การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 645 ตัวไหมพ่นเส้นใยพันตัวเอง
ต้วนชิงหมิงกำลังมองตลับยาใบนั้น จู่ๆ ยิ้มมุมปาก “พี่ไฉ่เยวี่ย ท่านย่าเนี่ยนี่ก็เร็วเหมือนกันนะ”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยเพิ่งจะเดินออกจากโถงด้านหน้า ยาทาพวกนี้ก็ส่งตามหลังมาแล้ว ถ้าคนที่ไม่รู้ก็ยังนึกว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ย
เป็นที่โปรดปรานมาก แต่ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง ใครกันที่จะรู้?
เนี่ยไฉ่เยวี่ยมองตลับยาใบนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับหันหน้ามากล่าวด้วยนํ้าเสียงเยือกเย็นว่า “ท่านย่าเนี่ย
ย่อมไม่เร็วขนาดนี้อยู่แล้ว แค่คนที่อยู่ข้างกายเร็วกว่านางก็เท่านั้นเอง”
ท่านย่าเนี่ยย่อมไม่ได้สั่งให้คนส่งยามาให้เร็วขนาดนี้แล้ว แต่ไม่แน่ว่าคนอื่นจะอ้างชื่อท่านย่าเนี่ยส่งยามาให้?ว่ากัน
ว่าไม่มีใครทำดีโดยไม่หวังผลประโยชน์ คนคนนี้จะต้องไม่ได้มีเจตนาดีอะไรแน่นอน
หลักการนี้ต้วนชิงหมิงเข้าใจ เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็ย่อมเข้าใจเช่นกัน ดังนั้น สายตาที่นางมองตลับยาจึงค่อนข้างรังเกียจ
และยิ้มเยาะเล็กน้อย
จู่ๆ เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็โบกมือให้เจี่ยงเอ๋อร์ “เจ้าไปหาสถานที่ที่ไม่มีคน แล้วโยนสิ่งนี้ทิ้งซะ”
เจี่ยงเอ๋อร์เอ่ยรับ ขณะกำลังจะเดินออกไป ต้วนชิงหมิงที่อยู่ข้างกายก็ยิ้มออกมา “ไม่ต้องรีบหรอก พี่ไฉ่เยวี่ย เก็บ
ไว้ก่อนจะดีกว่า”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยมองต้วนชิงหมิงอย่างแปลกใจ ถามอย่างสงสัยเล็กน้อยว่า “จะเก็บมันไว้ทำอะไร?อย่าบอกนะว่าจะ
คืนให้พวกนาง?”
ต้วนชิงหมิงเม้มปากหัวเราะ แล้วบอกว่า “เมื่อถึงเวลานั้นก็แน่นอนอยู่แล้ว… หนามยอกเอาหนามบ่ง ทำแบบนี้
ผิดด้วยหรือ?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ยินแล้วตาเป็นประกายทันที “ใช่แล้ว ทำไมข้านึกไม่ถึงนะ?”
ใช่แล้ว ในเมื่อได้ยาตลับนี้มาในนามของท่านย่าเนี่ย หากโยนทิ้งไปอย่างนี้ คนบางคนอาจจะทำเรื่องเล็กให้เป็น
เรื่องใหญ่ได้ แต่ถ้า “คืน” ให้ต่อหน้าพวกนาง คงทำให้พวกนางเหมือนคนใบ้อึ้งกิมกี่พูดไม่ออก
ต้วนชิงหมิงอมยิ้ม “เอาล่ะ พี่ไฉ่เยวี่ย พวกเราไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน หลังจากกลับมาแล้ว ก็ค่อยคืนให้พวกเขา
แล้วกัน”
ในเมื่ออีกฝั่ายเตรียมจะทำให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยอับอายขายหน้า เช่นนั้น เหตุใดไม่นำบทบาทน่าอับอายนี้ให้อีกฝั่าย
แสดงแทนล่ะ?
เนี่ยไฉ่เยวี่ยเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ตอนกลับมาที่โถงใหญ่พร้อมกับต้วนชิงหมิง งานเลี้ยงก็ใกล้เริ่มแล้ว เนี่ยไฉ่เย
วี่ยไปคำนับท่านย่าเนี่ยก่อน จากนั้นก็พาต้วนชิงหมิงไปนั่งที่โต๊ะของบรรดาคุณหนูพวกนั้น
ในระหว่างงานเลี้ยง ใบหน้าของเนี่ยไฉ่เยวี่ยแสดงรอยยิ้มอยู่ตลอด ไม่ว่าเนี่ยเซียงซิ่วจะท้าทายอย่างไร นางก็ไม่ได้
สนใจเลย ส่วนต้วนชิงหมิงก็พูดคุยกับพวกคุณหนูที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงเบา บรรยากาศปรองดองมาก
ตอนที่เริ่มงานเลี้ยง เนี่ยเซียงซิ่วจงใจนั่งอยู่ข้างกายต้วนชิงหมิงและเนี่ยไฉ่เยวี่ย ทั้งยังหาข้ออ้างที่ฟังดูไพเราะ
บอกว่าทำเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เนี่ยไฉ่เยวี่ยเพียงยิ้มให้ ไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับ
ต้วนชิงหมิงกลับเอ่ยรับอย่างชื่นมื่น ในระหว่างนั้น เนี่ยเซียงซิ่วจงใจแสดงท่าทางใจกว้าง พูดคุยยิ้มแย้มกับต้วนชิง
หมิงเป็นระยะ ต้วนชิงหมิงก็ยิ้มเรียบๆ เช่นกัน ถามคำตอบคำเท่านั้น
ต่อมาอาหารก็เริ่มนำมาวางบนโต๊ะ เนี่ยเซียงซิ่วมองแขนของเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ แล้วอดไม่ได้ที่จะ
ถามด้วยรอยยิ้มว่า “น้องรอง แขนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?เอาอย่างนี้ไหม เจ้ามานั่งข้างกายพี่ เดี๋ยวจะให้หงเอ๋อร์
ช่วยคีบอาหารให้เจ้า?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยนั่งอยู่ทางฝังซ้ายของต้วนชิงหมิง มีพี่น้องจวนเดียวกันนั่งกั้นอยู่สองสามคน พอได้ยินเนี่ยเซียงซิ่วพูด
แบบนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณในนํ้าใจของพี่หญิงใหญ่ หงเอ๋อร์กำลังยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติพี่
หญิงใหญ่นะ ข้าจะให้ช่วยเจี่ยงเอ๋อร์คีบให้ก็แล้วกัน”
อาหารที่เนี่ยเซียงซิ่วคีบมาให้ เนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่กล้ากินจริงๆ นางกลัวว่าจะโดนยาพิษตาย และกลัวว่าจะโดนยาพิษ
จนพูดไม่ได้ด้วย ส่วนต้วนชิงหมิงที่อยู่ข้างกัน ขณะกำลังฟังสองพี่น้องคุยกันอย่างต่างคนต่างมีเจตนาแอบแฝง ก็ได้แต่ยิ้ม
โดยไม่พูดอะไร
เนี่ยเซียงซิ่วเห็นว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่ยอม จึงกลอกตาแล้วบอกอีกว่า “แบบนั้นก็ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าน้องรอง นี่
เจ้ากำลังบาดเจ็บอยู่นะ พี่ไม่วางใจจริงๆ เอาอย่างนี้ไหมล่ะ?ให้พี่ดูหน่อยว่ามือของเจ้าเป็นอย่างไรแล้วบ้าง พี่จะได้หาย
เป็นห่วงเสียที”
สายตาของต้วนชิงหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เนี่ยเซียงซิ่วคนนี้มีเจตนาอย่างไรกันแน่?
ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาแบบนี้จะอยากเห็นอาการบาดเจ็บของเนี่ยไฉ่เยวี่ย?
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยิ้มให้แล้วบอกว่า “ในเมื่อท่านพี่เป็นห่วงน้องขนาดนี้ ถ้าน้องไม่ให้ท่านพี่ดู ก็เหมือนจะเกินไปหน่อย
กระมัง?”
บาดแผลตรงหน้าอกย่อมให้ดูไม่ได้ แต่บาดแผลบนแขนก็ยังให้ดูได้ใช่ไหมล่ะ?เนี่ยไฉ่เยวี่ยมาบังนํ้าร้อนไว้เมื่อครู่นี้
นํ้าชาร้อนไหลอาบลงมาทั้งแขน จนกระทั่งตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บแสบอยู่เลย เนี่ยไฉ่เยวี่ยก้มหน้า และม้วนแขนเสื้อขึ้นเล็ก
น้อย เผยแขนที่เพิ่งโดนนํ้าร้อนลวกให้ดูครึ่งหนึ่ง บนแขนนางแม้จะมีรอยแดงเล็กน้อย แต่กลับยังขาวเหมือนรากบัว เป็น
แขนที่งดงามมาก
เนี่ยเซียงซิ่วเห็นแล้วแอบหัวเราะเยาะในใจ นางบอกว่า “ไอ๊หยา น้องสาว ดูท่าแล้วคงโดนนํ้าร้อนลวกอาการ
รุนแรงมากนะ เจ้าต้องระวังและรีบรักษา มิอย่างนั้นอาจทิ้งแผลเป็นเอาไว้นะ……”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ขอเพียงทำเพื่อท่านย่า แม้จะมีแผลเป็นจริงๆ แล้วอย่างไรละ?”
เนี่ยเซียงซิ่วได้ยินแล้วหมั่นไส้กัดฟันกรอดๆ นางฝืนยิ้ม “น้องรองกตัญูจนสวรรค์ซาบซึ้ง ขนาดพี่สาวได้ยินแล้ว
ยังซึ้งกินใจมากอยู่เลย……”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยิ้มเรียบๆ โดยไม่พูดอะไร ในขณะนี้เอง ท้องปลาที่อยู่ในรายการอาหารก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะแล้ว
บ่าวใช้แต่ละคนที่รับหน้าที่คีบอาหารคอยช่วยเจ้านายตัวเองคีบอาหารอย่างระมัดระวัง มีเพียงหงเอ๋อร์ หัวหน้าบ่าวใช้
ของเนี่ยเซียงซิ่วที่กำลังถือชามใบหนึ่งอย่างระมัดระวัง เตรียมจะนำมาให้เนี่ยเซียงซิ่ว ขณะนั้น สายตาของเนี่ยไฉ่เยวี่ย
เห็นเข้าพอดี กำลังเตรียมจะพูดบางอย่างออกมา แต่ทันใดนั้น บ่าวใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างหลังหงเอ๋อร์มาตลอดก็ไม่รู้ว่า
เหยียบอะไรเข้า เห็นเพียงนางยกเท้าออก นํ้าแกงร้อนระอุในชามในมือหงเอ๋อร์กลับกระฉอกออกมาเล็กน้อยไปข้างกายต้
วนชิงหมิง
ต้วนชิงหมิงสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย……คนพวกนี้กำลังแสดงละคร แต่ทำไม่เนียนเสียเท่าไหร่ ถ้านางตกหลุมพราง
แม้แต่กับเรื่องอย่างนี้ คงจะง่ายเกินไปแล้วกระมัง ต้วนชิงหมิงคิดจะหันตัวหลบ ทันใดนั้น เสียงของฮูหยินเนี่ยก็ดังมาจาก
ข้างหลัง “เยวี่ยเอ๋อร์ แขนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
ต้วนชิงหมิงแอบยื่นเท้าออกไป บ่าวใช้คนนั้นเบี่ยงตัว นํ้าแกงร้อนในชามนั้นเปลี่ยนทิศทางทันที กระเด็นไปทาง
เนี่ยเซียงซิ่วเต็มๆ
เนี่ยเซียงซิ่วจะปั้องกันทันได้อย่างไร?เห็นนํ้าแกงของชามใบนั้นผ่านยอดศีรษะของต้วนชิงหมิงไป สาดไปทางหน้า
เนี่ยเซียงซิ่วอย่างเน้นๆ
ได้ยินเพียงเสียง “เพล้ง” ชามใบนั้นตกลงพื้น นํ้าแกงร้อนผ่าวไหลลงมาตามแขนเสื้อของเนี่ยเซียงซิ่ว
ความเจ็บปวดรวดร้าว ปวดแสบปวดร้อนที่ยากจะบรรยายออกมาได้
เนี่ยเซียงซิ่วกระโดดพรวดขึ้นมา ขณะที่กระโดดนางก็โวยวายว่า “โอ๊ย! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
ขณะที่กำลังร้องโวยวาย นางก็ล้มถอยไปข้างหลังด้วย ดูท่าแล้วเหมือนจะพุ่งออกไปนอกห้องโถง
ฮูหยินเนี่ยมองอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาแน่นิ่ง นางคว้ามือเนี่ยเซียงซิ่วเอาไว้ แล้วบอกบ่าวใช้แถวนั้นอย่างขุ่นเคืองว่า
“รีบไปนำนํ้าส้มสายชูมาสิ”
ในเวลานี้เอง ไม่ว่าคำตำหนิใดก็ไม่มีประโยชน์แล้ว มีแต่ต้องช่วยทำความสะอาดให้เนี่ยเซียงซิ่วก่อน ลดความ
ทรมานให้เหลือน้อยที่สุด
บ่าวใช้เหล่านั้นรีบนำวิ่งไปนำนํ้ามา บางคนก็ไปหยิบนํ้าส้มสายชู ทำให้เหตุการณ์ตรงนั้นวุ่นวายทันที
ใช้เวลาไม่นาน นํ้าแกงร้อนบนเสื้อผ้าของเนี่ยเซียงซิ่วก็ถูกเช็ดจนสะอาดอยู่ตรงนั้น แขนของนางก็ถูกล้างด้วย
นํ้าส้มสายชูเช่นกัน ทว่ายังเหลือความเจ็บแสบ ทั้งยังปวดแสบปวดร้อนร้อน เนี่ยเซียงซิ่วเผยใบหน้าขมขื่นอย่างอดไม่ได้
บอกกับฮูหยินเนี่ยว่า “ท่านแม่ ลูกเจ็บปวดมากเหลือเกิน……”
ฮูหยินเนี่ยหน้านิ่ง พูดเสียงตํ่าว่า “เอาล่ะ อีกประเดี๋ยวทายาก็หายแล้ว”
ฮูหยินเนี่ยไม่อยากปลอบบุตรสาวอนุภรรยาที่กำเริบเสิบสานเช่นนี้ แต่ท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อ นางจะเสียภาพ
ลักษณ์อันสง่างามไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ก็เป็นงานวันเกิดของท่านย่าเนี่ยด้วย
เนี่ยเซียงซิ่วล้มลงบนตัวฮูหยินเนี่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าจิ้มลิ้มยับยู่ยี่ไปหมด ดูท่าแล้วเหมือนทุกข์ทรมานเป็น
ที่สุด
บรรดาคุณหนูที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ละคนกลับมองไปที่เนี่ยเซียงซิ่วด้วยสายตาเหยียดหยาม
ปฏิกิริยาของเนี่ยเซียงซิ่วเมื่อครู่นี้ บรรดาคุณหนูเหล่านั้นเห็นหมดแล้ว เช่นเดียวกัน ปฏิกิริยาของเนี่ยไฉ่เยวี่ยตอน
อยู่โถงใหญ่ก็อยู่ในสายตาของทุกคนแล้วเช่นกัน ตอนนั้นเนี่ยไฉ่เยวี่ยมีสีหน้ากระวนกระวาย แต่สิ่งแรกที่นางทำเมื่อยืนขึ้น
คือขออภัย ถามว่าท่านย่าเนี่ยเป็นอะไรหรือเปล่า
แต่ในตอนนี้ ปฏิกิริยาของเนี่ยเซียงซิ่วกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยในตอนนั้น ช่างต่างกันราวฟั้ากับดินไม่ใช่หรอกหรือ?อีกอย่าง
เนี่ยไฉ่เยวี่ยในตอนนี้ได้ยืนอยู่ข้างฮูหยินเนี่ย กำลังสั่งให้คนไปนำนํ้าและนํ้าส้มสายชูมาด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย ท่าทาง
ถามไถ่ใส่ใจ โดยไม่ได้สนใจสีหน้าและการกระทำที่เนี่ยเซียงซิ่วทำก่อนหน้านี้
สตรีกลุ่มนี้ล้วนเป็นคนที่ฉลาดปราดเปรื่อง เมื่อเห็นเนี่ยเซียงซิ่วมีท่าทางอย่างนี้ ก็มองนางตํ่าลงอีกระดับอย่างอด
ไม่ได้
เนี่ยฮูหยินให้คนไปนำยามา พอเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้ว ก็รีบกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า “ท่านแม่ ไม่ต้องยุ่ง
ยากแล้ว……บนตัวลูกมียาทาอยู่พอดี นำไปให้พี่ใหญ่ทาก่อนแล้วกันเจ้าค่ะ”