การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 651 โต้แย้งแก้ต่าง
ไม่ได้พบหน้าเนี่ยไฉ่เยวี่ย? ไม่ได้ให้ตลับยา? เช่นนั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยพูดโกหกหรือว่าเสี่ยวซิวพูดโกหก?
ทางด้านฮูหยินเนี่ยอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วด้วยความตกใจ พูดออกโกรธๆ “เสี่ยวซิว เจ้ากำลังพูดอะไร?”
พอมองก็รู้ว่าเสี่ยวซิวถูกคนซื้อตัวไปแล้วให้มาใส่ร้ายปั้ายสีเนี่ยไฉ่เยวี่ย บัดนี้ นางไม่ยอมรับสิ่งที่ทำไป ฮูหยินเนี่ย
จึงปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้แล้ว
ทางด้านเนี่ยอี๋เหนียงมองไปทางฮูหยินเนี่ย ยกมือปิดปากหัวเราะเสียงเบา “โอ้ๆๆ ฮูหยินจะรีบร้อนอะไรกัน… ใน
เมื่อเสี่ยวซิวพูดแล้วว่านางไม่เจอคุณหนูรอง ไม่แน่นะว่าคุณหนูรองอาจจำคนผิด แต่ละวันคุณหนูรองพบหน้าบ่าวใช้
มากมาย ต้องมีจำผิดกันบ้าง ใช่หรือไม่?”
คำพูดของเนี่ยอี๋เหนียงดูภายนอกเหมือนจะช่วยเนี่ยไฉ่เยวี่ย แต่เมื่อพิจารณาแล้วกลับรู้ว่านางอยากให้เกิดเรื่องขึ้น
ต่างหาก
เนี่ยเซียงซิ่วได้ฟังแล้วอดมิได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านลองดูน้องรองยังไม่ทันได้ถามให้ชัดเจน
ก็รีบร้อนถึงเพียงนี้แล้ว?”
เนี่ยเซียงซิ่วอยากเหยียบเนี่ยไฉ่เยวี่ยให้จมธรณี ไปโดยไม่ต้องถามให้กระจ่าง
เห็นได้ชัดว่า ฮูหยินเนี่ยต้องการปกปั้องเนี่ยไฉ่เยวี่ย ทว่าเนี่ยเซียงซิ่วกลับเข้ามาขัดไว้ นางเห็นเนี่ยไฉ่เยวี่ยต้องซวย
ครั้งใหญ่โดยที่ฮูหยินเนี่ยช่วยอะไรมิได้
สายตาของฮูหยินเนี่ยเปลี่ยนไปชั่วขณธ ก่อนเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ต้องสอบถามให้ชัดเจนเสียก่อน หรือว่าเนี่ยเซียงซิ่วมิ
อยากสืบว่าใครเป็นคนร้ายตัวจริงอย่างนั้นหรือ?”
ทันทีที่ฮูหยินเนี่ยเอ่ยขึ้น เนี่ยอี๋เหนียงที่ชักสีหน้า กลับเปลี่ยนให้หน้าตากลับมาเป็นปกติดังเดิม
เนี่ยเซียงซิ่วได้แต่กระแห่มอย่างเย็นชาออกมา โดยไม่ได้เอ่ยวาจา
หลังจากที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ฟังคำพูดเมื่อครู่นี้ นางก็ส่ายหน้าไปมา “ไม่สิ เป็นเสี่ยวซิวที่เอาตลับยานั้นมาให้ข้า… บ่าว
ใช้ที่เห็นเหตุการณ์มีอยู่หลายคน”
ทางด้านเนี่ยเซียงซิ่วแสยะยิ้มออกมา “บ่าวใช้พวกนั้นเป็นคนของเจ้า ย่อมเข้าข้างเป็นพยานรู้เห็นเป็นใจ ถ้าเจ้าชี้
นกก็เป็นนก ชี้ไม้ก็เป็นไม้ มีหรือที่พวกนางจะกล้าหืออือ……”
แววตาของท่านย่าเนี่ยกลับชะงักลงไปชั่วครู่
บัดนี้ เห็นได้ชัดแล้วว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นคนพูดปด เพราะ เสี่ยวซิวเป็นบ่าวใช้ในเรือนท่านย่าเนี่ย จึงไม่จำเป็นต้อง
ไปประจบสอพลอใครทั้งนั้น คำพูดของนางถึงจะนับว่าเป็นความจริง
ทางด้านฮูหยินเนี่ยกำลังคิดจะอ้าปาดพูด แต่กลับถูกท่านย่าเนี่ยมองอย่างแรง ฮูหยินเนี่ยจึงมิกล้ามีปากมีเสียง
ผู้คนในเหตุการณ์ต่างจับจ้องไปที่เนี่ยไฉ่เยวี่ย ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เนี่ยไฉ่เยวี่ยยังคงรักษาสีหน้าที่ราบเรียบได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง นางก้าวขึ้นมาพูดกับเสี่ยวซิวว่า “เสี่ยวซิว เจ้าเป็น
คนเอายาตลับนั้นมาให้ข้านี่หน่า บอกว่าท่านย่าเนี่ยประทานให้ ตอนนี้กลับทำเป็นจำไม่ได้แล้วหรือ?”
เสี่ยวซิวมิกล้าเงยหน้าสบตาเนี่ยไฉ่เยวี่ย นางเอาแต่หดหัวพูดเสียงตํ่าว่า “เรียนคุณหนูรอง บ่าวอยู่ในห้องครัว
ตลอด ไม่ได้ไปที่สวนดอกไม้ด้านหลังเลยเจ้าค่ะ… ฉะนั้นจะนำยาไปให้คุณหนูรองได้อย่างไรเจ้าค่ะ อีกอย่าง……”
ทันใดนั้น เสี่ยวซิวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมท่านย่าเนี่ย แล้วกล่าวขึ้น “ท่านย่าเนี่ยเป็นพยานให้บ่าวด้วยเจ้าค่ะ เสี่ยว
ซิวเป็นคนซุ่มซ่าม ทำแต่งานใช้แรง เรื่องให้เอายาตลับนั้นไปให้คุณหนูรอง น่าจะเป็นพี่เหมยอิง เหมยชิง เหมยหวาและ
เหมยตู้กระมังเจ้าค่ะ… งานแบบนี้ไม่ตกมาถึงบ่าวที่ซุ่มซ่ามหรอกเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ฟังแล้วช่างมีเหตุมีผลเป็นที่สุด
เป็นที่รู้ว่า เบื้องหน้าท่านย่าเนี่ยมีบ่าวใช้ระดับหนึ่ง คือเหมยอิง เหมยชิง เหมยตู้ กับบ่าวใช้ระดับสองอีกแปดคน
หากต้องหาบ่าวใช้ให้เอาของไปให้เนี่ยไฉ่เยวี่ย ไม่จำเปั้นต้องใช้บ่าวซู่ยซ่ามอย่างเสี่ยวซิว ยิ่งไปกว่านั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยแม้ว่า
จะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานเสียเท่าไหร่ แต่ว่านางกลับเป็นคุณหนูบุตรสาวภรรยาเอกของจวน……
เมื่อได้ยินที่เสี่ยวซิวพล่ามยืดยาว ทุกคนในที่นั้นจึงทราบที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมด… เพียงแต่นึกไม่ถึง บุตร
สาวภรรยาเอกช่างกล้าทำเรื่องบ้าบิ่นแบบนี้ด้วย แม้แต่บ่าวใช้ข้างกายท่านย่าเนี่ยยังกล้าใส่ร้าย
สีหน้าของเนี่ยไฉ่เยวี่ยซีดเผือดในทันใด นางรู้สึกร่างกายวูบไหวสั่นคลอดจนเกือบพับล้มไปกับพื้น ทางด้านเจี้ยงเอ๋
อร์จึงรีบเข้าไปประคองเนี่ยไฉ่เยวี่ยเอาไว้ให้พอตรงตัวได้
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหันไปทำความเคารพท่านย่าเนี่ย ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ท่านย่า หลานสาวมีคำถามอยากถามเสี่ยวซิวเสีย
หน่อย หวังว่าท่านย่าจะอนุญาตเจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยแสดงสีหน้าไม่พอใจเป็นที่สุด จึงตอบเพียงเสียงเรียบว่า “เดิมทีเรื่องระหว่างพี่น้อง ถ้าเจ้าทำจริงก็
ยอมรับเสียเถอะ เหตุใดต้องปัดสวะให้พ้นตัวด้วย?”
ความหมายของท่านย่าเนี่ยเหมือนเจาะจงลงไปแล้ว ว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นคนจงใจทำร้ายเนี่ยเซียงซิ่วให้ตกอยู่ใน
สภาพเช่นนี้
เนี่ยไฉ่เยวี่ยหน้าเจื่อนในทันใด ตอบเสียงแผ่วเบา “เรียนท่านย่าเนี่ย ถึงแม้หลานสาวจะมิได้เฉลียวฉลาด แต่
หลานเป็นคุณหนูคนหนึ่งในจวนเนี่ย หากไฉ่เยวี่ยทำย่อมกล้ารับผิดอย่างไม่ปฏิเสธ แต่ถ้าไฉ่เยวี่ยไม่ได้ทำ ย่อมไม่คิดหา
เรื่องหาทำลายชื่อเสียงตัวเองหรอกเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเนี่ยพรวดลุกขึ้นยืดหันไปทางท่านย่าเนี่ย “ท่านย่า วันนี้เป็นงานมงคลของท่าน หลานๆ เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
เป็นเพราะเชี่ยเซินอบรมสั่งสอนไม่ดี หวังว่าท่านย่ากลับไปแล้วจะนำตัวเสี่ยวซิวไปถามให้ละเอียด ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน
แน่……”
ระหว่างที่ฮูหยินเนี่ยพูดไปด้วย ก็หันไปมองเสี่ยวซิวไปด้วย จนนางก้มหน้ากะพริบตาปริบๆ อย่างลนลาน
ท่านย่าเนี่ยยังมิทันได้ตอบอะไร ทางด้านเนี่ยอี๋เหนียงได้พูดเสียงเรียบนิ่ง “หมายความของฮูหยินคือต้องการบอก
ว่าตนเฉลียวฉลาดกว่าท่านย่าอย่างนั้นหรือ? เรื่องนี้ท่านย่าได้ถามอย่างชัดเจนแล้ว มิจำเป็นต้องสอบถามอีกต่อไป… ตาม
ความคิดของปีเซี่ย เรื่องนี้เป็นไปตามที่เสี่ยวซิวพูดออกมา… คุณหนูรองเอายาไปทาให้ คุณหนูใหญ่ก็ตกอยู่ในสภาพแบบ
นี้ เห็นได้ชัดว่าคุณหนูรองมีจิตคิดร้ายต่อคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ……”
ทางด้านเนี่ยเซียงซิ่วผึ่งหูฟังในสิ่งที่เนี่ยอี๋เหนียงพูด ก็รีบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ “น้องรอง ยามปกติพี่สาวคนนี้ก็
ดูแลเจ้าอย่างดี เหตุใดต้องทำแบบนี้กับพี่สาวพี่ด้วย… แม้พี่จะเป็นเพียงบุตรสาวลูกอนุ ไม่ได้สูงศักดิ์เหมือนเจ้า แต่เรา
สองอยู่ในจวนเนี่ยด้วยกัน ที่จริงควรรักสามัคคีกัน มิใช่มาทำกันแบบนี้”
ฮูหยินเนี่ยทนฟังเนี่ยอี๋เหนียงกับเนี่ยเซียงซิ่วพูดรับส่งกันไปมาจนรู้สึกมีนํ้าโหขึ้นมาแล้ว ด้วยรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึง
ชื่อเสียงของเนี่ยไฉ่เยวี่ย จะต้องระงับโทสะที่เดือดดาลนี้ไว้ ยิ่งไปกว่านั้นอย่าเปิดโอกาสให้พูดเรื่องไปในทางที่ร้าย เพราะ
ว่าคำพูดเพียงบางคำอาจไม่ได้ช่วยเนี่ยไฉ่เยวี่ย กลับจะสร้างความเดือดร้อนให้มากเสียกว่า
เนี่ยไฉ่เยวี่ยส่งสายตาห้ามปรามฮูหยินเนี่ย ก่อนจะก้าวขึ้นด้านหน้าสองก้าว จากนั้นหันไปทำความเคารพอย่างถูก
ต้อง “ท่านย่า หลานแค่อยากสอบถามเสี่ยวซิวเล็กน้อยเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง ถ้าถามหาความจริงออกมาไม่ได้ละก็
หลานยินยอมถูกลงโทษตามใจท่านย่าเลยเจ้าค่ะ”
ท่านย่าเนี่ยเงยหน้าขึ้นมองเนี่ยไฉ่เยวี่ย ด้วยแววตายืนหยัด แข็งกร้าว ไม่ยอมง่ายๆ จนสายตาลุกเป็นไฟ ด้วยเคือง
โกรธที่ผุดขึ้นมา
สายตาของท่านย่าเนี่ยพลันเกิดภาพขึ้นในมโนทวารขึ้น ภาพของเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นภาพที่สะท้อนนางในวัยเยาว์
ท่านย่าเนี่ยยกมือขึ้นมา พูดเสียงเรียบ “เจ้ามีอะไรก็ถามต่อไปได้”
ภายใต้สายตาทุกคู่ที่จับจ้อง เนี่ยไฉ่เยวี่ยมิกล้าทำอะไรนอกจากถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
พอเสี่ยวซิวได้ยินคำถามจากปากเนี่ยไฉ่เยวี่ย เกิดลนลานจนพูดไม่ออก ผงะถอยหลังลงไปสองก้าว เพื่อหลบสาย
ตาเนี่ยไฉ่เยวี่ยให้พ้นๆ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยสาวเท้าสองก้าวเดินขึ้นไปตรงหน้าเสี่ยวซิว พูดอย่างเจ็บปวดหัวใจ “เสี่ยวซิว ทำไมต้องหลอกท่านย่า
เนี่ยด้วย… วันนี้ข้าเจอเจ้า ส่วนเจ้าก็ยังสวมชุดเดิมอยู่เลย ผมเผ้าก็ยังไม่เปลี่ยน… ข้าจำได้แม่นยำ ไม่มีทางผิดพลาด
หรอก”
เสี่ยวซิวมองไปที่เนี่ยไฉ่เยวี่ย ส่ายหน้าพูดอย่างลนลาน “มิใช่เจ้าค่ะ… คุณหนูจำคนผิดแล้ว เนื่องจากแม่ครัวจาง
ทำเสื้อผ้าของบ่าวเลอะจึงต้องไปเปลี่ยนชุดใหม่… วันนี้ตอนเช้า บ่าวไม่ได้สวมชุดนี้เจ้าค่ะ… อีกอย่าง ถึงแม้บ่าวไม่รู้ว่า
เหตุใดคุณหนูรองต้องกัดฟัน ยืนยันว่าบ่าวเป็นคนเอายาตลับนั้นไปให้ แต่แม่ครัวจาง แม่ครัวหลี่สามารถเป็นพยานให้
บ่าวได้ บ่าวจุดไฟ หั่นผักทำนู้นทำนี่ โดยไม่ได้ก้าวออกจากห้องครัวแม้แต่ก้าวเดียวเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของเสี่ยวซิวพูดละลํ่าละลักรีบร้อนจนหน้าแดง เป็นใครก็สามารถมองออกว่านางน่าสงสาร ได้รับ
ความอยุติธรรม ที่ต้องถูกเจ้านายเค้นความจริง