การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 648 ท่านย่าเนี่ยประณาม
ส่วนสาเหตุที่ฮูหยินเนี่ยรู้ถึงทักษะการแสดงของเนี่ยอี๋เหนียง ก็เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เนี่ยอี๋เหนียงเข้ามาในจวนเนี่ย
แล้ว
สามารถกล่าวได้ว่า ทักษะการแสดงของเนี่ยอี๋เหนียงลึกซึ้งส่งพลัง จนฮูหยินเนี่ยเห็นแล้วยังรู้สึกสงสาร
ตอนแรกเริ่ม นางแสดงละครต่อหน้าท่านย่าเนี่ย นายท่านและตัวนาง แสดงละครให้บรรดาอนุภรรยาและบ่าวใช้
เห็นก่อน พอมาถึงตอนหลัง นางก็แสดงละครต่อหน้าทุกคนในจวน ทั้งยังแสดงละครต่อหน้าคนภายนอกด้วย จนกระทั่ง
ตอนนี้ เกรงว่ายังต้องแสดงละครต่อหน้าลูกสาวด้วย ฮูหยินเนี่ยคิดว่านางคงแสดงละครมานานแล้ว จนแม้แต่ตัวเองก็
แยกไม่ออกด้วยซํ้า ว่าตอนนี้นางกำลังแสดงหรือกำลังใช้ชีวิตกันแน่
เนี่ยอี๋เหนียงจะชอบแสดงละครอย่างไร ฮูหยินเนี่ยจะไปควบคุมไม่ได้ เพียงแต่ว่า หากเนี่ยอี๋เหนียงคิดจะใส่ร้าย
เนี่ยไฉ่เยวี่ย ฮูหยินเนี่ยก็พร้อมสู้ตาย และต้องปกปั้องบุตรสาวตัวเองให้ได้
ท่านย่าเนี่ยหันหน้ามามองฮูหยินเนี่ย แล้วถามด้วยสายตาดุดัน “เหตุใดไฉ่เยวี่ยยังไม่มาอีก?”
ตอนที่ท่านย่าเนี่ยเรียกเนี่ยเซียงซิ่ว ปกติจะเรียกว่า “ซิ่วเอ๋อร์” แต่เมื่อถึงคราวเรียกเนี่ยไฉ่เยวี่ย กลับเรียกเพียง
“ไฉ่เยวี่ย” ย่อมไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเลือกที่รักมักที่ชังเพียงใด พฤติกรรมลำเอียงเช่นนี้ การปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมเช่นนี้ ทำให้หัว
ใจของฮูหยินเนี่ยทุกข์ใจพอสมควร นางตอบเสียงตํ่าว่า “เรียนท่านแม่ พวกบ่าวใช้เรียกมาแล้วเจ้าค่ะ เยวี่ยเอ๋อร์กำลังส่ง
แขก เกรงว่าอีกประเดี๋ยวก็คงมาถึง”
ไม่รู้ว่าท่านย่าเนี่ยนึกอะไรขึ้นได้ นางชะงักไปครู่หนึ่ง และกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่ค่อนข้างเหงาหงอย “เช่นนั้นก็รอให้
นางส่งแขกให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
ต้องทราบไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน หน้าตาศักดิ์ศรีของจวนล้วนสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เดิมทีในงานวันเกิดของ
ท่านย่าเนี่ย นางอยากจะให้เนี่ยเซียงซิ่วแสดงตัวตนอย่างแท้จริง ตีสนิทกับบรรดาคุณหนูภรรยาเอกเอาไว้สักหน่อย แต่
กลับนึกไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น เนี่ยเซียงซิ่วเพียงแค่ไม่ได้โผล่หน้าไป ทั้งยังทำให้ท่านย่าเกิดความรำคาญใจ
ด้วย ดังนั้นจึงเหลือแค่เนี่ยไฉ่เยวี่ยที่คอยส่งแขกอยู่ด้านนอก ในช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ ท่านย่าเนี่ยย่อมไม่ยอมให้เนี่ยไฉ่เย
วี่ยเมินเฉยต่อแขกด้านนอก แล้วมาจัดการเรื่องในครอบครัว ดังนั้นนางถึงได้บอกว่า ให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยส่งแขกให้หมดก่อน
แล้วค่อยมา
ฮูหยินเนี่ยเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจท่านย่าเนี่ยแล้ว แต่ฮูหยินเนี่ยรู้มากกว่านั้น ว่าที่จริงแล้วท่านย่าเนี่ยมีความอดทนไม่
มาก พูดได้ว่า หากเนี่ยไฉ่เยวี่ยมาเร็วเกินไป บางทีอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเชื่อฟังคำพูดของเนี่ยไท่จวินจริงๆ ชักช้าไม่
ยอมมาเสียที เกรงว่าเมื่อถึงตอนนั้น ความผิดของเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็จะใหญ่โตขึ้นจริง
พอนึกถึงตรงนี้ ฮูหยินเนี่ยก็โค้งคำนับ ตอบท่านย่าเนี่ยด้วยท่าทางนอบน้อมว่า “ท่านแม่วางใจได้ แขกเหล่านั้น
ทยอยกันกลับไปแล้ว เยวี่ยเอ๋อร์ส่งแขกไปหมดแล้ว ตอนนี้กำลังมาที่โถงหลักเจ้าค่ะ”
เมื่อเนี่ยอี๋เหนียงอยู่ข้างๆ ได้ยินว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยกำลังส่งแขก ในใจก็แค้นฝังลึกกว่าเดิม ในวันนี้เดิมทีนางเตรียมจะ
ให้เนี่ยเซียงซิ่วได้เปิดตัวแล้ว แต่ตอนนี้เนี่ยเซียงซิ่วไม่เพียงแค่ไม่ได้เปิดตัว ทั้งแขนยังกลายเป็นแผลพุพองอีก
ส่วนเนี่ยไฉ่เยวี่ย มัวแต่ส่งแขกอะไรกันนักกันหนา อย่าบอกนะว่า ผลประโยชน์ทุกอย่างในวันนี้ เนี่ยไฉ่เยวี่ยกลับ
ได้หน้าไปเต็มๆ?
พอนึกถึงตรงนี้ เนี่ยอี๋เหนียงก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม นางบอกกับท่านย่าเนี่ยว่า “ท่านอา ซิ่วเอ๋อร์กลายเป็นอย่างนี้
ไปแล้ว หลานไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหมือนกัน… ตอนนี้แม้ท่านย่าจะเรียกคุณหนูรองมา ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว… เป็น
ที่รู้กันทั่วว่าคุณหนูรองเป็นบุตรสาวภรรยาเอก…… อำนาจบารมีของบุตรสาวภรรยาเอก คุณหนูใหญ่กับหลานไม่มีทางไป
ท้าทายได้เลย มิหนำซํ้า ในงานเลี้ยงวันนี้ซิ่วเอ๋อร์โดนนํ้าร้อนลวกได้อย่างไร ก็ไม่มีใครรู้เลยจริงๆ ตอนนี้ท่านย่าเรียกคุณ
หนูรองมา ก็ถามไม่ได้ความอะไรหรอกเจ้าค่ะ… ที่ซิ่วเอ๋อร์ได้รับความอยุติธรรม เป็นเพราะนางโชคไม่ดีเอง และเป็น
เพราะมารดาอย่างข้าไร้คุณธรรม……ท่านอาคะ ขอร้องท่านล่ะ ขอให้หลานได้ไปอยู่กับบรรพบุรุษในศาลบรรพชน อยู่ไป
จนแก่เฒ่าเถอะเจ้าค่ะ”
คำพูดของเนี่ยอี๋เหนียงกำลังบีบเค้นฮูหยินเนี่ย ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดจากมือเนี่ยไฉ่เยวี่ย ตอนนี้ยังผ่อนผันเวลารอ
ให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยมาอีก ในหัวใจของเนี่ยอี๋เหนียงกำลังคิดว่า ผลประโยชน์เหล่านี้ถูกเนี่ยไฉ่เยวี่ยยึดครองไปหมดแล้ว ดังนั้น
เนี่ยอี๋เหนียงเตรียมถอยเพื่อรอจู่โจม ถ้าเนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่มา ก็เท่ากับยั่วโมโหให้ท่านย่าเนี่ยโกรธกริ้ว
เดิมที ท่านย่าเนี่ยเป็นคนมองอะไรชัดเจน ตอนนี้ก็ยิ่งไม่มีทางที่จะเลอะเลือน เมื่อนางได้ยินคำพูดของเนี่ยอี๋
เหนียง ก็แอบแค้นใจที่หลานสาวของตัวเองไม่รู้จักคำนึงถึงสถานการณ์ภาพรวม จนปั่านนี้แล้ว ยังจะมาแข่งขันเรื่องที่ไร้
ประโยชน์นั่นอีก ท่านย่าเนี่ยสีหน้าขรึมลง ตำหนิอย่างอดไม่ได้ว่า “ท่านหมอบอกไว้แล้วไม่ใช่หรือ ซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้เป็นอะไร
ในฐานะที่เจ้าเป็นอี๋เหนียง ข่มอารมณ์ไม่ไหวเลยหรือ เอะอะก็อ้างบรรพบุรุษเพื่อมากดดันข้าใช่หรือไม่?”
ไม่น่าเชื่อว่านํ้าเสียงของท่านย่าเนี่ยจะฟังดูดุดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนี่ยอี๋เหนียงได้ยินแล้วอดตะลึงจนพูดมิ
ออก นางรีบปาดนํ้าตาแล้วบอกว่า “เรียนท่านอา หลานไม่ได้หมายความอย่างนั้นเลย… เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าซิ่วเอ๋อร์ตก
อยู่ในสภาพแบบวันนี้ หลานปวดใจเหลือเกินเจ้าค่ะ……”
ท่านย่าเนี่ยมองเนี่ยอี๋เหนียงพร้อมตำหนิว่า “หึ! ตอนนี้รู้จักปวดใจแล้วหรือ?เมื่อครู่นี้ทำอะไรลงไปบ้างละ?ซิ่วเอ๋
อร์นี่ก็จริงๆ เลย เห็นนํ้าร้อนกระเด็นมาก็ไม่รู้จักหลบ ปล่อยให้โดนลวกจนกลายเป็นอย่างนี้ ตอนนี้พวกเจ้าจะไปโทษใคร
ได้อีก?”
ท่านย่าเนี่ยที่สุขุมและเก็บอารมณ์มาตลอดเหมือนจะโมโหแล้วจริงๆ นางชี้เนี่ยอี๋เหนียงพร้อมตวาดขึ้น “เจ้าก็อีก
คน ในเมื่อแต่งงานเข้าจวนเนี่ยมาแล้ว เจ้าก็เป็นอี๋เหนียงของจวนเนี่ย ต่อไปเลิกเรียกแทนตัวเองว่าหลานสาวได้แล้ว ถ้า
คนไม่รู้เขาจะนึกว่าข้าปกครองจวนเนี่ยไม่ดี!”
ตอนนี้เนี่ยอี๋เหนียงถึงกับตะลึงงันขึ้นไปอีก
ต้องทราบไว้ว่า หลังจากเนี่ยอี๋เหนียงแต่งงานเข้าจวนเนี่ยแล้ว เนี่ยอี๋เหนียงมองข้ามสถานะอนุภรรยาของตัวเอง
สำหรับคำเรียกขาน “ปีเซี่ย” ที่ใช้กับภรรยาเอกเพียงคนเดียว นางกลับพูดต่อหน้าฮูหยินเนี่ยประจำ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ท่านย่า
เนี่ยอับอายเหลือทน ดังนั้นนางจึงทำตัวเองให้พ้นความเกี่ยวข้อง มิอย่างนั้น เนี่ยอี๋เหนียงเอะอะก็แสดงตัวเป็นหลานสาว
ท่านย่าเนี่ย ไม่รู้พูดอย่างนี้มาตั้งกี่รอบแล้ว แต่ท่านย่าเนี่ยไม่เคยตำหนินางเลย จนสุดท้ายดูเหมือนเป็นการสนับสนุนให้
นางทำอย่างนี้ แต่ในวันนี้
ในใจของเนี่ยอี๋เหนียงร้อนรนว้าวุ่นทันที แต่กลับไม่กล้าเมินเฉยคำพูดของท่านย่าเนี่ย นางจึงรีบโน้มตัวลงและ
กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านย่าเนี่ยอย่าได้โกรธเคืองไปเจ้าค่ะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเนี่ยอี๋เหนียงร้อนใจไม่เป็นสุขแบบนี้ เพราะโดยปกติแล้ว เนี่ยอี๋เหนียงผู้นี้มักจะอาศัยฐานะ
หลานสาวของท่านย่าเนี่ยมาข่มเหงกดขี่คนอื่นอยู่ประจำ ตอนนี้นางสำนึกผิดแล้วจริงๆ หรือ?
ฮูหยินเนี่ยกลับมองอย่างเย็นชาอยู่ข้างๆ
ในใจของท่านย่าเนี่ย ฮูหยินเนี่ยก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง การที่นางพูดอย่างนี้ ที่จริงแล้วมีความหมายสองชั้น ความ
หมายแรกก็คือ โมโหเนี่ยอี๋เหนียงกับเนี่ยเซียงซิ่วที่วางกับดักนางในโถงใหญ่ นำนํ้าชาสาดบนตัวนางแล้ว โชคดีที่เนี่ยไฉ่เย
วี่ยบังท่านย่าเนี่ยไว้พอดี ดังนั้นความดีความชอบนี้จึงไปตกอยู่ที่เนี่ยไฉ่เยวี่ย นอกจากนี้ ท่านย่าเนี่ยก็ไม่พอใจที่เนี่ยอี๋
เหนียงเป็นคนเปิดเผยเกินไป ไม่สุขุมเหมือนฮูหยินเนี่ย เนี่ยเซียงซิ่วเทียบความฉลาดกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่ติดเช่นกัน แม้แต่
การคบหาสหาย เนี่ยเซียงซิ่วก็ไม่คบสหายที่ซื่อสัตย์จริงใจเหมือนต้วนชิงหมิง ดังนั้นเท่านย่าเนี่ยจึงกำลังสั่งสอนเนี่ยอี๋
เหนียง ว่าหลังจากนี้ให้นางมีมารยาททางสังคม มีสายตาที่เฉียบคมเสียบ้าง
ท่านย่าเนี่ยสามารถตำหนิเนี่ยอี๋เหนียงได้ แต่ฮูหยินเนี่ยกลับทำไม่ได้ นางไม่เพียงแค่ทำไม่ได้ อีกทั้งในตอนนี้ยัง
ต้องช่วยกู้สถานการณ์ให้เนี่ยอี๋เหนียงด้วย เพราะมีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้น ถึงทำให้ท่านย่าเนี่ยเห็นด้วยกับชื่อเสียงที่
ใจกว้างสุขุมของฮูหยินเนี่ย
ฮูหยินเนี่ยโค้งตัวลง แล้วเอ่ยว่า “เรียนท่านย่าเนี่ย……เนี่ยอี๋เหนียงร้อนใจเพราะปกปั้องบุตรสาวเช่นกัน ท่านย่า
เนี่ยได้โปรดอย่าตำหนินางเลย… ตอนนั้น ผู้น้อยอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจริงๆ ยานั่นเยวี่ยเอ๋อร์หยิบออกมา… นอกจากนี้
ตามที่เยวี่ยเอ๋อร์บอก ยาตลับนั้นก็เป็นยาที่ท่านย่าให้บ่าวใช้คนหนึ่งที่ชื่อว่าเสี่ยวซิว นำไปส่งให้ตามที่ท่านกำชับ… ยา
ตลับนั้นเยวี่ยเอ๋อร์ใช้ก่อนแล้วก็ไม่มีอาการผิดปกติอะไร จึงนำยาที่ท่านย่ามอบให้ไปใช้กับซิ่วเอ๋อร์เจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยได้ยินพลันเลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้ รู้ทันทีว่าเรื่องราวเป็นมาเป็นไปอย่างไร
ใช่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหลังมาหลายปี จะไม่รู้ได้อย่างไรว่า นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ นางไม่ได้ส่งยาไปให้
เนี่ยไฉ่เยวี่ย สิ่งนี้เห็นชัดแจ่มแจ้งมาก ท่านย่าเนี่ยจึงปรายตามองแม่นมเหยียนที่อยู่ข้างกาย พออีกฝั่ายส่ายหน้าบอกใบ้
อย่างแนบเนียน ท่านย่าเนี่ยก็เข้าใจแล้วว่าจะต้องมีคนแอบอ้างชื่อนาง เพื่อส่งยาให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่างแน่นอน แต่ยานี้
เนี่ยไฉ่เยวี่ยใช้แล้วไม่เป็นอะไร แต่เนี่ยเซียงซิ่วใช้แล้วดันเกิดเรื่องอย่างนั้นหรือ