมือนความผิดทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องดี
และเป็นเพราะนาง ความผิดถึงไปตกอยู่บนตัวท่านแม่ของนางอีก
เนี่ยไฉ่เยวี่ยรู้แล้ว ว่าฮูหยินเนี่ยรักนางที่สุด ตราบใดที่ทำเพื่อนาง ไม่ว่าอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ส่วนคนพวกนั้นรู้ว่า
สภาพจิตใจของฮูหยินเนี่ยเป็นอย่างนี้ ถึงได้รังแกเนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่หยุด ทำให้นางได้แต่เดือดดาลแต่ไม่กล้าพูดอะไร
ต้วนชิงหมิงกล่าวเสียงตํ่าว่า “พี่ไฉ่เยวี่ย พี่ต้องเข้าใจเรื่องบางอย่างเอาไว้นะ ทุกอย่างในสังคมนี้ ใช่ว่าพี่อดทนแล้ว
หลีกทางแล้วจะได้รับสิ่งที่ต้องการเสมอไป……ค่านิยมของสังคมก็เป็นเช่นนี้ ใจคนกลับกลอก แม้พี่จะยอมสละชีวิตของพี่
แต่คนอื่นก็ยังรู้สึกว่าพี่ทุ่มเท่น้อยไปอยู่ดี”
ก็เหมือนต้วนชิงหมิง นางในชาติที่แล้วยอมถอยครั้งแล้วครั้งเล่า ถอยจนกระทั่งตอนสุดท้ายนางสูญเสียทุกอย่าง
หลีกทางทุกอย่างให้ แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไรล่ะ?ไม่เพียงไม่ได้รับเกียรติและออกหน้าออกตา แต่ยังถูกหัวเราะเยาะว่าเป็น
คนโง่เขลาอีก
ดวงตาเนี่ยไฉ่เยวี่ยชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง
ใช่แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตนางยอมหลีกทางให้ตลอด แต่จนถึงตอนสุดท้าย คำวิจารณ์ที่มีต่อท่านแม่ก็มิได้น้อยลงเลย
ทั้งยังถูกคนรังแก ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การยอมของนางกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว ขอเพียงมีครั้งเดียวที่นางพูดแสดง
ความรู้สึกของตัวเองออกมา คนอื่นก็จะรู้สึกว่านางทำเกินไป ทำผิดไป ทำสิ่งที่ไม่สมควร
ก็อย่างที่ต้วนชิงหมิงบอก ในสายตาเนี่ยเซียงซิ่วและเนี่ยอี๋เหนียง แม้นางจะยอมสละชีวิตตัวเอง แต่คนพวกนี้ก็ยัง
หัวเราะเยาะว่านางเป็นคนโง่เขลาอยู่ดี!
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็พลันหัวเราะออกมา นางจับมือต้วนชิงหมิงแนบแน่น “ชิงหมิง ข้าคิดว่า ข้ารู้แล้วว่า
ข้าควรจะทำอย่างไร”
ต้วนชิงหมิงตบมือเนี่ยไฉ่เยวี่ยเบาๆ “ดีแล้ว พวกเราต้องรีบกลับไปเปลี่ยนชุดสักหน่อย จากนั้นค่อยกลับมาอยู่
เป็นเพื่อนท่านย่าเนี่ย”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยพยักหน้า แล้วพวกนางก็เดินไปที่ห้องนอนของเนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยกัน เพิ่งจะก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ข้างหลังก็
มีบ่าวใช้คนหนึ่งรีบร้อนตามเข้ามา เมื่อเห็นเนี่ยไฉ่เยวี่ย นางก็โค้งตัวคำนับก่อน จากนั้นก็ก้มหน้า ใช้สองมือยื่นยาทาให้
พร้อมบอกว่า “คุณหนูรอง นี่คือยาทาที่ท่านย่าเนี่ยประทานให้เจ้าค่ะ ให้บ่าวนำมาส่งให้คุณหนูรอง…”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยให้เจี่ยงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ รับยาทามา แล้วกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ “เจ้าช่วยกลับไปขอบคุณท่านย่าให้ข้า
หน่อย บอกว่าข้าไม่เป็นอะไรมาก ให้ท่านได้โปรดวางใจ”
บ่าวใช้คนนั้นได้ยินแล้วพยักหน้าตอบว่า “บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
พอพูดจบ ก็กล่าวอำลาเนี่ยไฉ่เยวี่ย แล้วหันตัวทำท่าจะเดินจากไป
ต้วนชิงหมิงที่อยู่ข้างๆ เห็นนางมีท่าทางลนลานรีบร้อน จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดบางอย่าง เมื่อครู่ยังคิดจะพูด
อะไรอยู่เลย แต่กลับเห็นเนี่ยไฉ่เยวี่ยกล่าวอยากเป็นห่วง “เช่นนั้นเจ้าก็รีบกลับไปเถอะ อย่าให้ข้างกายท่านย่าไร้คน
ปรนนิบัติสิ”
บ่าวใช้คนนั้นเอ่ยรับ แล้วรีบร้อนเดินออกไปแล้ว
เมื่อเห็นสาวใช้คนนั้นไปแล้ว สายตาของต้วนชิงหมิงก็หยุดอยู่บนยาทาในมือของเนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่างอดไม่ได้ ยาทา
นั้นบรรจุอยู่ในตลับที่สวยงามประณีต เมื่อวางไว้บนมือเจี่ยงเอ๋อร์ก็ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายความโบราณโชยออกมาอย่าง
บอกไม่ถูก