การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 655 เยวี่ยเจียของข้าไร้ความผิด (2)
ต้วนชิงหมิงมองไปที่เยวี่ยเจียและพูดเสียงราบเรียบ “เจ้ายังไม่สำนึกผิดอีก… ไหนลองบอกมาสิว่าเจ้ามีความผิด
ตรงไหน?”
“เรียนคุณหนู เพราะคุณหนูรองหวังถีบบ่าวให้ตาย บ่าวจึงต้องต่อสู้ขัดขืน และหวังจับคุณหนูรองมาเป็นตัว
ประกันเพื่อเอาตัวชีวิตรอด แต่สุดท้ายกลับทำให้นายท่านตกใจเจ้าค่ะ……”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองเยวี่ยเจีย “อ่ะ มีเรื่องแค่นี้ ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว?”
เยวี่ยเจียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับ “ยังมีก็คือ… บ่าวมิได้ทำตามที่คุณหนูสั่งไว้ ปล่อยให้คุณหนูรองบุกเข้า
มาเรือนคุณหนูได้เจ้าค่ะ……”
ต้วนชิงหมิงจ้องมองและส่ายหน้าไปมา “เยวี่ยเจียเอ๋ย เจ้าคิดอยู่ตั้งนาน คิดได้แค่นี้เหรอ?”
เยวี่ยเจียหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา ก้มหน้าก้มตา มิได้พูดอะไร
ในเมื่อยอมรับผิดไปแล้ว ท่าทางของคุณหนูก็ไม่ได้โกรธเกรี้ยว แต่ต่อให้ยอมรับความผิดที่ทำไปแล้วอย่างไร ก็
เหมือนจะไม่พ้นความผิดที่ทำไปได้
ต้วนชิงหมิงกำลังจะอ้าปากพูด ด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับตัดหน้าขึ้นมา “คุณหนูก็รู้ว่าเยวี่ยเจียกับบ่าวไม่ได้รํ่าเรียน
มา จึงไม่ได้เฉลียวฉลาดมากนัก แต่ว่าเยวี่ยเจียก็ได้สำนึกผิดไปแล้ว คุณหนูดูสิเจ้าค่ะ เข่าของนางชํ้าไปหมดแล้ว……”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ พูดขึ้นว่า “ความหมายของเจ้าคือนางคุกเข่านานๆ ก็ถือว่าไม่เป็นไรแล้ว
อย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นไปฆ่าใครมาสักคน แค่คุกเข่าหนึ่งวันก็พ้นโทษแล้ว?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถึงกับสะอึกจนไม่รู้จะตอบต้วนชิงหมิงออกมาอย่างไร
เมื่อชิวหนิงเห็นเช่นนั้นรีบก้าวเท้าเดินขึ้นมาด้านหน้า พูดกับต้วนชิงหมิง “คุณหนู เรื่องในวันนี้เยวี่ยเจียทำเกินไป
จริงเจ้าค่ะ แต่คุณหนูก็ได้ยินแล้วนี่หน่า คุณหนูรองบุกเข้ามาในเรือนทำร้ายร่างกายเยวี่ยเจียก่อน เป็นใครก็คงทนไม่ได้
ถ้าเยวี่ยเจียไม่ต่อสู้ขัดขืนมีหวังต้องตายอย่างแน่นอน… คุณหนูดูสิเจ้าค่ะ เยวี่ยเจียถูกทำร้ายร่างกายสะบักสะบอมมากแค่
ไหน”
ต้วนชิงหมิงถามกลับทันควัน “ไม่อยากตายก็เลยเอาปินจอคอคนอื่นอย่างนั้น? หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คุณหนู
อย่างข้าจะทำยังไง?”
ชิวหนิงหน้าซีดเซียวถึงกับแย้งต้วนชิงหมิงไม่ออก
ต้วนชิงหมิงย้อมถามเยวี่ยเจียขึ้นมา “สรุปแล้วเจ้ารู้หรือยังว่าทำผิดตรงไหน?”
เยวี่ยเจียพยักหน้ารับ ก่แนจะส่ายหัวไปมา ในที่สุดจึงหย่อนก้นลงไปนั่งกับพื้น “คุณหนูข้าฆ่าจะแกงบ่าวได้หมด
เลยเจ้าค่ะ… แต่บ่าวคิดว่าตัวบ่าวไม่ผิด ข้อแรก คุณหนูรองบุกเข้ามาหาเรื่องถึงในเรือน ข้อสอง บ่าวอธิบายให้ฟังทั้งหมด
แล้ว แต่คุณหนูรองคิดเอาบ่าวให้ถึงตายเพียงอย่างเดียว ข้อสาม บ่าวไม่เคยคิดจะจับตัวคุณหนูรอมาเป็นตัวประกัน ทว่า
นางกลับพูดจาให้ร้ายคุณหนูใหญ่ บ่าวเลยมิอาจทนได้ ดังนั้นจึงจับคุณหนูรองเอาไว้เป็นตัวประกันเพื่อทำเรื่องให้ใหญ่โต
นายท่านจะได้มาหาที่นี่เจ้าค่ะ……”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังก็รีบพูดอย่างร้อนใจ “ถ้านายท่านรู้แล้วก็จะเป็นเรื่องใหญ่… เยวี่ยเจีย เจ้าคิดอะไรของเจ้า
เนี่ย?”
เยวี่ยเจียหันมองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ “ยังไงข้าก็ไม่ใช่คนเฉลียวฉลาดอะไรมากนัก ถ้าไม่จับคุณหนูรองมา
เป็นตัวประกันเพื่อไม่ให้โดนตีจนตาย บ่าวก็เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ ถ้าทำผิดไปก็ยอมรับคำตัดสินของคุณหนูใหญ่โดยไม่
ปริปาก แต่นี่บ่าวไม่ได้ทำผิด กลับต้องถูกตีจนตาย อันนี้บ่าวยอมไม่ได้เจ้าค่ะ”
แต่ไหนแต่ไร เยวี่ยเจียเป็นคนที่พูดตรงไปตรงมาจากใจจริง ชิวหนิงจึงหันไปมองต้วนชิงหมิงอย่างกังวล เห็นเพียง
ต้วนชิงหมิงส่ายหัวไปมา “เยวี่ยเจีย ในที่สุดเจ้าก็ยอมพูดความในใจออกมาแล้ว… ไม่ยอม แค่ไม่ยอม ถึงกับทำเรื่องที่
อุกอาจเช่นนี้ ถึงกับจับเจ้านายเป็นตัวประกัน? ในตอนนั้น เจ้าคิดหาวิธีที่ดีกว่านี้บ้างหรือไม่ เช่น หลอกล่อคุณหนูรอง หา
คนนำเรื่องนี้ไปบอกนายท่าน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็หาข้ออ้างหนีไปที่อื่น ซึ่งดีกว่าการจับคุณหนูรองมาเป็นตัวประกันไป
ไหนๆ มิใช่หรือ?”
เยวี่ยเจียถึงกับสะอึกในสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมา
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดมาถูกต้องทั้งหมดเลย ในตอนนั้น นางโกรธเลือดขึ้นหน้าจนมองข้ามไปโดยปริยาย… อันที่จริง
นางสามารถเลือกที่จะหนี หรือไม่ก็ให้คนไปรายงานต้วนเจิ้ง… น่าเสียดาย เรื่องใหญ่ที่เยวี่ยเจียทำไปแล้วมิอาจย้อนกลับ
มาได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เยวี่ยเจียจึงตอบอย่างเสียอาการ “คุณหนู ในเวลานั้นหัวของบ่าวคิดอะไรไม่ออกเลย คิดแต่ว่า
ไม่ให้คุณหนูรองมาตีบ่าวให้ตายโโยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนูรองยังพูดจายั่วเย้าความโกรธเคือง บ่าวได้ฟังจึง
อยากสั่งสอนนางเสียหน่อย จากนั้น… จากนั้นบ่าว……”
หลังจากเยวี่ยเจียได้ยินก็นิ่งอยู่นานสองนาน มองตาปริบๆ ไปที่ต้วนชิงหมิงโดยพูดอะไรมิออก
ต้วนชิงหมิงได้แต่ส่ายหัวให้ พลางถอนหายใจออกมา
จากนั้นไม่นาน นางก็เอ่ยขึ้น “พวกเจ้าจะให้ข้าตำหนิยังไงดี… ยามปกติ ข้าสั่งสอนพวกเจ้าว่ายังไง? ห๊ะ? บอกว่า
อย่าปะทะซึ่งหน้า ต้องหาวิธีถ่วงเวลา จากนั้นค่อยหาทางแก้ไข… พวกเจ้าฟังเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวากันหมดแล้วใช่ไหม?”
เยวี่ยเจียรีบก้มหน้า เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบก้มตาลงมาไล่เนี่ยกัน มีเพียงชิวหนิงยืนเงยหน้าเม้มปากแนบแน่น
“วันนี้คุณหนูรองกลับไปด้วยความเคียดแค้น จะต้องหาวิธีมาเอาคืนให้สาสมอย่างแน่นอน ถ้าคุณหนูรองเอาเรื่อง
นี้ไปปั่าวประกาศ ว่าบ่าวใช้อย่างเยวี่ยเจียจับนางเป็นตัวประกัน ข้าอยากถามพวกเจ้า หากวันหนึ่งวันใดไปเจออีกฝั่ายที่
ร้ายกาจกว่า พวกเจ้าคงจับอีกฝั่ายเป็นตัวประกันไม่ได้ อย่างนั้นชีวิตของพวกเจ้าก็อยู่ในกำมืออีกฝั่ายแล้ว ต่อไปคิดทำ
อะไร ต้องผ่านสมองกลั่นกรองให้ละเอียดกว่านี้ เยวี่ยเจีย… สมองของเจ้าไปไหนหมดแล้ว?” ต้วนชิงหมิงจี้ถาม
“บ่าวไม่รู้หนังสือ จึงไม่เข้าใจหลักการพวกนั้นหรอกเจ้าค่ะ” เยวี่ยเจียตอบเสียงอ่อย
ต้วนชิงหมิงปรายตามองเยวี่ยเจีย พูดขึ้นว่า “พวกเจ้าลองคิดๆ กันดูสิ ในเรือนข้านับว่าไม่ใหญ่ ดูแลบ่าวใช้ไม่
เยอะ หากวันใดข้าออกเรือนไป พวกเจ้าแต่ละคนต้องเผชิญหน้าอยู่ที่นี่โดยลำพัง หากพวกเจ้าแต่ละคนทำเหมือนเยวี่ย
เจียในวันนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องดูแลคนอื่นหรอก พวกเจ้าก็วุ่นวายกันเองหมดแล้ว……”
สีหน้าของเยวี่ยเจียกลับแปรเปลี่ยนเป็นหน้าเสียทันใด
ต้วนชิงหมิงรู้สึกว่ายิ่งพูดก็ยิ่งมีนํ้าโห หันไปจ้องเยวี่ยเจีย “ปกติแล้ว เจ้าเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ข้าคิดว่ารอให้
โตกว่านี้อีกนิดก็คงเข้าใจหลักการต่างๆ แต่เจ้ามิอาจทนได้เหมือนชิวหนิง และไหวพริบฉับไวเหมือนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ วันนี้
เจ้ากลับเลือกจับคุณหนูรองมาเป็นตัวประกัน ในวันข้างหน้า ถ้านายท่านสั่งสอนเจ้าแล้วไม่เป็นที่ถูกใจ คงจะจับตัวนาย
ท่านเป็นตัวประกันอีกใช่ไหม?”
“บ่าวมิกล้า มิกล้าทำอย่างนั้นเจ้าค่ะ……” เยวี่ยเจียรีบตอบกลับทันควัน
ต้วนชิงหมิงจึงมองไปที่เยวี่ยเจีย และพูดอย่างเย็นชา “ข้าแค่ยกตัวอย่างเท่านั้น ให้เจ้ารู้จักคิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมา
จากการกระทำ เข้าใจไหม?”
เยวี่ยเจียก้มหน้าก้มตาอิดๆ ออดๆ “บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าทราบแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกัน ข้าหวังว่าเจ้าจะทำได้อย่างที่พูด… ต้องทำให้ได้ เจ้าฟังเข้าใจแล้วหรือ
ยัง?” ต้วนชิงหมิงถามอย่างถอดใจ
ชิวหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้างต้วนชิงหมิงรีบยกนํ้าชาเข้ามาให้ พลางพูดอมยิ้ม “คุณหนูเจ้าค่ะ เยวี่ยเจียสำนึกผิดแล้ว
คุณหนูเห็นแก่ที่นางคุกเข่าอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน อภัยให้นางสักครั้งหนึ่งเถอะเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองชิวหนิงที่อยู่ด้านข้างและพูดขึ้นว่า “ข้าก็อยากจะให้อภัยนาง แต่จะให้ข้าทำยังไงได้…
วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องสร้างราวไม่หยุด จะข้าวางใจได้ยังไง?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบก้าวเข้ามาใกล้ต้วนชิงหมิงอีกนิด “คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ เจ็บมาแล้วก็ต้องเติบโตขึ้น ครั้งหน้าเย
วี่ยเจียจะฉลาดกว่านี้เจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ฟังแล้วมีเหตุมีผล ดูอย่างเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เมื่อก่อนเป็นคนหุนหันพลันแล่น แต่หลังจากที่ใช้เศษกระเบื้องกรีด
ที่ต้นขาตัวเอง นับจากนั้นมา นางดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำทุกเรื่องอย่างรอบคอบตั้งใจ มิต้องให้ต้วนชิงหมิงต้องมา
เป็นกังวล
คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นเยวี่ยเจียบ้างแล้ว หากนางยังไม่ปรับปรุงตัวจะต้องเกิดเรื่องขึ้นอีกแน่นอน
จากนั้นต้วนชิงหมิงหันมองไปทางชิวหนิง คิดในใจ… นิสัยของชิวหนิงโตขึ้นมากแล้ว พอผ่านเรื่องการจับต้วนอวี้
หรานเป็นตัวประกัน ก็สามารถเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นลำพังได้แล้ว บัดนี้ คนที่ต้องเป็นห่วงมากกว่าคนอื่นก็เหลือเพียง
เยวี่ยเจียนี่แหละ
“เอาล่ะ เยวี่ยเจีย นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าจะลดเจ้าเป็นบ่าวใช้ระดับสาม และให้ไปตั้งใจเรียนรู้กฎระเบียบในจวน
กับแม่นมสี”
ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น พลันชะงักในทันใด เพราะไม่เคยมีบ่าวใช้ระดับหนึ่งถูกย้ายไปเป็นบ่าวใช้
ระดับสามมาก่อน พูดก็พูดเถอะ บ่าวใช้ระดับสามเป็นเพียงบ่าวใช้ที่ต้องใช้แรงงานหนัก บัดนี้ คำสั่งของต้วนชิงหมิงเป็น
ทำให้เยวี่ยเจียเหมือนตกจากสรวงสวรรค์ไปสู่ปากเหวนรกก็มิปาน