การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 657 ที่ไปของเยวี่ยเจีย
นับได้ว่าการทานอาหารเช้าในวันนี้สร้างความเกร็งให้กับต้วนอวี้มิน้อย เขาทานอาหารได้เพียงไม่กี่คำก็รวบ
ตะเกียบเข้าหากัน จากนั้นสอดส่ายสายตาไปที่ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เห็นพวกนางทั้งสองคนได้แต่ฝืนยิ้มออกมา แค่ดูก็
ทราบได้ว่าพวกนางคงกำลังสงสารเยวี่ยเจียจับใจ แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ เยวี่ยเจียคงกลับมาไม่ได้
ต้วนอวี้รู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มาจากเขาเป็นต้นเหตุ ดังนั้น เขาจึงอยากถามให้กระจ่างว่าเยวี่ยเจียถูกขับออกไปอยู่
ที่ไหน เพื่อดูว่าสามารถไปช่วยเหลือนางได้บ้างหรือไม่
น่าเสียดาย ตรงที่หลังจากต้วนชิงหมิงทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้พูดหรืออธิบายให้ฟัง ราวกับคำถามที่
อยู่ในใจของต้วนอวี้ไม่เคยมี ทำให้ต้วนอวี้ร้อนใจจนต้องเกาหัวไปมา
อุตส่าห์รอมาตั้งนานสองนานกว่าต้วนชิงหมิงจะทานอาหาร บ้วนปาก ล้างมือ และจิบนํ้าชาที่ชิวหนิงนำมาให้
เรียบร้อย ต้วนชิงหมิงจึงหันมาถามต้วนอวี้ขึ้น “มีอะไรตอนนี้ก็พูดมาได้เลย……”
ต้วนอวี้มองต้วนชิงหมิงด้วยแววตาปริบๆ “อวี้เอ๋อร์แค่อยากถามว่าเยวี่ยเจียไปอยู่ที่ไหนแล้วเท่านั้นเอง”
ต้วนชิงหมิงตอบเสียงเรียบนิ่ง “พี่ลดนางเป็นบ่าวใช้ระดับสาม เวลานี้คงไปรายงานตัวกับแม่นมสีแล้ว”
สาม… บ่าวใช้ระดับสาม?
ต้วนอวี้ฟังแล้วรู้สึกร้อนใจจนต้องกระโดดโลดเต้น “บ่าวใช้ระดับสาม… ท่านพี่ทำรุนแรงเกินไปหน่อยแล้ว
กระมัง……”
บ่าวใช้ระดับหนึ่งถูกเปลี่ยนเป็นระดับสามในพริบตา การลงโทษเช่นนี้เหมือนเป็นการลงโทษให้ตกจากสรวง
สวรรค์ลงสู่นรก เยวี่ยเจียเป็นคนที่หัวรั้นและรักศักดิ์ศรีของตนเป็นอย่างมาก ถูกลงโทษมีหรือที่นางจะยอมรับได้
ต้วนชิงหมิงหันไปที่ต้วนอวี้ พูดอย่างเยือกเย็น “ไม่อย่างนั้นจะตัดสินยังไงดี?”
ต้วนอวี้ถูกสายตาแน่นิ่งของต้วนชิงหมิงจ้องมองมา กระทั่งพูดอะไรไม่ออกเลย
ต้วนชิงหมิงก็ลำบากที่ต้องตัดสินใจแบบนี้เหมือนกัน ถ้าไม่ลดให้เยวี่ยเจียเป็นบ่าวใช้ระดับสาม จะให้ขับไล่นาง
ออกจาจวนต้วนไป โดยไม่ต้องสนใจแยแส ไม่ถามไถ่ ไม่ต้องลงโทษอย่างนั้นหรือ
หากเป็นเช่นนั้น ไม่เกินราตรี คนในจวนต้วนทุกคนต้องซุบซิบนินทาคุณหนูใหญ่ลำเอียง ไม่ยอมลงโทษบ่าวใช้ข้าง
กายที่ทำผิดใหญ่หลวง ถึงตอนนั้น ต้วนชิงหมิงก็จะจนปัญญาโต้แย้ง สถานการณ์ของเยวี่ยเจียก็จะยิ่งยํ่าแย่ลงไปอีก บัดนี้
เยวี่ยเจียเปั้นบ่าวใช้ระดับสามไปแล้ว สำหรับนางเป็นการลงโทษที่รุนแรงและหนักหน่วงก็จริง แต่ถ้ารุนแรงกว่านี้ก็คง
เป็นการขับออกจากจวนต้วนไปเลย โดยมิต้องให้กลับมาเหยียบที่นี่อีก
ถึงแม้เยวี่ยเจียล่วงเกินต้วนอวี้หราน แต่ทุกคนต่างรับรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของเยวี่ยเจีย หากขับนางออกให้พ้นจวนต้
วนไป ทุกคนคงรู้สึกไม่ยอมรับคำตัดสิน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือให้เยวี่ยเจียอยู่ที่นี่ โดยเลือกลงโทษนางให้หนัก จนถึงตอน
นี้ก็ช่วยกลบเรื่องที่ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ไปได้แล้ว แม้แต่ต้วนอวี้หรานก็พูดมิออก เหลือเพียงเยวี่ยเจียต้องก้มหน้ารับโทษ
แต่โดยดี
ต้วนอวี้ไม่นึกไม่ฝันว่าผลลัพธ์จะกลับกลายเป็นเช่นนี้ เขานั่งตะลึงงันพูดมิออกไปเลย
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปยาวนาน ทั้งสองคนก็ไม่รู้จะหาเรื่องใดมาพูดคุยกัน
จู่ๆ ต้วนอวี้ถามพึมพำขึ้น “เยวี่ยเจียแม้จะทำกระทำผิดจริง แต่ก็ไม่ควรลงโทษรุนแรงขนาดนี้นิท่านพี่”
เยวี่ยเจียผิดตรงที่จับต้วนอวี้หรานเป็นตัวประกัน แต่ที่นางทำไปก็ด้วยรักษาชีวิตของตน… พูดก็พูดเถอะ เป็นเพ
ราะต้วนอวี้หรานบีบให้นางจนมุมจนต้องลงมือทำแบบนั้น นางจึงต้องรับโทษหนักหนาขนาดนี้
ต้วนชิงหมิงนิ่งเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยราบเรียบออกมาว่า “อวี้เอ๋อร์จำเอาไว้นะ ในใต้หล้าบางครั้งความจริง
ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่อยู่ที่จะเอาความจริงไปใช้ประโยชน์อย่างไร… การลงโทษสำหรับเยวี่ยเจียนั้นยังนับว่าเบาไปด้วย
ซํ้า หากเป็นบ่าวใช้คนอื่นคงถูกโบยหนักและขับออกจวนต้วนไป สำหรับนิสัยที่บุ่มบ่ามของนาง ไม่ช้านานต้องสร้างเรื่อง
ขึ้นจนได้ หากครั้งนี้ยังไม่จำฝังใจและมีครั้งหน้าอีก ใครก็คงช่วยนางไม่ได้อีกแล้ว”
ต้วนอวี้นั่งนิ่งเป็นบ้าใบโดยมิได้ตอบกลับแต่อย่างใด
ถึงแม้ต้วนอวี้ไม่ยอมรับการลงโทษ แต่ก็ต้องยอมรับกับเหตุผลที่ต้วนชิงหมิงสาธยายมาทั้งหมด
ด้วยนิสัยที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ของต้วนอวี้หราน มีหรือที่จะไม่คิดล้างแค้น?
ต่อให้เยวี่ยเจียไม่ได้ทำผิด แต่กลับมิอาจควบคุมอารมณ์กับต้วนอวี้หราน จึงนับเป็นโทษหนักหนา ลองคิดดู หาก
ครั้งนี้ไม่ลงโทษเยวี่ยเจียให้รุนแรง ครั้งต่อไป ครั้งต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร
หากวันใด เยวี่ยเจียไปเจออีกฝั่ายที่แข็งแกร่งกว่า มิอาจเข้าไปจับเป็นตัวประกันได้ ชีวิตของนางคงต้องจนลงอย่าง
สูญเปล่า
เมื่อคิดมาได้ถึงตรงนี้ ต้วนอวี้ได้แต่ถอนหายใจออกมา “อย่างนั้น ตามความคิดของท่านพี่แล้ว แม่นมสีที่เข้มงวด
เคร่งครัดขนาดนั้น เยวี่ยเจียจะทนไหวหรือขอรับ?”
“นี่เป็นเรื่องที่นางไม่ว่าจะทนได้หรือทนไม่ได้ สุดท้ายต้องนางต้องทนให้ไหวอย่างเดียว” ต้วนชิงหมิงพูดอย่างไม่
แยแส
ถูกต้องแล้ว ใครเป็นคนความผิดก็ต้องก้มหน้ารับในสิ่งที่ทำ มิมีผู้ใดสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยได้
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองต้วนอวี้อย่างช้าๆ พูดขึ้นว่า “เจ้าเลิกเรียนแล้วเหรอ?”
ตามเวลาที่ต้วนชิงหมิงกำหนดไว้ ต้วนอวี้ควรจะอ่านหนังสืออยู่ในห้องอย่างตั้งใจ มิใช่มาลอยไปลอยมาอยู่ที่นี่ สิ่ง
นี้ทำให้ต้วนชิงหมิงเริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์
ต้วนอวี้จึงยิ้มแห้งๆ ให้กับต้วนชิงหมิง “แหะๆๆ ท่านพี่อย่าลืม นี่เป็นวันพักผ่อนนะ”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับทราบ ไม่ตอบอะไรกลับมา
โดยปกติแล้ว ต้วนอวี้เป็นคนที่มีวินัยในตัวเองสูงมาก ครั้งนี้ยังเดิมพันด้วยคำสัญญาที่ให้ไว้กับเชวียหนิงหรานอีก
ดังนั้น ทุกคนต่างเห็นเขาขยันขันแข็งเป็นอย่างมาก เมื่อเป็นวันพักผ่อนของเขา ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ
ในที่สุด ต้วนอวี้ก็ถามสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมา “ท่านพี่ เมื่อวานนี้ได้เจอหนิงหรานหรือไม่? นางผอมลง? มีนํ้ามี
นวลขึ้น? มีความสุข? หรือคิดถึงอวี้เอ๋อร์บ้างหรือเปล่า?”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองต้วนอวี้ พูดเพียงว่า “โอ้โห ถามที่อะไรเยอะขนาดนี้ จนพี่ไม่รู้จะตอบอันไหนก่อนดี?”
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นลูบหน้าปะจมูกยิ้มแหะๆ ออกมา ก่อนจะพูดอย่างไม่อายใคร “ไม่เป็นไร น้องชายของท่านพี่มีทั้ง
ความอดทนและเวลามากพอ ท่านพี่สามารถตอบอย่างไม่เร่งรีบ ทีละคำถามได้เลย”
เป็นที่รู้กันในจวนต้วน ต้วนอวี้คิดถึงต้วนอวี้หรานไม่เป็นอันกินอันนอน ทั้งเช้าสายบ่ายเย็นเอาแต่คิดถึง นอนไม่
หลับก็ยังคิดถึง ทานอาหารก็ยังหวนคิดถึง จนมีหลายครั้งที่ต้วนอวี้อยากแอบวิ่งไปที่จวนเชวีย เพื่อเห็นนางแวบเดียวก็ยัง
ดี แต่น่าเสียดาย เขากับเชวียหย่งเฉียงให้สัญญาต่อกันไว้ จึงมิอาจฝั่าฝืนได้ ที่สำคัญเชวียหนิงหรานก็เป็นคนรักษาคำพูด
ย่อมมิมีทางให้ความคิดถึงนำหน้าเด็ดขาด
นี่เป็นเวลาและโอกาสที่ดีที่สุด ในการสอบถามเรื่องราวของเชวียหนิงหราน มีหรือที่ต้วนอวี้จะไม่คว้าเอาไว้?
ต้วนชิงหมิงตอบเพียงนิ่งๆ “เมื่อวานหนิงหรานไม่ได้ไปจวนเนี่ย”
“ห๊ะ… จะเป็นไปได้ยังไงกัน?” ต้วนอวี้ถามด้วยความตกใจอย่างมาก
ต้วนชิงหมิงได้แต่มองต้วนอวี้โดยไม่ได้เอ่ยอะไร
ต้วนอวี้ได้แต่นั่งลงไปอีกครั้ง ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ท่านพี่หลอกอวี้เอ๋อร์… ท่านพี่กับเนี่ยไฉ่เยวี่ยสนิทสนมกับเช
วียหนิงหรานจะตาย มีหรือที่นางจะไม่ไป……”
“ก็เป็นเพราะคำสัญญาของอวี้เอ๋อร์นั่นแหละ ท่านปั้าเชวียกลัวว่าหนิงหรานจะมาเจอเจ้าก่อน จึงให้นางอยู่ที่จวน
ตลอด ตอนนี้ พี่อยากพบหน้าหนิงหรานก็ยังยากเลย” ต้วนชิงหมิงตัดพ้อ
ต้วนอวี้หน้าซีดเหลือสองนิ้ว ใช้สายตาที่น่าสงสารมองไปที่ต้วนชิงหมิง
นางเอาแต่ส่ายหน้าไปมา “ช่างเถอะ อวี้เอ๋อร์ ประเดี๋ยวจะเข้าหน้าร้อนแล้ว การสอบของเจ้าก็ใกล้เข้ามาทุกที ไป
ตั้งใจอ่านหนังสือตำราให้จริงจังเถอะ รอให้เจ้าทำได้สำเร็จ ค่อยไปหาหนิงหรานอย่างหน้าชื่นตาบานได้แล้ว”
ต้วนอวี้พูดละลํ่าละลัก “ท่านพี่คงไม่เคยได้ยินเรื่องการคิดโหยหาถึงใครสักคน… มันช่างยาวนานทรมานเหลือทน
หนึ่งวันที่ไม่ได้พานพบ เวลาช่างยาวนานนับปี”