การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 656 ขับเยวี่ยเจียออก
ระหว่างที่สองกำลังพูดคุยกัน เยวี่ยเจียก็คำนับกับพื้นด้วยความซาบซึ้งต้วนชิงหมิง “บ่าวขอบคุณคุณหนู บ่าวรู้ตัว
ว่าทำผิดไปแล้ว วันข้างหน้าบ่าวจะไม่ทำอีกแล้วเจ้าค่ะ……”
ชิวหนิงจ้องมองไปที่เยวี่ยเจีย เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันมองต้วนชิงหมิง… เดิมที ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อยากเอ่ยปา
กช่วยเยวี่ยเจียเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่า เยวี่ยเจียไม่เพียงจะไม่ปริปากบ่น มิหนำซํ้ายังดีอกดีใจเสียอีก
ชิวหนิงยังไม่คิดไม่ออกว่าเหตุใดเยวี่ยเจียจึงมีความคิดแบบนี้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ยังไม่กระจ่างถึงการกระทำของต้วนชิงหมิง แต่ในเมื่อเหตุการณฺ์เป็นเช่นนี้ เยวี่ยเจียก็คงได้แต่ก้ม
หน้ารับกรรมในสิ่งที่ทำ ต่อให้บ่าวทั้งสองคนอยากจะขอร้องต้วนชิงหมิงแทนเยวี่ยเจีย ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน
ในเวลานี้ บ่าวทั้งสองคนหันมาจ้องหน้ากันโดยพูดไม่ออก เยวี่ยเจียมองไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
ซาบซึ้งใจและโล่งอก
ขอเพียงนางยังอยู่ในจวนต้วน และยังไม่โดนคุณหนูขับให้ออกจากจวน แม้จะเป็นบ่าวใช้ที่ตำแหน่งตํ่าที่สุด นางก็
จะพยายามทำให้กลับมายืนข้างกายของต้วนชิงหมิงใหม่อีกครั้ง
ครั้งนี้เยวี่ยเจียทำได้แต่ก้มหน้ารับกรรมในสิ่งที่ทำผิดไป เพราะนางทำอะไรบุ่มบ่ามโดยขาดการยั้งคิดต่อเจ้านาย
อย่างแรง
ต่อไปการที่มิได้พบหน้าพี่น้องบ่าวใช้ และไม่ได้รับใช้ต้วนชิงหมิงอยู่ในเรือน ทำให้เยวี่ยเจียรู้สึกเสียใจจนนํ้าตาริน
ไหล
ต้วนชิงหมิงได้แต่มองอย่างมิอยากให้จากไป แต่นางต้องกลั้นใจเอ่ยขึ้น “เจ้านี่นะ ทำผิดหรือไม่ผิดก็ช่างเถอะ…
ตอนนี้ เจ้าต้องคิดทบทวนสำนึกในสิ่งที่ทำไป นับแต่นี้อย่าได้อวดฉลาดอีก มิอย่างนั้นก็จงออกจากจวนต้วนไป หาคน
แต่งงานออกเรือนเสียเถอะ……”
เมื่อคืดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงพูดอย่างโมโหขึ้นมา “แต่ถ้าเจ้าออกจากจวนไป อย่าบอกใครเป็นอันขาดว่าเคย
เป็นบ่าวใช้ของข้า ข้ามิอยากขายหน้ากับคนอื่น”
คำพูดที่เอ่ยออกมาดูเหมือนจะรุนแรงทำร้ายจิตใจเกินไป จนชิวหนิงและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถึงกับหน้าซีดชา ทว่าเยวี่ย
เจียกลับตอบอย่างยิ้มแย้มให้ต้วนชิงหมิง “ฮ่าๆๆ บ่าวมิอยากแต่งงานเจ้าค่ะ บ่าวจะอยู่กับคุณหนูไปชั่วชีวิต ต่อให้เป็น
บ่าวที่ทำงานหนักหนา ก็จะคอยติดตามคุณหนูเจ้าค่ะ……”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองเยวี่ยเจีย พลันเกิดความรู้สึกเวียนหัวไปหมด นางจึงตอบอย่างเสียมิได้ “เอาล่ะ เอาล่ะ
เจ้ารีบกลับไปเสียเถอะ เอานํ้าอุ่นๆ มาแช่หัวเข่า พรุง่นี้ไปรายงานตัวกับแม่นมสี…”
เยวี่ยเจียพยายามดันกำแพงเพื่อพยุงตัวเดินออกไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ที่ต่างจ้อง
มองกันและกัน ราวกับไม่รู้จะเริ่มเอ่ยปากจากตรงไหนดี ต้วนชิงหมิงจึงพูดเสียงเรียบออกมาก่อน “พวกเจ้าทั้งสองคน
อยากถามอะไรก็รีบถามมา ข้ารู้ว่าหากไม่ตอบพวกเจ้าให้กระจ่าง คงต้องครุ่นคิดเรื่องนี้ไปอีกหลายวันใช่ไม่ใช่?”
ชิวหนิงเอาแต่อมยิ้ม เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงแย่งพูดขึ้นมาว่า “คุณหนูลงโทษเยวี่ยเจียแบบนี้ ไม่หนักไปหน่อยเหรอเจ้า
คะ… บ่าวใช้ระดับหนึ่งกลับกลายเป็นบ่าวใช้ระดับสามในพริบตา บ่าวกลัวว่าเยวี่ยเจียจะรับไม่ไหวเจ้าค่ะ”
เป็นที่รู้กันในจวน บ่าวใช้ระดับสามปกติจะหมายถึงบ่าวใช้ที่เพิ่งเข้าเรือนมาใหม่ หรือไม่ก็เป็นบ่าวที่กระทำความ
ผิดมหันต์ แต่ในเวลานี้ เยวี่ยเจียกลับถูกลดระดับตัวเองไป มีหรือที่นางจะรับไหว
สายตาของชิวหนิงวูบไหวไปมา โดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ต้วนชิงหมิงตอบกลับเสียงเรียบ “นางรับไหวไม่ไหวก็เป็นเรื่องของนาง เพราะสิ่งที่นางทำช่างบุ่มบ่าม มีโทษหนัก
ยิ่งนัก หากไม่ลงโทษอย่างหนัก วันข้างหน้านางจะเสียใจมากกว่านี้……”
“ความหมายของคุณหนูคือ คุณหนูรองไม่มีทางปล่อยเยวี่ยเจียไปอย่างนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ?” ชิวหนิงถาม
ต้วนชิงหมิงหันมองชิวหนิง “ถ้าเจ้าเป็นคุณหนูรอง จะยอมปล่อยนางไว้ไหม?”
“ไม่ปล่อยไว้เจ้าค่ะ” ชิวหนิงส่ายหัวไปมา
ต้วนชิงหมิงจึงพูดต่อไปว่า “พวกเจ้าลองคิดดูการที่เยวี่ยเจียทำเรื่องใหญ่แบบนี้ หากข้ายังให้นางรับใช้ข้างกาย จะ
ยิ่งทำให้นางลำบากมากกว่านี้ ตอนนี้ ข้าส่งนางออกไปที่ไกลหน่อย เดี๋ยวเวลาผ่านไปนานเข้า ทุกคนก็จะลืมๆ มันไปจน
ไม่มีใครพูดถึงอีก… นิสัยของเยวี่ยเจียไร้เดียงสาเกินไป โอกาสนี้จึงเหมาะให้นางไปอบรมบ่มนิสัยมาใหม่ จะได้เติบโตขึ้น
มากกว่านี้”
“อ๋อ บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูต้องการปกปั้องเยวี่ยเจียไว้นี่เอง มิอยากให้คุณหนูรองมาหาเรื่องนาง” เซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์พูดอย่างเข้าใจ
“ช่วงนี้คุณหนูรองอาจไม่ไปหาเรื่องหา แต่คนอื่นนี่สิไม่แน่หรอก……” ต้วนชิงหมิงเอ่ย
คนอื่นที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อ นั่นก็คือหลิวหรง นางไม่มีทางยอมปล่อยให้เยวี่ยเจียลอยหน้าลอยตาอย่างเปั้นสุข
หรอก ฉะนั้น นางต้องคิดหาทางงเล่นงานเยวี่ยเจียให้สาสม
“บ่าวทราบว่าคุณหนูต้องการปกปั้องเยวี่ยเจีย ทว่าเยวี่ยเจียไม่ได้อยู่ที่เรือนคุณหนูนี่สิ บ่าวเกรงว่าหากไปอยู่กับ
แม่นมสีจะยิ่งมีอันตรายมากขึ้นไปอีกใช่ไหมเจ้าคะ?” ชิวหนิงเอ่ยถาม
ใช่แล้ว แม้กำแพงเรือนคุณหนูใหญ่ยังมิอาจต้านทานต้วนอวี้หรานเข้ามาได้ นับประสาอะไรกับกำแพงบ่าวใช้ จะ
ต้านทานแผนการชั่วร้ายของหลิวหรงได้
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงเม้มปากยิ้มจางๆ “พวกเจ้ารู้หรือไม่ แม่นมสีเป็นคนยังไง?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และชิวหนิงต่างส่ายหน้าพร้อมกัน
เอาเข้าจริง แม่นมสีทำหน้าที่สอนกฎระเบียบในจวนให้กับบ่าวใช้ ยามปกติ นางจะไม่เห็นไปมาหาสู่กับใครหรือ
สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ ตั้งแต่ที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เข้ามาอยู่ในจวนต้วนตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็เห็นเป็นเช่นนี้มาตลอด แม้แต่ต้
วนเจิ้งก็ยังเกรงใจแม่นมสีอย่างมาก จึงไม่มีบ่าวใช้คนไหนกล้ามีเรื่องกับนาง แต่อย่างไรเสีย แม่นมสีก็เป็นเพียงแม่นมคน
หนึ่งที่กินอยู่กับพวกบ่าวใช้ ไม่เคยเห็นนางมีสิทธิ์พิเศษมากกว่าคนอื่นๆ ตรงไหน
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อดมิได้ที่จะถามชิวหนิงอย่างสงสัย “ชิวหนิง แม่นมสีเป็นคนยังไง เจ้ารู้บ้างหรือไม่?”
ชิวหนิงผายมือทั้งสองข้างออก “เจ้าอยู่ในจวนตั้งแต่เด็กจนโตยังไม่รู้ มาถามข้าคิดว่าข้าจะรู้ไหม?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะเฉลยออกมา “สรุปแล้ว พวกเจ้าเชื่อข้าได้เลย หากเยวี่ยเจียทำอะไรอย่าง
ระมัดระวัง ไม่สร้างเรื่องอีก นางจะอยู่กับแม่นมสีอย่างปลอดภัย… หากเยวี่ยเจียตั้งใจเรียนรู้และฝึกฝนตัว สิ่งนางได้มาจะ
สามารถใช้ไปได้จนตัวตาย!”
ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เยวี่ยเจียมีที่ไปแล้ว หากยังมานั่งพูดกันอยู่อย่าง
นี้ก็ไม่เห็นมีประโยชน์อันใดอีก ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงหันมาสบตากัน ก่อนจะแยกย้ายไปทำงานของตน เหลือเพียงต้
วนชิงหมิงอยู่ที่เดิม คิดเรื่อยเปือยของนางไป จนเวลาล่วงเลยไปนาน จู่ๆ นางก็พึมพำขึ้นคนเดียว “ถ้าเยวี่ยเจียตกไปอยู่
ในมือของแม่นมสี ชีวิตของนางคงต้องยากลำบากมากมายยิ่งนัก……”
ความเข้มงวดและเคร่งครัดของแม่นมสีเป็นที่ขึ้นชื่อในจวนต้วนที่สุด ไม่ว่าใครตกไปอยู่ในนํ้ามือของนางแล้ว จะ
ต้องลำบากแสนสาหัส
ต้วนชิงหมิงเคยได้ยินมา สมัยแม่นมสีเป็นวัยรุ่นก็มีนิสัยหลุดโลก จนกระทั่งพบเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นิสัย
ของนางก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยสิ้นเชิง บัดนี้ ต้วนชิงหมิงหวังเพียงเยวี่ยเจียจะตั้งใจเรียนรู้จากแม่นมสี จะได้
เป็นผู้เป็นคนทำอะไรอย่างรอบคอบขึ้นมาบ้าง
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจอย่างถอดใจ
ในเส้นทางชีวิตของคนเราต่างต้องเดินไปตามทางที่ตัวเองเลือกไว้ ซึ่งไม่มีใครจะหาช่วยเหลือได้ตลอดทุกครั้งไป
แม่นมหนิงสมัยวัยรุ่น กับเยวี่ยเจียในตอนนี้ได้เป็นตัวอย่างประจักษ์ตรงเบื้องหน้าแล้ว
เช้าวันถัดมาในอาหารมื้อเช้า ต้วนอวี้เดินเข้ามาในเรือนของต้วนชิงหมิง มองซ้ายทีมองขวาที เห็นเพียงชิวหนิงทำ
กำลังทำผมให้ต้วนชิงหมิง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กำลังพาบ่าวใช้ยกสำรับเข้ามา ต้วนอวี้มองไปมองมาอีกก็ไม่พบเยวี่ยเจีย จึงถาม
อย่างแปลกใจ “ท่านพี่ เยวี่ยเจียอยู่ไหนหรือ?”
ต้วนชิงหมิงทำผมเกล้าขึ้นเป็นที่เรียบร้อย ก็เดินไปพูดไปว่า “ทำไมกัน มาตามหาเยวี่ยเจียด้วยเรื่องอันใด?”
ต้วนอวี้ยกมือเกาหัวไปมา “ก็ไม่มีอะไรหรอกท่านพี่ เพียงแต่ทุกครั้งที่มา เยวี่ยเจียก็เดินไปเดินมาจนทั่ว ครั้งนี้ไม่
เห็นนางจึงแปลกใจนิดหน่อยขอรับ”
ต้วนอวี้รีบกะพริบตาปริบๆ “ท่านพี่คงไม่ได้ให้เยวี่ยเจียออกจากเรือนท่านพี่ไปใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงมองต้วนอวี้ด้วยความสงสัย “ที่เข้ามาที่นี่ เพราะห่วงใยเยวี่ยเจียหรือ?”
ทางด้านชิวหนิงและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ต่างมีต่างหน้ากระอักกระอ่วน แต่ไม่ได้พูดอะไรขึ้น เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัด
สำรับขึ้นโต๊ะ
โดยปกติแล้ว อาหารเช้าของต้วนชิงหมิงมักเรียบง่ายเหมือนในทุกวัน มีเพียงหมั่นโถวที่วางซ้อนกัน โจ๊กสองสาม
ชาม และอาหารจานเล็กที่รสชาติธรรมดาอีกสองสามจานก็พอแล้ว
ต้วนอวี้กำลังจะหันไปถามต้วนชิงหมิงขึ้น ทว่าชิวหนิงกลับรีบนำโจ๊กเข้ามาให้ก่อน ต้วนอวี้รู้ดีเวลาที่ต้วนชิงหมิง
ทานอาหารไม่ชอบพูดคุย ดังที่โบราณว่า “ทานข้าวไม่พูด หลับนอนไม่คุย” นี่เป็กฎที่ต้วนชิงหมิงยืนหยัดทำมาเป็นเวลา
นานแล้ว ต้วนอวี้จึงได้แต่ทานอาหารโดยไม่ได้เอ่ยปากถาม`